Suki Media

Archive for the ‘โคตรเทคโนโลยี’ Category

 Jimmy Wales

สมัยนี้หากใครที่ใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยๆ แต่บอกว่าไม่รู้จักเว็บไซต์สารานุกรมเสรีที่ชื่อ วิกิพีเดีย (Wikipedia) ก็คงต้องเอาหน้ามุดแผ่นดินกันเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าความรู้ประเภทไหนก็สามารถหาได้ในวิกิพีเดีย และถ้าลองค้นหาข้อมูลอะไรก็ตามในกูเกิล บทความของวิกิพีเดียก็มักจะติดอันดับต้นๆ เสมอ

หลายคนอาจถามว่าที่นี่มีดีอะไร แล้วข้อมูลต่างๆ น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เพราะด้วยระบบของวิกิพีเดียที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าไปเขียน แก้ไข ปรับปรุง หรือเพิ่มเติม บทความขอตัวเองและผู้อื่นได้ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่า ใครๆ ก็เขียนสารานุกรมได้ แล้วอย่างนี้ข้อมูลจะน่าเชื่อถือได้อย่างไร รวมถึงอาจมีการกลั่นแกล้งต่างๆ เช่น การแก้บทความกันไปมา การใส่ข้อมูลเท็จ การเซ็นเซอร์บทความ เป็นต้น

เป็นโอกาสที่ดีที่ จิมมี เวลส์ ผู้ก่อตั้งวิกิพีเดีย ได้เดินทางมาปาฐกถาในงาน ICT Expo 2007 ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ข้อสงสัยต่างๆ ข้างต้นที่อาจจะค้างคาใจใครหลายคนมานาน ได้รับการเปิดเผยเสียที

ไม่มีหรอกครับเรื่องเซ็นเซอร์ที่วิกิพีเดีย จะมีก็แต่การประเมินของกองบรรณาธิการ ซึ่งเรามีกระบวนการที่เปิดโอกาสให้คนได้ถกเถียงกันว่า บทความต่างๆ ที่คนเขียนมานั้นสมควรได้รับการเผยแพร่หรือไม่ เพราะบทความที่ดีจริงๆ ในวิกิพีเดียประกอบด้วย 2 ปัจจัยคือ หนึ่งเขียนได้ดี และสองมีแหล่งที่มาอ้างอิงได้ บางคนเขียนมาโดยไม่มีแหล่งอ้างอิง กองบรรณาธิการก็ต้องลบทิ้ง ซึ่งบางคนอาจเรียกว่านั่นคือการเซ็นเซอร์ แต่ผมเรียกว่าเป็นการประเมินของกองบรรณาธิการ

ที่ผ่านมาเราพยายามให้มีบทความดีๆ อย่างที่บอก แต่แน่นอนว่าก็ยังทำไม่ได้ทั้งหมด บ่อยครั้งจึงมีคนพูดว่า เรื่องนี้จริงหรือเปล่า น่าเชื่อถือหรือเปล่า ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นกระบวนการเรียนรู้ของคนที่ใช้วิกิพีเดียเองมากกว่า คือจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าเรื่องไหนน่าเชื่อถือและเรื่องไหนควรได้รับการแก้ไขหรือปรับปรุง

ส่วนการแก้บทความกันไปมาระหว่างผู้เขียน 2 คน ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่เราก็มีกฎเกณฑ์ที่ไม่อนุญาตให้ใครก็ตามแก้บทความกลับไปเป็นเหมือนเดิมถึง 3 ครั้ง ภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าคุณละเมิดกฎนี้ก็จะถูกแบนจากวิกิพีเดียเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

แม้จิมมีจะยืนยันว่าไม่มีการเซ็นเซอร์ในวิกิพีเดียอย่างแน่นอน แต่บนโลกออนไลน์ก็ยังมีเว็บไซต์ที่ออกมาโจมตีวิกิพีเดียว่า ข้อมูลต่างๆ และบทความในวิกิพีเดียไม่มีความน่าเชื่อถือ ลำเอียง หรือแม้กระทั่งไม่เป็นความจริงด้วยซ้ำ

เวลาเว็บไซต์ไหนดัง ก็มักจะมีเรื่อง (การโจมตี) ทำนองนี้อยู่เสมอ แต่ก็อย่างที่บอกครับ ถ้าบทความใดมีคุณภาพ ก็จะมีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ใครจะโจมตีหรือวิจารณ์อะไรก็ไม่ว่ากัน เพราะผมก็บอกได้ว่า นี่ไงล่ะ…ข้อมูลอ้างอิง ซึ่งผู้อ่านก็แค่เลื่อนหน้าเว็บลงไปด้านล่าง แล้วคลิกที่ข้อมูลอ้างอิงเพื่อเช็คกลับไปที่ต้นตอว่าข้อมูลความรู้เหล่านั้นมาจากที่ไหน อาจจะมาจากในอินเทอร์เน็ตหรือในหนังสือก็ได้ แต่คุณก็สามารถเช็คได้ด้วยตัวคุณเอง

และนี่เป็นเหตุผลที่ว่าใครก็ตามสามารถเขียนบทความในวิกิพีเดียได้ ไม่ว่าจะจบ ป.4 หรือปริญญาเอก เพียงแต่ผู้เขียนต้องอ้างอิงถึงแหล่งที่มาของข้อมูล ไม่ใช่เขียนขึ้นมาลอยๆ แต่ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ทำให้บางคนวิพากษ์วิจารณ์จิมมีว่าเขาเป็นพวกต่อต้านหัวกะทิ หรือ Anti-Elitist

บางคนเรียกผมหรือวิกิพีเดียว่าอย่างนั้น แต่เราไม่ใช่พวกต่อต้านหัวกะทิหรอกครับ เพราะเราถือว่าเราเป็นพวกหัวกะทิเองนั่นแหละ แต่เป็นหัวกะทิในแบบของเราเอง ถ้าจะเป็นพวกต่อต้านอะไรบางอย่าง ผมก็อาจจะเป็นพวกต่อต้านคนจบปริญญามากกว่า อย่างเช่นถ้าคุณจะมาเอาชนะการถกเถียงหรือข้อโต้แย้งใดๆ ด้วยการบอกว่าคุณจบปริญญาเอกนะ ผมว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ ถูกต้อง คุณอาจจะรู้ในบางเรื่อง แต่ยังไงช่วยอ้างอิงที่มาของสิ่งที่คุณรู้ด้วยนะ (หัวเราะ)

วิกิพีเดียเป็นสังคมเปิดครับ ทุกคนสามารถแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน แม้จะมาจากต่างสัญชาติ ต่างวัฒนธรรมกันก็ตาม คนส่วนใหญ่ในนั้นก็มักจะชื่นชมและนับถือคนที่รู้จริงในสิ่งที่เขียน แต่ถ้าใครไม่รู้จริง ผมกล้าพูดได้เลยว่า เขาคนนั้นก็ไม่ควรที่จะมาเขียนสารานุกรม

การเป็นคนตรงไปตรงมาของจิมมี อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บางคนรู้สึกไม่พอใจหรือหมั่นไส้ในตัวเขา แม้กระทั่งการสร้างวิกิพีเดียภายใต้การดำเนินงานแบบมูลนิธิ ก็สร้างความประหลาดใจให้แก่ใครหลายคนพอสมควร เพราะจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกขณะนี้ที่มีอยู่ประมาณพันล้านคน สามารถสร้างรายได้ให้วิกิพีเดียได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

ในช่วงที่ผมเริ่มก่อตั้งเว็บไซต์นี้ เป็นช่วงที่เกิดวิกฤตของธุรกิจดอทคอม เวลานั้นตลาดหุ้น NASDAQ ร่วงลงอย่างมาก ไม่มีใครอยากลงทุนในธุรกิจประเภทนี้อีก แต่ผมก็ลงทุนด้วยเงินตัวเองทั้งหมด โดยคิดแต่เพียงว่าจะทำเป็นงานอดิเรกเท่านั้น ไม่ได้คิดที่จะทำเป็นธุรกิจเลย

ใครจะรู้ว่าความคิดแรกของการสร้างสารานุกรมเสรีที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ จะเริ่มจากสิ่งที่เป็น hobby ของจิมมีเท่านั้น เพราะถ้าว่ากันตามจริงแล้ว จิมมีก็ไม่ได้อยู่ในแวดวงไซเบอร์มาก่อนด้วยซ้ำ เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการเงิน และวนเวียนอยู่ในแวดวงการเงินและตลาดหุ้นเป็นหลัก โดยในระหว่างที่ทำงานอยู่นั้นก็เรียนต่อปริญญาโทและเอกด้านการเงินไปด้วย

ในช่วงที่ผมเรียนปริญญาเอกอยู่นั้น เป็นจังหวะที่ Netscape เพิ่งเข้าตลาดหุ้น และไม่นานมันก็มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้ผมแทบช็อคเลยทีเดียว มันบ้าเอามากๆ เหลือเชื่อจริงๆ และนั่นก็จุดประกายให้ผมเริ่มหันมาสนใจโลกแห่งอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

ความสนใจด้านอินเทอร์เน็ตของจิมมีนั้น มีมากกว่าที่หลายคนคาดคิด เขาถึงกับเปลี่ยนใจไม่ส่งวิทยานิพนธ์เอาดื้อๆ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่จบดอกเตอร์ในที่สุด แต่จิมมีบอกว่าเหตุผลที่เขาไม่ส่งวิทยานิพนธ์ก็เพราะเขาแค่เบื่อกับการเรียนปริญญาเอกเท่านั้นเอง

ผมเบื่อมากๆ เลย แล้วที่จริงผมก็ยังสนุกกับงานที่ทำอยู่ในขณะนั้นด้วย ประกอบกับสนใจทำโครงการเว็บไซต์เล็กๆ ที่เกี่ยวกับความรู้เสรีเท่านั้นเอง

จิมมีพูดถึงเว็บไซต์ที่ชื่อนูพีเดีย (Nupedia) ซึ่งเป็นสารานุกรมเสรีที่ให้ผู้ใช้เข้าไปเขียน ปรับปรุง และแก้ไขบทความกันเอง โดยมีวิกิพีเดียเป็นเว็บไซต์รองรับบทความเบื้องต้น จากนั้นจึงค่อยส่งเรื่องที่สมบูรณ์แล้วไปเผยแพร่ในนูพีเดีย แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน วิกิพีเดียกลับโตเร็วแซงหน้านูพีเดียเสียอีก จิมมีจึงหันมาพัฒนาวิกิพีเดียแทน

ผมพบว่าคนสนใจเข้ามาเขียนบทความกันมากขึ้น โดยไม่แบ่งแยกสัญชาติและวัฒนธรรม ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก และมันจะไม่มีทางเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ถ้าผมทำเป็นธุรกิจ เพราะที่ผ่านมาเราสามารถตัดสินใจทำโครงการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกำไรสุทธิ แต่ถึงยังไง ผมก็ยอมรับว่าการที่วิกิพีเดียดำเนินงานภายใต้มูลนิธิก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เนื่องจากเรามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ และค่าเซิร์ฟเวอร์ที่เรามีอยู่ถึง 4 แห่ง ซึ่งถ้าเรามีเงินมากกว่านี้ หรือมีรายได้ดีอย่างกูเกิล เราสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้อีกเยอะเลย แต่ถามว่าถึงขึ้นขัดสนหรือไม่ ไม่เลยครับ เราใช้วิธีการรับบริจาค ซึ่งทำบ้างเป็นบางครั้ง และก็มีคนบริจาคให้เราเสมอ

ความโด่งดังของวิกิพีเดีย ข้อมูลความรู้อันมากมาย และการดำเนินงานภายใต้องค์กรการกุศลเช่นนี้ บางคนก็อดคิดดีใจไม่ได้ว่า ถ้าอย่างนั้นในอนาคตเราคงหาความรู้ได้ฟรีๆ ในวิกิพีเดีย โดยไม่ต้องไปหาซื้อหนังสือมาอ่านเลยละสิ หรือว่า amazon.com คงจะต้องเจ๊งแน่ๆ ใช่ไหม

ไม่หรอกครับ ผมไม่คิดว่าในอนาคตความรู้ทุกอย่างจะเป็นของฟรี สำหรับความรู้ทั่วไปอาจจะฟรี หรือมีราคาถูกมากๆ แต่ถ้าเป็นความรู้เฉพาะทางก็คงไม่ฟรี เทคโนโลยีจะเป็นตัวทำให้ความรู้มีราคาถูกลงหรือกลายเป็นของฟรีเลย อย่างในวิกิพีเดียเป็นต้น แต่ถ้าคุณอยากจะอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็คงหาไม่ได้ในวิกิพีเดีย ผมคิดว่ายังไงคนก็คงซื้อหนังสืออ่าน แต่หนังสือก็มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้ามันมีราคาแพงเกินไป คนก็จะก๊อปปี้ไปแจกจ่ายกันในอินเทอร์เน็ตแทน ถึงแม้การอ่านบนหนังสือจริงๆ จะรู้สึกดีกว่าการอ่านบนจอคอมพิวเตอร์หลายเท่าก็ตาม

วิกิพีเดียทำให้อินเทอร์เน็ตในวันนี้กลายเป็นโลกเสรีมากยิ่งขึ้น ความรู้ทุกอย่างถูกเผยแพร่ถึงกันอย่างไร้พรมแดนและไร้ราคา แม้จิมมีจะบอกว่าในอนาคตเรายังต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อแลกความรู้บางอย่างมา แต่เขาอาจลืมนึกถึงพฤติกรรมศาสตร์ของคนใช้อินเทอร์เน็ตไปอย่างหนึ่ง

นั่นก็คือคนส่วนใหญ่ยังคิดเสมอว่าทุกอย่างบนโลกไซเบอร์นั้น…เป็นของฟรี

 (ติดตามคลิปสัมภาษณ์ Jimmy Wales ได้ที่ SukiFlix)

ป้ายกำกับ: ,

     เหตุลอบวางระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน ซึ่งบางครั้งลุกลามไปยังจังหวัดใกล้เคียง และครั้งหลังๆ มานี้ยังเกิดขึ้นในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ อีกด้วย

     ที่สำคัญ…แทบจะทุกครั้งไปที่คนร้ายใช้วัตถุระเบิดชนิด “แสวงเครื่อง” ซึ่งจุดชนวนด้วยนาฬิกาหรือโทรศัพท์มือถือ ด้วยความสงสัยส่วนตัว และเชื่อว่าหลายคนก็คงสงสัยไม่แพ้กัน ว่าระเบิดชนิดนี้มันคืออะไร และทำงานอย่างไร ผมจึงไปหาข้อมูลมาจากหลายๆ ที่ ซึ่งก็พอจะเห็นภาพรวมได้ไม่น้อยทีเดียวครับ

     โดยปกติ วัตถุระเบิดถูกแบ่งตามการใช้งานเป็น 3 แบบใหญ่ๆ คือ ระเบิดที่ใช้ในงานพลเรือน ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดตึก ระเบิดเหมือง หรือระเบิดภูเขา เป็นระเบิดที่มีการขออนุญาตและมีขั้นตอนการผลิตอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์และกฎหมาย

     แบบที่ 2 คือ วัตถุระเบิดทางทหาร อันนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก เพราะรู้กันอยู่แล้วว่ามีใช้ในการสงครามเท่านั้น ส่วนแบบที่ 3 ก็คือ ระเบิดแสวงเครื่อง นี่แหละครับ ซึ่งผู้ที่มีความรู้ทางเคมีหรือไฟฟ้าทั่วไปก็สามารถประกอบขึ้นมาได้ (เหมือนแม็คไกเวอร์) แต่เนื่องจากเป็นการผลิตและประกอบกันเอง จึงไม่มีมาตรฐานและขั้นตอนที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ผลิตแต่ละคน ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นผู้ก่อความไม่สงบนั่นเอง (คนดีๆ คงไม่ทำระเบิดเล่นๆ จนชำนาญหรอก)

     เพราะฉะนั้น เวลาเราเจอระเบิดที่ผู้ก่อการร้ายมาวางเอาไว้ ก็มักจะไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่า นั่นคือระเบิดหรือไม่ เพราะรูปร่างหน้าตาจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ตามความสามารถและหัวคิดด้านดีไซน์ของผู้ผลิต รวมถึงความสะดวกในการหาวัสดุมาดัดแปลงเป็นวัตถุระเบิดอีกด้วย

     ทางที่ดีเราควรจำแนกสิ่งที่คิดว่าจะเป็นระเบิดหรือไม่ จากสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในมากกว่ารูปร่างภายนอก เพราะรูปร่างของระเบิดแสวงเครื่องมักจะไม่ซ้ำกันเลยอย่างที่บอก

     ทีนี้ เราจะจำแนกสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในได้อย่างไร อันนี้ผมไม่แนะนำให้ผู้พบเห็นวัตถุต้องสงสัยเดินเข้าไปคุ้ยแคะแกะดูเองนะครับ อันดับแรก โทรแจ้ง 191 ก่อนเลย แล้วถอยไปให้ห่างๆ ยิ่งไกลยิ่งดีครับ

     อย่างไรก็ตาม เราลองมาทำความรู้จักกับระเบิดสักนิดหนึ่งดีกว่า ว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้างและทำงานอย่างไร จะได้ช่วยกันสังเกตได้มากขึ้น

     ส่วนใหญ่ระเบิดแสวงเครื่องจะตั้งเวลาจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือหรือไม่ก็นาฬิกา ในที่นี้ผมพอจะทราบข้อมูลเฉพาะการจุดชนวนด้วยนาฬิกา ยังไม่รู้เนื้อหาภายในของการจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่คิดว่าหลักการน่าจะคล้ายกัน

     ระเบิดเวลาแบบเก่ามักจะใช้นาฬิกาปลุก แต่สมัยนี้จะใช้นาฬิกาข้อมือ จะเป็นอนาล็อกหรือดิจิตอลก็ได้ทั้งนั้น หรือถ้าเป็นโจรไฮเทคหรือไฮโซมาก ก็อาจจะใช้คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปหรือโน้ตบุ๊คไปเลย แต่แบบหลังนี้หาได้น้อยมาก พวกโจรใต้ไม่นิยม เท่าที่เห็นอย่างมากก็จะเป็นนาฬิกาข้อมือคาสิโอ

     ส่วนประกอบที่สำคัญอีก 2 อย่างก็คือ ตัวจุดชนวนและแบตเตอรี่ ตัวจุดชนวนเป็นส่วนสำคัญของระเบิดครับ เพราะมันจะลุกเป็นไฟหรือระเบิดได้ทันทีที่มีประกายไฟเพียงเล็กน้อย หรือที่ความร้อนต่ำๆ เท่านั้นเอง ส่วนแบตเตอรี่ก็ทำหน้าที่ปล่อยกระแสไฟให้ตัวจุดชนวน และบางครั้งก็ทำหน้าที่จ่ายไฟให้นาฬิกาด้วย

     และชิ้นส่วนทั้งหมดนี้จะถูกต่อเชื่อมกันเป็นวงจร โดยเมื่อนาฬิกาเดินไปถึงเวลาที่ตั้งไว้ วงจรไฟฟ้าก็จะทำงาน ส่งผลให้แบตเตอรี่จ่ายกระแสไฟไปยังตัวจุดชนวน และระเบิดออกมาในที่สุด ซึ่งหลังการระเบิด โดยปกติแล้วชิ้นส่วนต่างๆ ก็จะถูกทำลายไปด้วย ยกเว้นพวกประกอบระเบิดฝีมือไม่เอาไหน ก็จะทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบได้

     สำหรับบรรจุภัณฑ์ของชิ้นส่วนต่างๆ นั้น ผู้ประกอบระเบิดมักใช้กล่อง ถุง กระเป๋า หรืออะไรก็ได้ที่พอจะตบตาคนทั่วไปได้เนียนๆ อย่างเช่นเหตุระเบิดที่ห้างซีคอนสแควร์ คนร้ายยัดระเบิดไว้ในกระป๋องมันฝรั่งยี่ห้อพริงเคิล ซึ่งดูเนียนมาก แต่แม่บ้านของห้างก็ยังอุตส่าห์เปิดเจอจนได้

     เพราะฉะนั้น ถ้าใครเห็นวงจรไฟฟ้าอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่มันไม่ควรอยู่ ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นระเบิดครับ อย่าคิดว่าเป็นของเล่นหรือกล้องแอบถ่าย อย่าเสี่ยงคิดเช่นนั้นครับ

***** มีคำถามเกี่ยวกับการทำตัวเป็นพระเอกมาฝากกันครับ (ห้ามนำไปใช้จริงเด็ดขาด) *****

     ถ้าคุณพบระเบิดที่มีสายไฟโผล่มา 2 เส้น และคุณอยากเป็นพระเอก/นางเอกช่วยกอบกู้สถานการณ์ คุณต้องเลือกตัดสายไฟเส้น สีแดง หรือ สีน้ำเงิน เพียงหนึ่งเส้น เพื่อหยุดนาฬิกาที่ใกล้จะถึงเวลาจุดชนวนระเบิดแล้ว คุณควรจะตัดเส้นไหน

     ถ้าตัดผิดเส้น นาฬิกาจะเดินเร็วขึ้น ถ้าตัดถูกเส้น นาฬิกาจะหยุดเดิน

     เส้นไหนดี…แดง หรือ น้ำเงิน ???

      เครื่องบินซุปเปอร์จัมโบ้รุ่นนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นอย่างมากครับ แอร์บัสนำเครื่องบินจากฝรั่งเศสมาลงที่สุวรรณภูมิได้วันสองวันแล้ว และจะนำเครื่องกลับในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ นักข่าวก็แห่กันไปทำข่าวและถ่ายภาพกันยกใหญ่ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น เลยนำภาพมาให้ดูกันซะหน่อยว่าเครื่องแอร์บัส รุ่น A380 เนี่ย อลังการสมคำร่ำลือแค่ไหน

AIRBUS A380

      เครื่องรุ่นนี้นับว่าเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถจุผู้โดยสารได้ถึง 555 ที่นั่ง น้ำหนักเครื่องกว่า 500 ตัน ถังน้ำมันมีความจุมากกว่า 300,000 ลิตร ซึ่งสามารถบินได้ไกลถึง 15,000 กิโลเมตร โดยไม่ต้องหยุดแวะเติมน้ำมันเลย นั่นก็หมายความว่าผู้โดยสารสามารถบินตรงแบบ non-stop flight ถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่นคุณสามารถบินจากชิคาโก ในสหรัฐอเมริกา ถึงซิดนีย์ที่ออสเตรเลียได้โดยไม่ต้องหยุดพักครับ

wing span

      ช่วงปีกที่กว้างกว่าเครื่องบินพาณิชย์ทั่วไป ทำให้สามารถยกลำตัวเครื่องบินที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ได้ ประกอบกับใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของโรลส์รอยส์ (Rolls Royce) ทำให้การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำกว่าโบอิ้ง 747 ถึง 15% ส่วนการออกแบบโครงสร้างตัวเครื่องและวัสดุที่ใช้ก็ล้ำยุค ช่วยให้ตัวเครื่องไม่หนักมากถึงแม้จะมีขนาดใหญ่

airbus3.jpg

      แต่ถึงแม้จะดูว่าเครื่องบินรุ่นนี้จะทันสมัยแค่ไหนก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือบริษัทแอร์บัสยังไม่สามารถส่งมอบเครื่องให้สายการบินต่างๆ ได้แม้แต่ลำเดียว สาเหตุที่สำคัญมาจากปัญหาทางด้านเทคนิค ซึ่งมีปัญหาหลักๆ ได้แก่

engine

      ปัญหาแรก คือ โครงสร้างลำตัวเครื่องที่ใหญ่ ปีกที่กว้าง และเครื่องยนต์อันทรงพลัง ทำให้สนามบินที่ไม่ได้มีโครงสร้างรองรับเพียงพอ รับน้ำหนักเครื่องชนิดนี้ไม่ได้ รันเวย์และแท็กซี่เวย์อาจร้าวและยุบตัว นอกจากนี้ ยานพาหนะต่างๆ และอาคารใกล้เคียงอาจได้รับอันตรายจากไอพ่นได้

engine

jet blast

      ปัญหาที่สอง ปีกที่กว้างและยาวกว่าเครื่องบินรุ่นอื่นๆ ที่เคยมีมา ทำให้เกิด weak turbulence หรือลมหมุนที่เกิดเมื่อเครื่องบินบินผ่านอากาศขณะบินขึ้นและลง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่อยู่โดยรอบ

weak turbulence

      ปัญหาที่สาม ความแข็งแรงของปีกที่ไม่ผ่านมาตรฐานการทดสอบในเบื้องต้น แต่ภายหลังแอร์บัสก็ได้ปรับปรุงจนผ่านเกณฑ์การทดสอบจนได้ ด้วยการเพิ่มน้ำหนักปีกเข้าไปอีก 30 กิโลกรัม

large wing

wing load

      นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องความดันในห้องผู้โดยสาร ที่ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทที่รับทำอุปกรณ์ควบคุมความดันในเครื่อง A380 ออกมาบอกว่า อุปกรณ์ชนิดนี้ทำงานไม่เข้ากับโครงสร้างของตัวเครื่อง ทำให้ความดันในห้องผู้โดยสารจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเครื่องอยู่กลางอากาศ และจะส่งผลให้ผู้โดยสารหมดสติได้เลยทีเดียว

wheels

      ปัญหาทั้งหมดนี้ เป็นปัญหาหลักที่ทำให้แอร์บัสต้องเลื่อนการส่งมอบเครื่อง A380 ให้แก่สายการบินต่างๆ ออกไปอีกเป็นปีๆ สายการบินหลักที่โดนโรคเลื่อนนี้ ก็อย่างเช่น สิงคโปร์แอร์ไลนส์ แควนตัส เอมิเรตส์ และการบินไทย

wheel engine

      มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสายการบินต่างๆ ไม่น้อยนะครับ เพราะต่างก็เตรียมการและวางแผนเที่ยวบินไว้หลายเส้นทาง เมื่อถึงเวลากำหนดส่งมอบ กลับไม่มีเครื่องมาบิน ทำให้แผนต่างๆ หยุดชะงักลงไป การที่จะยกเลิกสัญญาแล้วไปซื้อเครื่องจากบริษัทอื่น ก็จะทำให้ล่าช้าและเสียหายมากขึ้นไปอีก เรียกว่างานนี้แอร์บัสเจอสายการบินต่างๆ รุมประนามอ่วมครับ

tail

       แอร์บัสเลื่อนส่งมอบเครื่องมาแล้ว 3 ครั้ง ภายใน 2 ปี สำหรับการบินไทยเองสั่งไว้ 6 ลำ ซึ่งตามกำหนดเดิมจะต้องได้เครื่องต้นปี 2552 ก็จะเลื่อนไปเป็นต้นปี 2554 คราวนี้ก็ต้องมาลุ้นกันอีกว่าแอร์บัสจะเลื่อนอีกเป็นครั้งที่ 4 หรือไม่ กับเครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีราคาค่าตัวไม่มากไม่มาย…แค่ลำละ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือหมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้นเอง


Blog Visits

  • 152,984 hits