Suki Media

    ในที่สุด…พรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบพรรคแล้วครับ!!!

     และกรรมการบริหารพรรค “ทุกคน”

     ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี !!!

     ที่ต้องติดตามกันต่อไปหลังจากนี้ คือ บรรดากรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคทั้ง 14 ล้านเสียงนั้น จะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะนับตั้งแต่วันนี้ไป การเมืองไทยได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ อย่างน้อยก็เป็นเวลา 5 ปี

     คำถามคือ พรรคการเมืองใดจะมาเป็นผู้กุมอำนาจทางการเมืองของไทยในวาระต่อไป ที่เห็นอยู่ขณะนี้ก็คงหนีไม่พ้น…พรรคประชาธิปัตย์เป็นแน่แท้

     และที่แน่ๆ นี่เป็นเวลาของรัฐบาลผสม ซึ่งพรรคชาติไทย พรรคมหาชน พรรคประชาราช ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย

     ส่วนกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ และเตรียมจะตั้งพรรคใหม่ พร้อมทั้งถูกวางตัวให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่าง ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ถูกดับฝันไปแล้วเช่นเดียวกัน

     อย่างไรก็ตาม เสียงที่เคยสนับสนุนพรรคไทยรักไทย จะย้ายไปสนับสนุนพรรคการเมืองอื่นๆ หรือไม่ เป็นเรื่องน่าคิด เพราะคะแนนเสียงมหาศาลถึง 14 ล้านเสียง ย่อมมีค่าสำหรับการชิงตำแหน่งทางการเมืองได้อย่างง่ายดาย

     หากเสียงเหล่านี้เป็นเสียงบริสุทธิ์ของพรรคไทยรักไทย โดยไม่คิดปันใจไปให้พรรคอื่น แล้วระหว่างนี้พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไป

     จะอยู่อย่างไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองหรือ…

     จะอยู่อย่างผู้แพ้อย่างนั้นหรือ…

     น่าคิดนะครับ

     หรือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน พรรคประชาราช หรือพรรคอื่นๆ ที่เตรียมจะเกิดใหม่ คิดจะดึงพลังมวลชนเหล่านี้ของพรรคไทยรักไทยมาอยู่กับตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ต้องหาเหตุผลมาล่อให้พวกเขาเปลี่ยนใจ ซึ่งก็ไม่น่ายากเกินความสามารถ

     เพราะ 5 ปี ไม่ช้า แต่ก็ไม่เร็ว

     คนเหล่านี้จะอยู่ทนรอให้กลุ่มการเมืองที่พวกเขาชื่นชอบกลับมาสู่อำนาจได้อย่างนั้นหรือ ไม่แน่นะครับ เพราะบางครั้ง…ความรักก็จืดจางลง

     เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ผมเชื่ออย่างนั้น

     แต่เรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่า กลับเป็นผู้เล่นที่ถูกปรับแพ้ แต่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้นี่สิ

     บอลแพ้ คนไม่แพ้

     หรือ…ขี้แพ้ชวนตี

     จะมีคนเหล่านี้แฝงอยู่หรือไม่

     ต้องคอยจับตาดูครับ

Advertisements

     ย้อนเหตุการณ์ในช่วงที่บ้านเมืองระส่ำระสายเช่นนี้ มาให้อ่านแก้เซ็งกันครับ เพราะในคืนวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2550 มีสถานการณ์ที่สนุกๆ ปนปวดหัวเกิดขึ้นกับผมหลายเรื่องทีเดียว

     ในช่วงหัวค่ำของคืนนั้น ระหว่างที่ผมนั่งทำงานหน้าคอมฯ อยู่ ก็มีเพื่อนๆ ชาวไซเบอร์ทักทายกันมาเป็นระยะๆ ทาง msn ซึ่งปกติผมจะออนไลน์อยู่แล้วแม้จะเป็นในเวลาที่นั่งทำงานก็ตาม ยกเว้นว่างานนั้นเร่งด่วนจริงๆ ก็จะออฟไลน์ไปเลย

     ประมาณ 2 ทุ่มกว่าถึง 4 ทุ่มนิดๆ ผมคุย msn กับคุณ lost in space, คุณ rainny, และเพื่อนรุ่นน้องของผมอีกคน (3 คนก็ยุ่งตายชักแล้วครับ บางวันปาเข้าไป 5 คน แทบไม่เป็นอันทำงาน) แต่คนที่ทำให้ผมต้องคุยติดพันกันยืดยาว เพราะมีประเด็นที่ต้องถกเถียงโต้แย้งกันเยอะ ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน คุณ lost in space คงเอามาโพสต์ให้ได้อ่านกัน

     ช่วง 4 ทุ่มนิดๆ คุณ rainny ขอลาไปนอนก่อน และบอกว่าผมควรจะนอนได้แล้ว ผมก็กำลังจะไปนอนพอดีนั่นแหละครับ เพราะวันรุ่งขึ้น (วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม 2550) ผมต้องจัดรายการตั้งแต่ 6 โมงเช้า ซึ่งตามปกติต้องตื่นตั้งแต่ตี 4

     แต่ทำยังงั้ยยังไง ก็จบไม่ลงเสียที ประเด็นมันติดพันกับคุณ lost in space เหลือเกิน จนกระทั่งเกือบ 5 ทุ่ม คุณ pen ก็ออนไลน์เข้ามาและทักผมอย่างทันที

     pen: “เฮ้ย ยอด ด่วนๆๆๆๆ”

     ผม: “ราย มีราย” (ถ้าเป็นหนุ่มๆ ผมจะออกแนวรำคาญนิดๆ 555)

     pen: “มีระเบิดที่หาดใหญ่ 7 จุด ตอนนี้ kids อยู่ที่หาดใหญ่ด้วย อัพบล็อกเข้ามาแล้ว”

     ผม: “อะเหรอ ระเบิดอีกแล้วเหรอ”

     pen: “เออๆ เข้าไปดูใน blog เค้าดิ”

     ผม: “เออ ไว้ก่อนเว้ย ง่วงชิบ ไปนอนก่อน ห้าทุ่มกว่าแล้ว พรุ่งนี้ตื่นตีสี่โว้ย”

     แต่ผมก็คลิกเข้าไปดูเว็บของ bangkokbiznews อยู่ดี เพราะอยากรู้ว่ามี breaking news หรือยัง ก็พบว่าพาดหัวสถานการณ์ทันด่วนขณะนั้น อ้างอิงจาก blog ของ kids นั่นเอง

     pen: “เออ ได้ๆ ไปนอนเถอะ”

     ผม: “เฮ้ย เด๋ว เอาเบอร์ kids มา ไว้จะเอาเข้ารายการสัมภาษณ์สด”

     pen: “ตอนนี้เค้าตัดสัญญาณมือถือว่ะ”

     ผม: “สัมภาษณ์พรุ่งนี้เช้าโว้ย”

     pen: “เออ ใช่ๆ โอเค งั้นเด๋ว sms ไปให้”

     ผม: “โอเค บอกเค้าก่อนแล้วกันว่าจะสัมภาษณ์ประมาณ 6-7 โมง ให้เตรียมตัวด้วย”

     แล้วผมก็ไปนอนตอน 5 ทุ่ม 40 นาที

     ตื่นขึ้นมาอีกครั้งประมาณเที่ยงคืนครึ่ง เพราะเสียง message ของโทรศัพท์มือถือดัง ก็พบว่าคุณ pen ส่ง sms เบอร์มือถือของ kids มาให้แล้ว เอาเป็นว่าคืนนั้นนอนตาหลับครับ

     แต่เวลาผ่านไปไม่นาน (ผมรู้สึกอย่างนั้น) ผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะสงสัยอยู่ลึกๆ ว่า เอ๊ะ นี่มันกี่โมงแล้วนะ

     หยิบโทรศัพท์มาดู…

     05:15 น.!!!

     วินาทีนั้น ตัวกระเด้งจากที่นอนแบบจิงโจ้เรียกพี่ครับ เพราะปกติผมต้องตื่นตีสี่ อาบน้ำ แต่งตัว หาอะไรรองท้องนิดหน่อย และขับรถไปถึงออฟฟิสเวลา 05:00 น.

     แต่นี่ 05:15 น. ผมเพิ่งตื่น!!!

     นี่ไม่ใช่ครั้งแรกครับ คนที่ทำรายการเช้าคงต้องเคยเจอกับเหตุการณ์ตื่นสายกันมาบ้างแล้วแน่ๆ ผมรับประกัน และมันเป็นเรื่องที่น่าขนหัวลุกมากครับ สำหรับคนอื่นผมไม่ทราบ แต่สำหรับตัวเองจะรู้สึกไม่ค่อยดีหากเข้ารายการสาย

     ผมรีบอาบน้ำ แต่งตัว และออกจากบ้านแถวพระราม 3 ในทันที ของว่างและน้ำ ไม่ได้ลงถึงท้องเลยให้ตายเถอะ พร้อมกับบึ่งรถอย่างเร็ว…เร็วมากๆ และไม่ควรลอกเลียนแบบ อาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อจริงๆ (160 km/h) แต่สถานการณ์แบบนี้มันจำเป็นครับ

     ถึงออฟฟิสในเวลา 05:45 น.!!!

     และเมื่อไปถึงก็พบว่า ผมไม่ได้มาสายเพียงคนเดียว 555

     ผมรีบสั่งให้ น้องนิว co-producer โทรตามแขกที่จะเข้าสัมภาษณ์ในรายการทันที นั่นก็คือ kids นั่นเอง จากนั้นก็รีบนั่งลงอ่านข่าวอย่างด่วน ในเวลา 15 นาทีที่เหลือ โชคดีที่ผมอัพเดทข่าวมาแล้วตั้งแต่เมื่อคืนวาน จึงอ่านเพิ่มเติมอีกเพียงเล็กน้อยก็พอจะทัน

     ในที่สุด เวลา 06:05 น. ผมและคุณ โต้ง-กวีพันธ์ ก็พร้อมหน้ากันในรายการ “ห้องข่าวรับอรุณ” พร้อมกับสัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์กับ kids ในเวลา 06:35 น. ด้วยความช่วยเหลือของทุกฝ่ายจริงๆ ครับ

     ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เอ่ยนาม

     มื่อช่วง 1-2 ปีก่อน ผมหยุดการเปิดวิทยุขณะขับรถ เพราะรู้สึกอยากอยู่เงียบๆ บ้าง แต่ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมกลับมาเปิดวิทยุอีกครั้ง ส่วนใหญ่ก็ฟังเพลงครับ สถานีวิทยุที่ชอบฟังเมื่อครึ่งปีก่อน คือสถานี Met 107 เป็นสถานีเพลงแนวโมเดิร์นทั่วๆ ไป ฟังแล้วก็เพลินดี

     แต่ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ ผมเพิ่งจะค้นพบสถานีอีกแห่ง เปิดเพลงได้ถูกใจและดีเจก็เป็นชื่นชอบส่วนตัวด้วยเช่นกัน

     FM 99.5 MHz ครับ ส่วนชื่อสถานีอะไรไม่เคยจำ เพราะไม่เคยได้ยินเขาโปรโมทเหมือน Met 107 ที่ยิงสป็อตทุกช่วงเบรคจนชื่อติดหู

     แต่สิ่งที่ทำให้ผมติดสถานีแห่งนี้ก็เพราะเพลงที่เปิดเป็นเพลงยุค 70’s และ 80’s และคงไม่ต้องบอกว่าดีเจก็คงจะเติบโตมาในยุคนั้นเช่นเดียวกัน

     “พี่ซัน-มาโนช พุฒตาล” จัดช่วงเช้า ส่วน “น้าหมึก-วิโรจน์ ควันธรรม” จัดช่วงบ่าย

มาโนช พุฒตาล (ภาพจาก manager)     ผมติดสถานีนี้มากครับช่วงนี้ โดยเฉพาะพี่ซัน-มาโนช เพราะแกเป็นดีเจที่ “พูดมาก” ซึ่งไม่ใช่พูดมากแบบดีเจที่พูดนินทาดารา หรือเล่นเกมกับผู้ฟัง แต่พี่ซันเล่าเรื่องทั่วๆ ไปนี่แหละครับ วันไหนแกไปเจออะไรมาก็นำมาเล่า พร้อมกับสอดแทรกข้อคิดที่ช่วยกระตุกสมองได้ไม่เลวทีเดียว

     วันก่อนพี่ซันพูดถึงศัพท์ Beautiful Mess ที่มาจากเพลงๆ หนึ่งที่เขาเปิด แล้วก็อธิบายว่าความวินาศสันตะโรเป็นความสวยงามอย่างหนึ่ง แต่นั่นมันแค่ในหนังหรือในจอทีวีเท่านั้น

     แต่สภาพความเป็นจริงไม่มีหรอกครับ ที่ตำรวจไล่ล่าคนร้ายด้วยรถยนต์ แล้วขับชนกันทั่วเมือง พร้อมกับยิงปืนถล่มกันจนบ้านเมืองเสียหาย พอกลับ สน.ก็ถูกสารวัตรด่านิดหน่อย และกลับไปทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     แล้วพี่ซันก็เปรียบเทียบให้ฟังว่า เพียงแค่ไม่กี่วันก่อนที่เขาขับรถถอยหลังไปชนต้นไม้จนกระจกหลังรถแตก ทำให้เกิดความวุ่นวายอย่างคาดไม่ถึง พี่ซันต้องมานั่งคิดว่าจะเอาไปเข้าศูนย์ดีหรือซ่อมอู่ดี เพราะราคาต่างกันเยอะ แต่คุณภาพก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงเช่นกัน

     เมื่อเลือกที่จะเข้าอู่แล้ว ก็ต้องตามไปสอบถามราคากันหลายเจ้า แต่ละเจ้าก็ราคาห่างกันเหลือเกิน และจะเที่ยวถามราคามากไปก็ไม่ได้ เพราะไม่งั้นจะไม่มีรถใช้ขับไปทำงาน จากนั้นก็ต้องติดต่อประกันเรื่องการเคลม

     ทีนี้ระหว่างที่ขับรถไปๆ มาๆ อยู่นั้น ฝนเกิดตกลงมาอีก ต้องรีบขับเข้าปั๊มน้ำมันหลบฝน หลังจากที่ฝนหยุดตก พี่แกก็ขับรถออกไปเปลี่ยนกระจกเสียที ฝนก็ดันตกลงมาอีก คราวนี้น้ำฝนเข้ารถจนพรมและเบาะเปียกชื้น เกิดกลิ่นเหม็นอับตามมา

     ไม่พอครับ เมื่อเข้าอู่ติดกระจกเสร็จ ปรากฎว่าเขาต้องขับรถเปิดกระจกไปอีก 2-3 วัน เพราะกลิ่นกาวติดกระจกมันแรงมากจนทนไม่ไหว

     พี่ซันบอกว่า นี่เพียงแค่กระจกหลังรถแตกเท่านั้น หากฉากในภาพยนตร์ที่ตำรวจไล่ล่าคนร้ายจนรถชนกันวินาศสันตะโร ความเดือดร้อนจะมากมายขนาดไหน ต้องลองคิดดู

     เช้าวันนี้ก็เช่นกัน พี่ซันพูดถึงนิทานที่เล่าให้ลูกสาวฟังก่อนนอนเมื่อคืน เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิ้งจกตัวหนึ่งที่เห็นจระเข้ในทีวี แล้วคิดว่าตัวเองคือจระเข้ เพราะจระเข้ในทีวีดูตัวเล็กกว่าความเป็นจริงมาก

     จระเข้ตัวนี้กำลังงาบวัวที่ข้ามลำห้วย ซึ่งดูน่าเกรงขามและทรงพลัง จิ้งจกตัวนี้จึงออกตามล่าวัวบ้าง แต่กลับพบว่าความจริงแล้วตัวเองตัวเล็กนิดเดียว และเกือบถูกวัวเหยียบตายด้วยซ้ำ

     พี่ซันบอกว่า ลูกสาวหลับไปแล้ว แต่ความคิดของเขายังไม่หยุดแค่นั้น เขากลับพบว่าเรื่องที่เขาเล่ากลับต่อยอดให้เห็นถึงอิทธิพลของทีวีที่มีแต่ผู้รับชม ไม่เว้นแม้กระทั่งจิ้งจกในนิทานของเขา

     แล้วเขาก็นำไปเปรียบเทียบกับรายการเล่าข่าวในสมัยนี้ ที่เปลี่ยนจากการรายงานข่าว มาเป็นการเล่าให้ฟังแบบง่ายๆ พร้อมทั้งพิธีกรยังออกท่าทาง สีหน้า และความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่อีกด้วย

     พี่ซันยกตัวอย่างข่าวลูกนักการเมืองที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีกระทืบตำรวจ หลังจากฝ่าด่านตรวจแอลกอฮอล์เมื่อคืนวาน รายการเล่าข่าวส่วนใหญ่ก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือคนในข่าว ได้โทรศัพท์หรือเข้าร่วมรายการเพื่อชี้แจงแถลงไข

     ประเด็นก็คือผู้ที่ถูกเชิญเข้ารายการมักจะพูดปกป้องตัวเองอยู่แล้ว ไม่มีใครมานั่งกล่าวหาตัวเองให้คนอื่นฟังอยู่แล้ว ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะเป็นผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา ทั้งสองฝ่ายจะพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นเชื่อว่าตัวเองถูก

     ซึ่งนี่คือเรื่องธรรมชาติ ไม่ผิดแปลกอะไร แต่ที่แปลกสำหรับพี่ซันคือ พฤติกรรมของพิธีกร ที่มีการสอบถาม สัมภาษณ์ หรือซักประเด็น ไม่ต่างอะไรกับพนักงานสอบสวน อัยการ ทนายความ หรือผู้พิพากษาเลย

     เขาบอกว่าหน้าที่สืบสวนสอบสวนดังกล่าว ควรจะเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีมากกว่า อย่างไรก็ตาม สื่อก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่การมาทำออกสื่ออันทรงอิทธิพลอย่างทีวีแบบนี้ จะสุ่มเสี่ยงต่อการโน้มน้าวความคิดมวลชนโดยไม่รู้ตัว

ภาพจาก sanook.com     และนั่นคืออันตราย เพราะสื่อที่เป็นกลางก็มีมาก แต่สื่อที่ไม่เป็นกลางก็มีไม่น้อย และโดยจิตวิทยาแล้ว คนไทยมักแพ้ความน่าสงสาร และมันจะมาพร้อมๆ กับความเห็นใจ ซึ่งนั่นอาจบิดเบือนรูปคดีได้ หากพนักงานสอบสวน ทนายความ อัยการ หรือใครก็ตามที่มีหน้าที่สืบหาความจริง ไม่มีความหนักแน่นพอหรือสามารถทัดทานได้ต่อกระแสของมวลชน

     นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งนึกต่อว่า อะไรคือหลักประกันของความหมายที่สื่อออกมาจากทีวี ว่าจะไม่ทำให้เจตนาดีของสื่อมวลชนถูกแปรไปในทางที่หักเหไปจากเดิม

     “ไม่มี” น่าจะเป็นคำตอบที่คิดได้ตอนนี้

     แน่นอน เพราะเราไม่สามารถไปห้ามความคิดของใครได้ หากสื่อเพียงแค่รายงานข่าวและปล่อยให้ผู้รับสารไปคิดต่อเอาเอง นั่นยังพอแก้ต่างได้ว่า ความคิดต่อจากนั้นเป็นของประชาชนฝ่ายเดียว แต่หากสื่อที่ใส่อารมณ์และความเห็นเข้าไปด้วย คงตอบได้ไม่เต็มปากนักว่าสื่อไม่มีส่วนในการชักนำความคิดมวลชน

     ผมเป็นคนหนึ่งที่จัดรายการด้วยหลักคิดที่ว่า สื่อสามารถนำเสนอความคิดเห็นส่วนตัวลงไปได้ แน่นอนว่ามันขัดกับหลักของสื่อสารมวลชน แต่เหตุผลที่ผมทำเช่นนั้นก็เพราะผมถือว่าผมไม่ใช่ตัวหนังสือในหนังสือพิมพ์ ผมไม่ใช่หุ่นยนต์รายงานข่าว ผมมีสมอง จิตใจ และความรู้สึกนึกคิด

     สิ่งที่ผมรับรู้มา ได้ผ่านกระบวนการพินิจพิเคราะห์ การกลั่นกรอง และจิตสำนึกชั่วดีมาแล้ว ก่อนที่ข้อมูลและข่าวสารจะออกจากปากไป ซึ่งระบบกลั่นกรองของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผ่านสำนึกของผมและของคนอื่นๆ ก็จะแตกต่างกันไปตามสมอง การศึกษา ประสบการณ์ จิตสำนึก ภูมิหลัง ครอบครัว สิ่งแวดล้อม และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

     นั่นก็หมายความว่า ปุถุชนทั่วไปจะมีการตอบสนองต่อทุกสิ่งแตกต่างกัน และสิ่งนั้นย่อมถูกเจือด้วยอคติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     หากคนๆ นั้นคิดว่าเรื่องหวยเป็นเรื่องปกติ เขาก็จะแสดงออกมาอย่างหนึ่ง แต่หากอีกคนคิดว่าเรื่องหวยเป็นเรื่องผิดบาป เขาก็จะแสดงออกมาอีกอย่างหนึ่ง และแน่นอนว่าผู้ชมที่รับข้อมูลจากพิธีกรสองคนนี้ ย่อมรับรู้และถูกโน้มน้าวแตกต่างกันไป

     ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่วิธีการนำเสนอข่าวสารในปัจจุบัน เพราะยุคสมัยย่อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้วตามธรรมชาติ ในอนาคตเราอาจพบเห็นการนำเสนอข่าวรูปแบบใหม่ มากกว่าการใส่สีหน้า ออกอารมณ์ และพูดจาออกความคิดเห็นมากกว่านี้ก็เป็นได้ภาพจาก manager

     ดังนั้น ประเด็นจึงอยู่ที่การตรวจสอบจิตสำนึกของสื่อว่าเขาคิดเห็นต่อเรื่องๆ นั้นอย่างไรมากกว่า

     เพราะเรื่องที่ดี มันก็จะดีวันยังค่ำ เรื่องเลวมันก็เลวอยู่นั่นเอง เพราะนั่นเป็นข้อเท็จจริง เป็น fact แต่หากสื่อเห็นเรื่องเลวเป็นเรื่องดี นั่นคือปัญหาแล้ว

     คำถามคือ แล้วถ้าเรื่องไหนยังไม่สามารถรู้ได้ว่าความจริงเป็นเช่นไร อะไรคือดี และอะไรคือเลวล่ะ สื่อควรจะทำอย่างไร

     ผมคงไม่สามารถตอบแทนนักการสื่อสารมวลชนได้ แต่สามารถตอบบนพื้นฐานส่วนตัวได้ วิธีการก็คือสื่ออย่างผมจะไม่นำเสนอข่าวที่กระทบกับความรู้สึกของมวลชน ด้วยการทำให้ข่าวนั้นเหมือนละคร

     คนไทยชอบดูละครเป็นพื้นฐานครับ ชอบความเป็น drama ซึ่งนั่นไม่ใช่ความผิดบาป แต่เราควรรู้เท่าทันว่าอะไรเป็นสิ่งที่โน้มนาวใจคนดูได้มากกว่า คนไทยติดละครมากกว่าข่าว ดังนั้น หากทำให้ข่าวเหมือนละคร คนจะติดกันมากขึ้น

     เมื่อชีวิตจริงในข่าวถูกปั้นให้เหมือนละคร ดังสำนวนเปรียบเปรยว่า “ชีวิตคือละคร” นั่นก็ย่อมทำให้คนแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับความลวง และมันสุ่มเสี่ยงต่อการแปรเจตนาของข่าวอย่างผิดทิศผิดทางอย่างมากทีเดียว

     ไม่ว่าข่าวนั้นจะเป็นลูกนักการเมืองกระทืบตำรวจ หรืออดีตผู้นำถูกกีดกันไม่ให้เข้าประเทศ จนต้องออกมาขอความเห็นใจผ่านเว็บไซต์ ก็ไม่ต่างกัน การนำเสนอข่าวที่ใส่อารมณ์ drama พร้อมกับสอดแทรกความเห็นใจ ผนวกความสงสาร เป็นเรื่องที่กระตุ้นต่อมความเอื้ออาทรของคนไทยได้เป็นอย่างดี

     เมื่อไรก็ตามที่คนดูใส่ใจในอารมณ์ของข่าว มากกว่าข้อมูลในข่าว นั่นคือความเสี่ยง เพราะอารมณ์สร้างได้ง่ายๆ ผู้กำกับหนัง ผู้กำกับละครเก่งๆ ทำได้ทุกคน ล็อบบี้ยิสต์ทำได้ทุกคน นักปราศรัยไล่มาจนถึงนักแสดง ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน แล้วนักแสดงที่ทำหน้าที่นักข่าวด้วยล่ะ ทำได้หรือไม่ หรือนักข่าวที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนรู้ว่าวิธีการไหนที่ดึงอารมณ์คนดูได้ล่ะ จะเป็นอย่างไร

     อย่างที่บอกแหละครับ จิตสำนึกของนักข่าวเป็นประเด็นสำคัญมากกว่าวิธีการนำเสนอ

     จะใส่ความคิดเห็นส่วนตัวก็ได้ แต่อย่าใส่อารมณ์

     ปลกนะฮะ ที่บางครั้งเราก็นึกอะไรไม่ออก เขียนอะไรไม่ได้ แม้ไอเดียจะพลุ่งพล่าน แต่ไม่สามารถรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายมาจัดหมวดหมู่ได้อย่างเป็นระบบระเบียบ บางครั้งเราเรียกความคิดประเภทนี้ว่า “ความฟุ้งซ่าน” แต่บางครั้งมันอาจถูกนิยามว่า “ความสับสน”

     แต่ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน แม้ “ความฟุ้งซ่าน” และ “ความสับสน” จะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ แต่หากไม่กลายสภาพเป็น “ความเพ้อเจ้อ” ก็จะน่ายินดีไม่น้อย

     สำหรับผมเอง ความคิดประเภทนี้อาจตกผลึกมานับครั้งไม่ถ้วน และอาจกลับถูกตีให้ฟุ้งกระจายอีกนับครั้งไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน มันจึงน่าสงสัยว่าความคิดเหล่านั้นจะตกผลึกอีกครั้งเมื่อใด และจะทำอย่างไรให้ความคิดต่างๆ ไม่ถูกตีให้ฟุ้งกระจายเหมือนที่ผ่านมา

     ยากนักที่จะบอกว่าสิ่งใดเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของตัวเอง จนกว่าจะได้ลองสัมผัสกับมันอย่างแท้จริง เราย่อมไม่เชื่อเพียงแค่ฟังเขาเล่ามา หรือเขาบอกกันมาว่าดีและสมควรทำ บางสิ่งบางอย่างต้องหัดเรียนรู้ด้วยตัวเอง จึงจะรู้ซึ้งถึงแก่นซึ่งดีกว่าขี่ม้าเลียบค่าย หรือแตะทุกสิ่งเพียงแค่ผิวเผิน

     ผมอาจจะเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย ดูเหมือนหาสาระอันใดมิได้ ก็อย่าว่ากันเลยครับ ถือเสียว่าเป็นบันทึกในบางช่วงเวลาเท่านั้นพอ

     าดู Ad ของเมืองนอกกันหน่อยครับ เขามีไอเดียโฆษณาที่มักจะรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ “เพศ” เข้ามาผสมอยู่ด้วย สอดคล้องกับบทความชิ้นหนึ่งที่ผมได้อ่านผ่านตามาเมื่อไม่กี่วันมานี้ ที่ตั้งคำถามถึงสื่อในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นงานโฆษณา ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ หรืออินเทอร์เน็ต คือเรียกว่าทุกสื่อนั่นแหละ ว่าจะขายสินค้าไม่ออกหรืออย่างไร ถ้าไม่เอาเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

     และ Ad ที่ผมนำมาให้ดูกันนี้ ก็บอกถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและต่างชาติได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมเชื่อว่าคนในแวดวงโฆษณาบ้านเราก็น่าจะซึมซับความคิดเหล่านี้มาจากต่างชาติไม่น้อยเลยทีเดียว ทุกวันนี้ผมจึงเห็น Ad ในเมืองไทยส่อไปในแนวทางนี้บ่อยเหลือเกิน

     คำถามที่ต้องโยนกลางวงคนโฆษณาก็คือ ทำ Ad แบบนี้ก็ดูฮาและน่าดึงดูดี แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ คุณจะขายสินค้าไม่ออกหรือ?

     รูปข้างล่างนี้ ให้ดูเป็นไอเดียครับ…อย่างที่บอกแหละ…อย่าคิดลึกเกินกว่าที่ Ad มันต้องการจะขายสินค้า

     อีกทีครับ…อย่าคิดลึกเป็นอันขาด!!!

     ตั้งแต่เขียน blog ของ wordpress มาได้ครึ่งปีกว่าๆ ผมไม่เคยแสดงความคิดเห็นส่วนตัวอย่างชัดเจนนัก ส่วนใหญ่สอดแทรกความคิดเห็นในบทความ หรืออาจจะแทรกในคอมเมนท์ที่ไปวางไว้ใน blog ของคนอื่นๆ บ้างก็เท่านั้นเอง วันนี้เลยอยากถือโอกาสใช้พื้นที่นี้เปิดใจสักนิดครับ

     …ก่อนที่อะไรๆ จะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้

     และก็ช่วยไม่ได้ครับ ที่ผมไม่ได้มีชื่อเสียงหรือโด่งดังอะไรมากมาย ก็เลยต้องสัมภาษณ์ตัวเองลงใน blog ของตัวเองอย่างนี้แหละครับ

คุณเขียน blog มานานหรือยัง?

     ประมาณ 7 ปีก่อนครับ ตั้งแต่เล่นพันทิบใหม่ๆ เข้าไปตอบกระทู้อยู่ในคลับเฉลิมไทย จนรู้จักกับคนในนั้นพอสมควร หนึ่งในคนที่เล่นคลับเหลิมมานาน ก็ชวนไปเขียนในเว็บของเขา เขียนได้สักพักก็ย้ายไปเขียนที่ diaryhub เขียนจนเว็บมาสเตอร์เขาทะเลาะกัน เว็บปิดตัวไปสักพักใหญ่ๆ ก็เลยต้องย้ายไปเขียนที่ exteen ต่อ แต่เผอิญว่าช่วงนั้นก็ยุ่งๆ ด้วยครับ เลยเขียนบ้าง ไม่เขียนบ้าง บางเดือนเขียนแค่ 2 ครั้งเอง อาจเป็นเพราะว่าเรื่องที่ผมเขียนมันไม่ถูกจริตคนในเว็บด้วยมั้งครับ คนเลยอ่านน้อย

เขียนเรื่องอย่างทุกวันนี้น่ะเหรอ?

     ใช่ครับ เขียนหนักๆ แบบนี้ล่ะครับ บางคนบอกว่าอ่านแล้วเครียด บางคนบอกว่าอ่านแล้วเข้าใจง่าย ผมก็ไม่รู้จะยึดนิยามไหนดี คิดแต่ว่าเขียนแบบที่ตัวเองชอบเท่านั้น

     พอคนอ่านน้อย เขียนก็ไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ ก็เลยหยุดไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งไปมีโอกาสทำนิตยสารอยู่พักหนึ่ง แล้วเจ๊ง ไปไม่รอด เพราะสปอนเซอร์ไม่เข้าเลย ก็เลยมาได้ความคิดว่า…เอ งั้นมาทำแม็กกาซีนออนไลน์ดีกว่า ประหยัดและปลอดภัยกว่า เลยคิดจะทำเว็บเอง

     แต่เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ทำเป็น blog เพราะมันกำลังจะเป็นที่นิยม จริงๆ blog เนี่ย มันนิยมมานานแล้วครับในเมืองนอก ส่วนเมืองไทยเองก็มีอยู่หลายเว็บ อย่างพวกเว็บไดอารี่นี่ก็ใช่ แต่ก็นิยมกันในเฉพาะกลุ่มคนชอบเขียนไดอารี่ ส่วนคนที่เขียนบทความจริงๆ มีไม่เยอะเท่าไหร่ ผมก็เลยคิดว่า…เออ ดีเหมือนกัน น่าจะลองทำดูบ้าง

แล้วทำไมถึงมาที่ wordpress และ oknation ล่ะ?

     คือทีแรกยังไม่อยากลงทุนทำเว็บเอง และตอนนั้น oknation ยังไม่เกิด ผมก็ลองหาเว็บบล็อกดีๆ ของต่างประเทศ เพราะของในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นไดอารี่ ก็ไปเจอ blogger.com กับ wordpress.com เลือกไม่ถูกครับว่าจะเอาอันไหนดี มันมีฟังก์ชั่นดีไปคนละแบบ ก็เลยเขียนมันทั้งสองแห่งเลย อัพเดทพร้อมกัน แต่เขียนไปเขียนมาก็พบว่า wordpress เจ๋งกว่า เลยหยุดอัพ blogger ไป

     ทีนี้พอเนชั่นจะเปิด oknation เขาก็ให้พนักงานลองเข้าไปสมัครใช้งานดูก่อน ผมก็เลยสมัครและก็อัพเดทไปพร้อมๆ กับที่ wordpress ด้วย และก็เขียนมาจนทุกวันนี้

เท่าที่เขียนมา ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง?

     ถ้าในแง่ของจำนวนผู้เขียน wordpress ก็ใหญ่กว่า เพราะคนใช้ทั่วโลก มีนักเขียนหลายชาติหลายภาษา แต่ oknation จะเป็นคนไทยและใช้ภาษาไทยเขียนเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงจำนวนคนอ่าน oknation ก็จะเยอะกว่า เพราะกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ขณะที่ wordpress มันเหมือนเราเขียนแล้วโยนลงไปในมหาสมุทร กว่าคนจะมาเจองานของเราก็ค่อนข้างยาก

แต่ทุกวันนี้ก็ยังเขียน 2 ที่อยู่?

     ใช่ครับ อัพเกือบจะพร้อมกันเลย ยกเว้นว่าบทความที่เขียนขึ้นสำหรับกลุ่มผู้อ่านที่ไหน ก็จะอัพเฉพาะที่นั่น อย่างเรื่อง “พฤติกรรม blogger ของ oknation” ก็อัพที่ oknation อย่างเดียว แต่เราก็ยังรักษาผู้อ่านที่ wordpress อยู่ เพราะเขียนที่นั่นมาก่อน ถึงแม้คนอ่านจะน้อยกว่า oknation ก็ตาม

มีปัจจัยอื่นอีกมั้ยที่คนอ่าน wordpress น้อยกว่า oknation?

     น่าจะเป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์ด้วยมั้ง ทั้งการประชาสัมพันธ์ของเนชั่นเอง และการประชาสัมพันธ์ของผมเองด้วย มีหลายคนบอกผมว่าเนชั่นโหมประชาสัมพันธ์ oknation เหลือเกิน ดูเว่อร์ๆ ยังไงชอบกล ทั้งๆ ที่เว็บอื่นก็ไม่เคยโปรโมทขนาดนี้ ผมว่ามันก็แล้วแต่มุมมอง รวมถึงแล้วแต่ความสำคัญของสื่อด้วยว่า ณ เวลานี้ เขาเน้นอะไรเป็นสำคัญ

     ส่วนใหญ่คนก็จะคิดว่า สื่ออินเทอร์เน็ตเป็นแค่สื่อกระแสรอง ยังไงคนก็ยังดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ มันก็ถูกครับ แต่อนาคตมันไม่ใช่ และถ้าเราไปโหมประชาสัมพันธ์กันตอนนั้น ก็คงไม่ทันแล้ว

แล้วที่คุณบอกว่าไม่ได้ประชาสัมพันธ์ตัวเองด้วย หมายความว่ายังไง?

     อ๋อ…ก็หน้าเว็บของ wordpress จะมีจัดอันดับเรื่องเด่นๆ หรือ blog เด่นๆ แค่นิดเดียว ไม่มี directory ของ blog ทั้งหมดให้ดู ก็เลยไม่รู้ว่าจะไปหาของใครอ่านได้ที่ไหนบ้าง ก็ต้องตามๆ จากลิงค์ของคนที่เข้ามาคอมเมนท์บ้าง หรือจาก blogroll ของคนอื่นบ้าง

     เพราะฉะนั้น ถ้าผมไม่ค่อยได้เข้าไปคอมเมนท์ blog ของคนอื่น คนก็จะไม่รู้ว่ามี blog ผมอยู่ในโลกนี้ด้วย และผมก็เป็นคนไม่ค่อยเข้าไปคอมเมนท์ blog คนอื่นจริงๆ นั่นแหละ

ทำไมล่ะ?

     มันไม่ค่อยมีโอกาสน่ะ จากทั้งการงาน จากพฤติกรรมของผม หรือคนเขียน blog ด้วยกันเอง อย่างการงานที่ผมทำอยู่ มันไม่ได้นั่งอยู่หน้าคอมฯ ตลอดเวลา ตื่นตั้งแต่เช้ามืด ตี 4 ไปทำงาน แล้วก็ออกไปทำข่าวตอน 8-9 โมงเช้า กลับเข้าออฟฟิสอีกทีตอนบ่ายๆ ก็นั่งเขียนข่าวไปจนถึงบ่ายสามก็กลับบ้านไปนอนพักแล้ว ตื่นอีกทีมากินข้าวเย็น อาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวอะไรไป แป๊บเดียวก็ต้องนอนอีกแล้ว ไม่งั้นตื่นไม่ไหว

     ยกเว้นว่าวันไหนฟิตมากๆ ก็ไม่นอนตอนเย็น ก็นั่งเปิดเน็ตดูนู่นดูนี่ไป เข้าไปอ่าน blog คนอื่นบ้าง แล้วทีนี้จำนวนบทความของ blog ก็เยอะมหาศาลอีก นอกจากผมจะอ่านที่ wordpress แล้ว ยังมีที่ oknation ด้วย และคิดดู…วันๆ หนึ่งเนี่ย มีคนอัพกันทีกี่บทความ อย่างของ oknation ถ้าผมจำไม่ผิด 300 กว่าเรื่องมั้ง ใครจะไปตามอ่านไหว เอาเฉพาะเรื่องที่สนใจก็เป็นสิบเรื่องแล้ว แต่อ่านจริงๆ มีแค่ 2-3 เรื่องเท่านั้น

แล้วที่บอกว่าไม่ค่อยเข้าไปคอมเมนท์ เพราะพฤติกรรมของตัวเองและ blogger คนอื่นๆ ล่ะ?

     ก็นี่แหละครับ ที่อธิบายไป คือตัวเองไม่ค่อยมีโอกาสเข้าไปเต็มที่นัก ส่วนคนอื่นก็เขียนเรื่องเยอะมาก อัพกันจนอ่านไม่ทัน แต่มีอีกเรื่องที่อาจจะเกี่ยวด้วยก็คือ ผมไม่อยากอยู่หน้าจอคอมฯ นานเกินไป เพราะถ้านับเวลากันจริงๆ แล้ว แค่ผมอยู่หน้าจอเพื่อเขียนบทความ อ่านข่าว หาข้อมูล บันเทิง ฯลฯ ก็ปาเข้าไปหลายชั่วโมง บางทีเขียนเรื่องตัวเองเสร็จก็แทบอยากจะปิดคอมฯ ไปนอนเสียให้รู้แล้วรู้รอดเลย นี่ยังไม่นับเวลานั่งหน้าจอเขียนข่าวที่ออฟฟิสด้วยนะ

เป็นอะไรล่ะ กลัวรังสีจากมอนิเตอร์เหรอ?

     เปล่าครับ อยากทำอย่างอื่นบ้าง ในชีวิตมีอะไรให้ทำตั้งเยอะตั้งแยะ อย่างอ่านหนังสือ ดูหนัง ถ่ายรูป ไปเที่ยวต่างจังหวัด โอ้ย…เยอะครับ ถ้ามัวแต่นั่งหน้าจอคอมฯ ก็อดทำอย่างอื่น การเขียน blog เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในชีวิตผมเท่านั้นเอง

หมายความว่าอะไร หมายถึงการเขียน blog ไม่สำคัญมากนักเหรอ?

     สำคัญในแง่ไหนล่ะ ทุกวันนี้ผมให้ความสำคัญกับมันก็แค่จรรโลงจิตใจ เพราะเป็นความอยากส่วนตัวเท่านั้น และผมเชื่อว่าส่วนใหญ่คนที่เขียน blog ก็คงคิดคล้ายๆ กัน คือเขียนเพื่อตอบสนองความต้องการในการแสดงความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ได้ต้องการผลตอบแทนเป็นตัวเงินอะไร เขียนฟรีกันทั้งนั้น

     แต่บางคนอาจเขียนเพราะมีวัตถุประสงค์อื่นก็ได้นะ ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามีมากน้อยแค่ไหน แต่ก็คงมีบ้างเป็นธรรมดา ทุกวงการแหละครับ มีแอบแฝงกันได้ทั้งนั้น สมัยผมเล่นที่พันทิบใหม่ๆ ก็มีเข้ามาป่วนบอร์ด เข้ามาสร้างความรำคาญ วุ่นวาย ซึ่งตรงนั้นก็เป็นหน้าที่ของเว็บมาสเตอร์ที่ต้องหาทางแก้ไข หรือบางครั้งคนในบอร์ดเองก็ช่วยๆ กัน

     จริงๆ ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับพวกนี้มากนัก เพราะแต่ละคนก็คงมีหน้าที่แตกต่างกันไป คนที่ชอบเขียนก็เขียนไป คนที่ชอบอ่านก็อ่านไป ใครชอบป่วนก็ป่วนไป ใครควบคุมดูแลก็ทำหน้าที่กันไป ก็สนุกๆ ครับ ไม่ซีเรียสมากนัก ยกเว้นถ้ามันไม่ถูกกาลเทศะจริงๆ ก็ต้องแนะกันบ้าง เพราะอย่างน้อยก็ต้องให้เกียรติเจ้าของ blog มันเป็นกติกาของสังคมน่ะ ไม่ว่าจะเป็นโลกจริงหรือโลกเสมือน

แต่ blog ก็ถือว่าดีกว่าเว็บอร์ดเยอะนะ เพราะมีฟังก์ชั่นให้ทำอะไรได้เยอะกว่า อาจมาช่วยตรงนี้ได้?

     อ่าใช่ เจ้าของ blog สามารถดูจำนวนคนเข้ามาอ่านได้ เช็คเรตติ้งได้ แม้มันจะไม่ค่อยได้ข้อมูลที่แม่นยำมากนัก แต่ก็พอถูไถครับ หรือจะดูเสียงตอบรับจากคอมเมนท์ เปลี่ยน theme ฯลฯ อย่างของ wordpress นี่ต้องถือว่าครบเครื่อง เช่น มีสถิติจำนวนคนอ่านย้อนหลังถึง 30 วัน วาดเป็นกราฟให้ดูเลย จะเห็นชัดว่าช่วงวันไหนมีคนเข้าเยอะ เข้าน้อย อาจะนำมาวิเคราะห์กลุ่มคนอ่านได้ หรือบอกด้วยว่าคนที่เข้ามาดู blog เรานั้น เขามาจากเว็บอะไร และมีใครสร้างลิงค์ blog ของเราในเว็บเขาบ้าง เรียกว่าละเอียดสุดๆ

     อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นฟังก์ชั่นที่ดีสำหรับ blog ก็คือ การกรองคอมเมนท์ ซึ่งถ้าเป็นเว็บบอร์ดจะไม่มี จะเป็นหน้าที่ของเว็บมาสเตอร์ที่ต้องคอยควบคุมเท่านั้น แต่ blog นั้น คุณสามารถควบคุมเองได้ จริงๆ blog ของ oknation ยังไม่มีฟังก์ชั่นนี้อย่างเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก เพียงแต่เจ้าของ blog สามารถลบคอมเมนท์ที่ดูไม่เหมาะสมออกไปได้ ต่างจาก wordpress ที่มีระบบกรอง spam หรือกรองคำไม่เหมาะสมออกได้ด้วย

มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ ที่ต้องมีฟังก์ชั่นกรองคอมเมนท์?

     มันไม่จำเป็นเลยถ้าทุกคนเคารพกฎกติกาของสังคมไซเบอร์ แต่หลายคนก็ทำไม่ได้ ก็มีการเข้าไปโฆษณาบ้าง ถ้าโฆษณาครั้งสองครั้ง หรือประโยคสองประโยคก็พอทำเนา แต่บางครั้งโฆษณาเป็นสิบบรรทัด แถมมาบ่อยด้วยเนี่ย เราก็คงไม่อยากให้ blog เราเป็นเว็บขายยาลดความอ้วนหรือขายยาปลุกเซ็กซ์หรอก ใช่มั้ยครับ

     หรืออย่างบางคนเข้ามาด่าคำหยาบ ที่อาจจะแอบเลี่ยงๆ ใช้ – หรือ . เซ็นเซอร์เอาไว้เพราะกลัวเราลบหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ แต่ก็อ่านออกว่าต้องการสื่อถึงคำไหน เช่น พวก f-word เป็นต้น หรือบางครั้งเข้ามาแสดงความคิดเห็นแบบ…กูเก่งมาก พ่อกูเป็นศาสตราจารย์สติเฟื่องมาก กูเลยมีดีเอ็นเอติดมาด้วย ทำให้กูรู้มากเลย อยากโชว์พาว อันนี้ผมไม่ว่านะครับ ปล่อยให้โชว์ไป แต่ถ้ามาสำแดงพลังบ้า พาดพิงผู้อื่นหรือพาดพิงใครอย่างไร้เหตุผล ผมก็ไม่ปล่อยไว้

ไม่ปล่อยไว้นี่ทำยังไง?

     โอ๊ย…ผมจะไปทำอะไรมันได้ ให้ไปตามฆ่ามันเหรอ คงเจอหรอก คนพวกนี้เก่งแต่ในเว็บครับ เพราะฉะนั้นขั้นแรกผมก็คงขอร้องให้เขาทำตามกติกาของสังคม เช่น ขออย่าใช้คำหยาบ ขออย่าพาดพิงบุคคลอื่นโดยเฉพาะสถาบันเบื้องสูง ขออย่าหมิ่นประมาทผู้อื่น ขออย่าวิจารณ์คนอื่นแบบไม่มีข้อมูลหรือไร้เหตุผล ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์แบบชุ่ยๆ ซึ่งผมว่าเรื่องพวกนี้เป็นมารยาททางสังคมนะครับ ถ้าใครมีพ่อมีแม่ก็คงรู้มาตั้งแต่เล็กแต่น้อยแล้วครับ ไม่ต้องให้ผมมาสอนอีกครั้งหรอก

โอ้ววว…ซี้ดดดด?

     เป็นไร…เผ็ดเหรอ

ป่าว…ปวดขี้ เดี๋ยวไว้มาต่อวันหลังละกันนะ

     บายๆ

     วันนี้ไปงานแถลงข่าวของผู้ผลิตรายการให้แก่สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี มีคุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ เป็นแกนนำ พร้อมด้วยผู้ผลิตรายการอื่นๆ ดารา พิธีกร ไฮโซ และผู้บริหารของทีไอทีวีบางท่าน ไปร่วมงานด้วย

     ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่อยากไปทำข่าวนี้เลยแม้แต่นิดเดียว จะหาว่าผมไม่มีจิตวิญญาณของคนข่าว จะหาว่าผมมีอคติ หรือเลือกปฏิบัติก็ได้ทั้งนั้นครับ

     เพราะถ้าจะให้ผมไปฟังเรื่องของ “คนไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง” แบบนี้ ก็ต้องพูดแบบไม่เกรงใจครับว่า มันเสียเวลาผมจริงๆ

     มีหลายประเด็นทีเดียว ที่บรรดาผู้ไปร่วมแถลงข่าวได้บอกถึงเหตุผลการคัดค้านมติคณะรัฐมนตรี ที่ต้องการแปลงสภาพของทีไอทีวีไปเป็นทีวีสาธารณะ ซึ่งตลอดเกือบ 2 ชั่วโมงที่ผมฟังมานั้น มีเรื่องที่เห็นด้วยเพียง 2 ประเด็นท่านั้น

     ประเด็นแรกคือการที่รัฐบาลน่าจะทำทีวีเสรีและทีวีสาธารณะให้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันไปเลยทีเดียว เพราะไหนๆ จะปฏิรูปแล้วก็ยกเครื่องกันใหม่ให้หมดดีกว่า ซึ่งช่อง 11 ก็ติดร่างแหไปด้วยว่าควรถูกปฏิรูปเสียที

     ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย แต่ถ้ามองในมุมรัฐบาล ก็สามารถมองได้เช่นกันครับว่า ไม่ว่าจะเลือกทำอย่างไหนก็โดนด่าทั้งขึ้นทั้งล่อง

     หมายความว่าหากรัฐบาลเลือกทำทีละอย่าง โดยทำทีวีสาธารณะก่อนและตามด้วยทีวีเสรีในภายหลัง หรือปฏิรูปช่อง 11 ตามมา ก็ย่อมจะถูกเหน็บได้ว่านี่เป็นโอกาสในการทำงานของรัฐบาลแล้ว ไฉนจึงปล่อยโอกาสอันดีให้หลุดลอยไป หากไม่สร้างทีวีสาธารณะและทีวีเสรี หรือปฏิรูปช่อง 11 เสียตอนนี้ หากหมดวาระแล้วของรัฐบาลในอีก 6 เดือนข้างหน้า ก็คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้วเป็นแน่แท้

     แต่ถ้ารัฐบาลเลือกทำทีวีสาธารณะและทีวีเสรีไปพร้อมๆ กัน ก็จะโดนโจมตีอีกว่า เป็นแค่รัฐบาลชั่วคราว ริอ่านทำนู่นทำนี่ที่เป็นผลผูกพันระยะยาว ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ควรรอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำดีกว่า

     ก็น่าเห็นใจรัฐบาลครับ แต่นี่คือสัจธรรม เพราะไม่ว่าทำอะไร ย่อมมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมอยู่ในฝ่ายที่เห็นว่ารัฐบาลควรทำไปพร้อมๆ กันเลย เพราะถึงจะมีม็อบมาต่อต้านเพิ่มอีกสัก 1-2 ม็อบจากการปฏิรูปครั้งนี้ ผมก็คิดว่าคงไม่เป็นการเพิ่มภาระรัฐบาลสักเท่าไหร่ เพราะทุกวันนี้ก็มีม็อบแทบจะนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว

     ต้องยอมรับนะครับว่า การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม มักมีแรงเสียดทานเสมอ

     แต่ที่แน่ๆ ก็คือการทำทีวีสาธารณะให้เป็นทีวีเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการมี BBC เป็นแม่แบบนั้น ยิ่งทำให้คนตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูง

     บางคนถึงกับบอกว่า 6 เดือน ในการแปลงสภาพทีไอทีวีอาจไม่พอด้วยซ้ำ เพราะไหนจะต้องตระเตรียมองค์กรดูแล คณะผู้บริหาร บุคลากรข่าว เนื้อหารายการ ฯลฯ อาจกินเวลามากกว่าที่คิด บางทีอาจต้องใช้เวลา 1 ปี หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

     แต่ผมไม่เห็นเช่นนั้นครับ เพราะถ้าคิดกันอย่างนี้แล้ว ต่อให้มีเวลา 10 ปีก็ไม่พอเช่นกัน เนื่องจากว่าถ้าเราตั้งธงไว้แต่แรกว่า เร็วเกินไป ทำไม่ได้ ทำไม่ทัน มันก็จะไม่มีทางทันแน่นอน

     ประเด็นที่สองที่ผมเห็นด้วยก็คือ หากรัฐบาลให้ทีไอทีวีมีรายได้จากภาษีสรรพสามิต เงินอุดหนุนจากหน่อยงานของรัฐ หรือเงินพิเศษในรูปแบบใดๆ ก็ตาม โดยไม่ให้มีการหารายได้จากค่าโฆษณาเลย จะทำให้คนขาดแรงจูงใจในการทำงาน

     เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

     และพนักงานทีไอทีวี รวมถึงผู้ผลิตรายการจะทำตัวเยี่ยงข้าราชการ เช้าชามเย็นชาม ทำดีก็ได้แค่นี้ ทำแย่ก็ได้แค่นี้ แล้วจะทำให้มันเริ่ดหรูไปหาพระแสงอะไร ทุกวันนี้แม้กระทั่งรัฐมนตรีที่มาจากวงการข้าราชการ ยังถูกเหน็บแนมว่าทำงานเชื่องช้า ไม่มีแรงกระตุ้นก็ไม่เดิน หรือใส่เกียร์ว่างตลอดเวลา

     หรืออย่างดีพนักงานทีไอทีวีก็จะเหมือนพนักงานในบริษัทที่ได้สัมปทานของรัฐ นั่นหมายถึงไม่มีคู่แข่ง ไม่ต้องแข่งขันกับใคร เมื่อได้เงินอุดหนุนจากรัฐแล้วก็ใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อให้เหลือกำไรมากที่สุด แล้วรายการต่างๆ รวมถึงข่าวที่มาจากต้นทุนต่ำๆ บวกกับแรงใจ แรงกายต่ำๆ จะดีได้แค่ไหนกันเชียว

     ทีนี้มาถึงเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยกับผู้ผลิตรายการและผู้บริหารของทีไอทีวี ที่ออกมาคัดค้านมติ ครม. เสียทีครับ เอาแค่ 2-3 ตัวอย่างก็พอ เพราะถ้ามากกว่านั้น ผู้อ่านทั้งหลายอาจเสียเวลากับเรื่องไร้สาระมากเกินไป

     อย่างแรกคือ ผู้ผลิตรายการอย่าง คุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ บอกว่า ถ้าทำทีไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะแล้ว จะทำให้คนจำนวนมากเดือดร้อน หมายถึงแรงงานนับหมื่นชีวิต จากทั้งหมด 120 บริษัทที่ผลิตรายการให้ทีไอทีวีต้องตกงาน

     หากมองในมุมของคุณไตรภพแล้ว ก็อาจเออออห่อหมดไปได้เหมือนกัน แต่ถ้ามองในมุมของประชาชนแล้ว หากทีไอทีวียังคงผลิตรายการต่างๆ รวมถึงรายการข่าวแบบที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะช่วงที่ยังเป็น “ไอทีวี” อยู่ด้วยแล้วละก็ ต้องถามครับว่าประชาชนนับแสนนับล้าน ยิ่งไม่ต้องเสียประโยชน์จากการดูทีวีช่องนี้เข้าไปใหญ่หรือ

     จำความฟูมฟายตลอด 2 วันที่พนักงานไอทีวีต่างลุ้นกันว่าจอจะมืดหรือไม่มืดได้ไหมครับ ช่วงนั้นประชาชนที่เปลี่ยนช่องไปไอทีวี ไม่ต้องดูอะไรหรอกครับ ดูแต่รายการจำอวด ผลัดกันปลอบประโลมกันเอง ทั้งคนใน คนนอก คนเก่า คนแก่ และคนที่อยากดูรายการอื่นๆ ก็ต้องมานั่งทนดูกับเรื่องที่น่าเศร้าจนน้ำตาแทบจะไหลเป็นสายเลือดไปด้วย

     จำความดีอกดีใจหลังจากที่จอไม่มืดได้ไหมครับ สิ่งที่พนักงานรวมถึงผู้บริหารไอทีวีพูดก่อนหน้านั้นไม่นานว่า ขอเพียงไม่ให้จอมืดเท่านั้น ขอให้ไอทีวีสามารถออกอากาศต่อไปได้เท่านั้น รัฐบาลจะนำนโยบายอะไรใหม่มาปรับปรุงไอทีวี ก็จะปฏิบัติตาม เพราะเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาเป็นความผิดพลาดของผู้บริหาร ซึ่งฝ่ายข่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแต่ทำไปตามหน้าที่และจรรยาบรรณของสื่อเท่านั้น

     แล้วเป็นยังไงครับ เมื่อมติ ครม. ออกมาว่าทีไอทีวีต้องเป็นทีวีสาธารณะ คุณกิตติ สิงหาปัด และ คุณจอม เพชรประดับ ออกมาพูดทันทีว่า พวกเขาไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญ การเป็นทีวีสาธารณะจริงๆ นั้น มันอุดมคติเกินไป เพราะในที่สุดแล้ว ทีไอทีวีก็จะกลายเป็นเหมือนช่อง 11 ไป

     ซึ้งครับ…ซึ้ง

     ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมว่าผมให้โอกาสทีไอทีวีแล้ว แต่ความปลิ้นปล้อนพลิกลิ้นได้ภายในไม่ถึง 2 เดือน มันทำให้ผมสะอิดสะเอียนกับการไม่รับผิดชอบคำพูดของคนเหล่านี้เหลือเกิน

     คนเหล่านี้ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ยอมคิดอะไรที่มันอยู่เหนือความคาดหมายทั้งของตัวเองและของผู้อื่นเลย คิดแต่ว่าทำไม่ได้ ไม่พร้อม ไม่มีทาง

     ใช่ครับ…ไม่มีทาง ไม่มีทางที่คนเหล่านี้จะพัฒนาไปได้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้แล้ว

     เพราะถ้าหากว่ากันแบบแฟร์ๆ แล้ว นี่ย่อมถือเป็นโอกาสอันดีที่ยากจะมีได้อีกแล้ว เพราะถ้าการเป็นทีวีสาธารณะเป็นเรื่องอุดมคติจริง เหล่าพนักงานทีไอทีวีก็ควรจะมุ่งเดินไปให้ถึง เพราะทุกคนจะยืนข้างหลังคุณคอยให้กำลังใจ เพราะทุกคนก็อยากเห็นว่าเมืองไทยมีทีวีเพื่อประชาชนจริงๆ สักช่องหนึ่งบ้าง

     ที่ผ่านมา บรรดาพนักงานองค์กรนี้ถูกค่อนขอดจากเพื่อนสื่อมวลชนและประชาชน ว่า พวกเขาไม่มีจริยธรรมของการเป็นสื่อ นี่เป็นโอกาสอันดีที่พนักงานเหล่านี้จะได้แก้ตัว แก้ข้อครหา แก้ต่างให้กับตัวเองว่าที่ผ่านมา ได้ทำข่าวด้วยจิตสำนึกของความเป็นสื่ออย่างแท้จริง มิได้ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลใดๆ

     ที่สำคัญ การทำงานอย่างอิสระเสรี โดยไม่ต้องแคร์ว่าจะมีคนมาสั่ง ว่าห้ามทำข่าวนั้นนะ ห้ามถามคำถามนี้นะ มันสนุกกว่าเป็นไหนๆ ไม่ต้องมากังวลว่าจะโดนเพ่งเล็งไหม ไม่ต้องมากลัวว่าจะถูกหาว่าเป็นกบฏไหม แล้วนี่ยังไม่เรียกว่าเป็นโอกาสอีกหรือ

     ถ้าถามย้อนกลับไปว่า การเป็นทีวีสาธารณะ มันไม่ดีตรงไหนในมุมมองของคนทีไอทีวี ก็เห็นแต่จะเป็นเรื่องค่าตอบแทนที่จะลดลงไปเท่านั้นเอง เพราะเจตนารมณ์ของทีวีสาธารณะไม่ได้แสวงกำไรสูงสุด

     แต่ คุณกิตติ สิงหาปัด ไม่ได้พูดเรื่องนี้ครับ เขาบอกว่า ถ้าเจ้าของทีวีสาธารณะ ซึ่งหมายถึงประชาชน ต้องการให้ทีไอทีวีนำเสนอรายการหรือข่าวอะไรก็ตาม พนักงานก็ไม่อาจปฏิเสธได้เพราะประชาชนเป็นเจ้าของ ถ้ามีกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ มาเสนอ ก็จะวุ่นวายไปหมด ถ้าไม่นำเสนอของกลุ่มไหนก็จะถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติ และจะมีปัญหาไม่หยุดหย่อนแน่นอน

     พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าคุณกิตติ ไม่รู้จักทีวีสาธารณะจริงๆ ครับ

     อยากให้คุณกิตติ ลองไปศึกษานะครับว่า BBC หรือ NHK เขาทำงานกันอย่างไร บริหารกันอย่างไร และคุณกิตติ ดูถูกประชาชนคนไทยมากเกินไปหรือเปล่า เพราะถ้าว่ากันตามหลักการบริหารทีวีสาธารณะที่รัฐบาลวางโครงสร้างไว้คร่าวๆ แล้ว ก็จะต้องมีคณะบุคคลเฉพาะมาบริหาร ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาแล้ว เป็นผู้ตัดสินใจในการวางนโยบายของสถานีโทรทัศน์ ไม่ใช่ว่าใครก็ตามหรือคนกลุ่มไหนก็ตาม จะมาสั่งว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วพนักงานจะต้องทำตามทันทีเสียเมื่อไหร่

     ถ้าจะเปรียบเทียบให้ง่ายที่สุด ก็เหมือนกับการที่ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง เพื่อเลือกผู้แทนราษฎรเข้าไปเพื่อบริหารประเทศ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมานั่งชี้หรือสั่งให้ ส.ส. หรือรัฐมนตรีทำนู่นทำนี่ได้ตามใจชอบ แต่ผู้บริหารมีอำนาจที่ได้รับมอบจากประชาชน แล้วไปบริหารประเทศอีกต่อหนึ่ง (แต่นักการเมืองส่วนใหญ่มักคิดว่าอำนาจนั้นเป็นอำนาจเด็ดขาดและเบ็ดเสร็จ เมืองไทยจึงมีปัญหาเรื่องเผด็จการบ่อยครั้ง)

     เพราะฉะนั้น หากโครงสร้าง ระเบียบ กฎเกณฑ์ การบริหาร และความตั้งใจจริง ในการที่จะร่วมทำให้ทีวีสาธารณะเกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย ถูกวางเอาไว้อย่างเป็นแบบแผนและรัดกุม ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่พนักงานไอทีวี รวมถึงผู้บริหารและผู้ผลิตรายการ จะร่วมมือร่วมใจกันสร้างคุณประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

     แม้ผมเห็นด้วยที่ควรจะให้มีการทบทวนมติ ครม. สักเล็กน้อย เรื่องให้มีการหารายได้จากโฆษณาบ้าง อาจกำหนดไว้สัก 10-20% ของรายได้ทั้งหมด เพื่อเป็นแรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นให้การทำงานมีประสิทธิผลสูงสุด ก็จะเป็นการดีสำหรับทุกฝ่าย

     แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น ทีไอทีวีไม่มีการหารายได้จากโฆษณาเลย ก็ขออย่างเดียวครับว่า พนักงานทีไอทีวีทั้งหลาย อย่าทำงานแบบขอไปที อย่าทำงานแบบข้าราชการ หรืออย่าทำงานแบบซังกะตายเลย เพราะครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการงาน และการเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรมของชีวิต

     “เปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน”

     แม้การเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง ย่อมมีการสูญเสียบ้างเป็นธรรมดา แต่การสูญเสียบางอย่างเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ย่อมดีกว่าเสมอ และอยากให้มองว่านี่คือ “โอกาส” มากกว่า

     “โอกาส” ในการเป็นทีวีสาธารณะแห่งแรกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

     “โอกาส” ในการแก้ข้อกล่าวหาว่าไร้จรรยาบรรณของวิชาชีพสื่อมวลชน

     และ “โอกาส” ในการทำตัวไม่ให้หนักแผ่นดินเหมือนที่ผ่านมา

Blog Visits

  • 153,360 hits