Suki Media

Archive for the ‘เศรษฐกิจคิดลึกลึก’ Category

     เรื่องโทรศัพท์มือถือมันช่างวุ่นวายไม่หยุดหย่อน คนที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารทุกวัน หรือแม้กระทั่งติดตามข่าวสาร แต่ไม่เข้าใจรายละเอียดดีนัก อาจสงสัยว่าพวกเขาทะเลาะอะไรกันระหว่างบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ

     บริษัทเอกชนที่ว่าก็คือ DTAC และ true move ส่วนรัฐวิสาหกิจก็คือ ทีโอที และ กสท. เรื่องที่ทะเลาะกันก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่สื่อ (ผมโทษสื่อแล้วกัน) ทำให้มันดูซับซ้อนไปอย่างนั้นเอง ยังไงลองอ่านนิทานสั้นๆ ดูนะครับ

     รัฐบาลของประเทศหนึ่งมีหน้าที่ต้องจัดหาสาธารณูปโภคให้แก่ประชาชนในประเทศ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าเป็นน้ำประปาแล้วกัน แต่การที่จะสร้างระบบจัดการตั้งแต่ต้นจนจบ หรือที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า Turn Key นั้น ก็ยากนักหนาและไม่คุ้มค่าสมราคา รัฐบาลจึงตั้งองค์กรรัฐวิสาหกิจขึ้นเพื่อไปสร้างระบบผลิตน้ำประปาและโครงข่ายต่างๆ แล้วก็ไปจ้างเอกชนมาเป็นยี่ปั๊วนำน้ำประปาไปแจกจ่ายให้ประชาชนตามบ้านแต่ละหลังแทน

     ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่จู่ๆ วันหนึ่งบริษัทเอกชนก็บอกว่าจะไม่จ่ายค่าน้ำประปาแล้ว เพราะราคาน้ำแพงเกินไป ขอจ่ายแบบถูกๆ หน่อย รัฐวิสาหกิจบอกว่า ไม่ได้ ก็ในเมื่อทำสัญญาไว้แล้วตั้งแต่ต้น ก็แสดงว่ายอมรับเงื่อนไขทางด้านราคาแล้วนี่ ถ้าไม่จ่ายราคาเดิม ก็ไม่มีน้ำให้หรอก แต่เอกชนก็ไม่ยอมท่าเดียว ยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ลดราคาน้ำประปา ประชาชนตาดำๆ ไม่มีน้ำใช้ก็ช่วยไม่ได้นะ

     คำถามคือ คุณคิดว่ารัฐวิสาหกิจจะทำอย่างไร? และใครกำลังเอาประชาชนเป็นตัวประกัน?

     ผมไม่เข้าใจว่าข่าวที่ออกมาตามสื่อต่างๆ ทำไมจึงพุ่งเป้าไปที่รัฐวิสาหกิจว่าเป็นคนผิด โดยเฉพาะทีโอทีซึ่งเป็นเจ้าของโครงข่ายโทรศัพท์ทั้งประเทศ ถูกมองว่าเป็นพวกเห็นแก่ตัว ห่วงแต่เรื่องเงิน ไม่สนใจความเดือนร้อนของประชาชน

     ทั้งๆ ที่ทีโอทีถือหุ้น 100% โดยกระทรวงการคลัง เงินลงทุนในการวางโครงข่ายโทรศัพท์ทั่วประเทศตั้งแต่สมัยเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยนั้น ก็มาจากภาษีของประชาชนคนไทยนั่นแหละครับ เมื่อวางโครงข่ายโทรศัพท์แล้ว เอกชนรายใดที่มาขอใช้โครงข่ายนั้น ก็ต้องเสียค่าบริการ เพื่อนำรายได้กลับเข้ารัฐ นี่ก็เป็นหลักสากลอยู่แล้ว

     สำหรับ AIS นั้นได้รับสัมปทานจากทีโอทีโดยตรง เสียค่าสัมปทาน ค่าธรรมเนียม และค่าอื่นๆ มากมาย แต่ไม่เสียค่าบริการเชื่อมต่อโครงข่ายที่เรียกว่า Access Charge จะด้วยเหตุผลกลใดนั้น คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ อาจเป็นเพราะมาขอสัมปทานเป็นเจ้าแรกจึงไดสิทธิพิเศษ หรือเพราะได้สัมปทานจากทีโอทีโดยตรงจึงสามารถเชื่อมสัญญาณได้โดยไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่ม หรือเพราะมีข้อตกลงอะไรกันตั้งแต่ต้น อันนี้ก็ไม่อาจทราบได้

     ขณะที่คู่แข่งอย่าง DTAC และ true move ได้รับสัมปทานจาก กสท. ซึ่งไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง ต้องไปใช้โครงข่ายของทีโอที ซึ่งก็แปลว่าต้องเสียค่าบริการในการเชื่อมต่อโครงข่าย หรือ Access Charge นั่นเอง ค่าบริการนี้ก็แพงเอาการอยู่ครับ แต่ดีแทคกับทรูมูฟก็ยอมรับเงื่อนไขนี้ตั้งแต่แรก โดยมีการเซ็นสัญญากันเป็นที่เรียบร้อย

     ต่อมาการแข่งขันของโทรศัพท์มือถือค่ายต่างๆ เริ่มรุนแรงขึ้น เอไอเอสซึ่งทำตลาดมานานกว่า มีลูกค้าในมือมากกว่า และต้นทุนต่ำกว่าเพราะไม่ต้องเสียค่า Access Charge ให้ทีโอที ก็ย่อมได้เปรียบคู่แข่งหลายประการ ทั้ง DTAC และ true move ต่างก็งัดกลยุทธ์ด้านการตลาดมาใช้กันอุตลุด พยายามหาทุกวิถีทางในการเพิ่มรายได้ แต่ยังไงๆ ก็สู้ AIS ไม่ได้อยู่ดี

     ค่าย true เองต้องหันไปใช้วิธีใหม่ งัดกลยุทธ์ Convergence มาใช้ โดยเอาทุกธุรกิจที่มีอยู่ในมือทั้งทรูมูฟ ยูบีซี ทรูอินเทอร์เน็ต ทรูมันนี่ ทรูไลฟ์ และลามไปถึงเซเว่นอีเลฟเว่น มาเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน หัวเรือใหญ่ของทรูอย่าง ศุภชัย เจียรวนนท์ บอกว่า การจะอยู่รอดได้ true ต้องหันมาเล่นเกมของตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูเข้าท่าดีครับ เพราะทุกวันนี้หันไปทางไหนเราก็จะเห็นผลิตภัณฑ์ของ true เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันไปเสียหมด

     ขณะที่ค่าย DTAC มีธุรกิจหลักคือมือถือเพียงอย่างเดียว จะไป Convergence กับอะไรก็ไม่ได้ เพิ่มรายได้ก็ไม่ค่อยกระเตื้อง จึงต้องหาทางลดต้นทุนแทน มองไปมองมา ต้นทุนที่สูงที่สุดก็ไอ้ค่า Access Charge นี่แหละที่จะต้องลดโดยด่วน ซึ่ง Access Charge สำหรับระบบ Post-Paid ต้องจ่าย 200 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน ส่วนระบบ Pre-Paid ก็ประมาณ 18-20% ของรายได้ ที่สำคัญคือ ขณะนี้ DTAC มีลูกค้าถึง 12 ล้านเลขหมาย คิดดูแล้วกันว่าเงินที่ต้องนำส่งทีโอทีแต่ละเดือนจะสูงถึงกี่พันล้านบาท

     วิธีการง่ายๆ ของ DTAC ก็คือทำยังไงก็ได้ให้ทีโอทีลดค่า Access Charge ลง ตอนแรก DTAC กับ true move เลยออกมาโจมตี AIS ว่าเอาเปรียบเจ้าอื่นเพราะไม่ต้องจ่าย Access Charge รัฐบาลต้องให้ความเป็นธรรมกับค่ายอื่นด้วย แต่สุดท้ายไม่ได้ผลครับ เพราะ AIS ตอบโต้ DTAC ด้วยข้อมูลที่หลายคนก็ไม่เคยรู้มาก่อน ว่าจริงๆ แล้ว DTAC ได้รับสัมปทานคลื่นโทรศัพท์ไปมากที่สุด แถมไปขายต่อให้บริษัทอื่นอีกด้วย จากนั้นเรื่องจึงเงียบไป จนกระทั่ง กทช. ออกกฎใหม่ ให้มีการจ่ายค่าใช้บริการโครงข่ายแบบ Interconnection Charge ซึ่งนับว่าเป็นช่องทางสำคัญที่เปิดให้ DTAC กลับมาโจมตีรัฐอีกครั้ง

     เพราะมีคำถามตามมามากมายว่า Interconnection Charge นั้น ต่างกับ Access Charge อย่างไร และใครที่ต้องเป็นผู้จ่ายค่าบริการนี้…รัฐวิสาหกิจผู้ให้สัมปทาน หรือเอกชนผู้รับสัมปทานกันแน่ กทช.ผู้ออกกฎก็ไม่อธิบายให้ชัดเจน ขณะที่ DTAC ก็บอกว่า กทช.มีอำนาจสูงสุด เมื่อออกกฎใหม่ ทุกฝ่ายก็ต้องทำตามกฎใหม่นี้ คือยกเลิก Access Charge และหันมาจ่าย Interconnection Charge แทน ขณะที่ทีโอทีก็บอกว่า เอกชนมั่ว กฎใหม่ก็ส่วนกฎใหม่ กฎเก่าสัญญาเก่าก็ยังคงอยู่ ไม่ได้มีคำสั่งยกเลิกแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นค่า Access Charge ก็ต้องจ่ายตามเดิม

     ที่แน่ๆ ระหว่างที่เถียงกันไปเถียงกันมา DTAC เอาเบอร์โทรศัพท์ที่ได้ใหม่ 1,500,000 เลขหมาย ไปขายให้ลูกค้าเสียก่อน จำนวนหมื่นกว่าเลขหมาย ทั้งๆ ที่ยังเจรจากับทีโอทีไม่ลงตัวว่าตกลงยังต้องจ่าย Access Charge อยู่หรือไม่ และทั้งๆ ที่รู้ว่าทีโอทียังไม่เชื่อมสัญญาณโทรศัพท์ให้ก็ยังไปขายซิมให้ลูกค้า แถม DTAC ยังติดสติ๊กเกอร์ไปพร้อมกับซิมใหม่ด้วยว่า ซิมนี้โทรเข้าเบอร์บ้านไม่ได้นะ แต่ให้ค่าโทรฟรี 200 บาทต่อเดือน ภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า “ซิมรับผิดชอบ”

     แคมเปญนี้ตั้งชื่อได้น่ารังเกียจนัก เพราะถ้า DTAC รับผิดชอบต่อลูกค้าจริง ทำไมถึงไม่เคลียร์ปัญหากับทีโอทีให้จบเสียก่อนที่จะขายซิมให้ลูกค้า หรือจะฟ้องร้องศาลปกครองให้ตัดสินเพื่อความชัดเจนเสียก่อน จะไม่ดูรับผิดชอบกว่าหรือ แถม DTAC ยังมีพฤติกรรมอันไม่สง่างาม โยนความผิดไปให้ทีโอทีด้วยว่า ถ้าทีโอทีไม่เชื่อมสัญญาณให้ ประชาชนจะเดือดร้อน หรือทีโอทีเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน ขณะที่ดีแทคอยู่ข้างประชาชน (เลือกตั้งคราวหน้า ผู้บริหารดีแทคไปเล่นการเมืองเลยน่าจะเหมาะกว่า)

     เท่านั้นไม่พอ สื่อต่างๆ ก็ดูเหมือนจะเข้าข้างเอกชนอย่าง DTAC เสียด้วย รวมหัวกันด่าทีโอทีเสียไม่มีดี ทั้งๆ ที่ทีโอทีก็ทำตามสัญญาทุกประการ บางสื่อยิ่งแล้วใหญ่ กลับมองไปว่าทีโอทีเป็นเสือนอนกินมานาน การไม่เชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์ให้ก็เพียงเพราะห่วงรายได้ก้อนโตที่จะหลุดลอยไปเท่านั้นเอง แต่สื่อนี้คงลืมไปกระมังครับว่าผู้ถือหุ้นทั้งหมดของทีโอทีก็คือกระทรวงการคลัง เงินรายได้ของทีโอทีก็คือเงินเข้ารัฐ เป็นรายได้ของประเทศชาติ ไม่ใช่ของเอกชนคนใดคนหนึ่งเลย คำถามที่ต้องถามสื่อนี้หนักๆ ก็คือ ทีโอทีผิดตรงไหนที่รักษาสัญญาการให้สัมปทานโดยไม่บิดพลิ้ว?

     แต่งานนี้ทีโอทีก็พลาดจริงๆ นั่นแหละครับ เพราะดันไปตกหลุมพรางที่ DTAC วางเอาไว้ โดยชิงขายซิมก่อน แล้วเอาประชาชนเป็นข้ออ้าง ที่สำคัญศาลปกครองก็ตัดสินให้ทีโอทีเชื่อมสัญญาณโทรศัพท์ให้ DTAC ไปแล้ว เลยดูเหมือนทีโอทีผิดและดีแทคถูก แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปครับ เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด

     หากตอนแรกทีโอทีวางแผนให้ดี แก้เกมของ DTAC ด้วยการให้ กสท. ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานของ DTAC รับภาระค่า Access Charge แล้วเชื่อมสัญญาณให้ไปก่อน จากนั้นค่อยไปตามฟ้อง DTAC เอาทีหลังว่าผิดสัญญา ก็คงจะไม่พลาดพลั้งเช่นนี้ คณะกรรมการบอร์ดทีโอทีก็คงไม่ต้องลาออกกันทั้งหมดแบบนี้ด้วย

     นี่ก็เป็นบทเรียนครับ สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ตามเกมของเอกชนไม่ทัน แต่ที่สำคัญคืออยากจะเตือนสื่อทั้งหลายว่าอย่าหลงกลบริษัทเอกชนเหมือนทีโอทีแล้วกัน ไม่อย่างนั้นผลประโยชน์ของชาติจะเสียไปอย่างไม่น่าให้อภัย อย่าลืมนะครับว่ารายได้จากค่า Access Charge ที่ทีโอทีได้รับจากเอกชนนั้น ปีหนึ่งนับหมื่นล้านบาท เป็นรายได้ที่รัฐจะได้รับเข้าคลังไปเต็มๆ ถ้ารายได้ตรงนี้ไม่เข้ากระเป๋ารัฐแล้ว คุณคิดว่าเงินจะไปเข้ากระเป๋าใคร…ถ้าไม่ใช่บริษัทเอกชน (ตามทฤษฎีฟิสิกส์…วัตถุไม่สูญหายไปไหน 555)

***** อ่านความจริงเรื่อง Interconnection Charge ว่ามีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร มีกรณีตัวอย่างของการบริหารจัดการโครงข่ายโทรศัพท์มือถือของประเทศกัมพูชา ให้เรียนรู้กันที่ http://www.bigpond.com.kh/users/communications/interconnection.htm แล้วคุณจะรู้ว่าการเปลี่ยนไปจ่าย Interconnection Charge ผู้ได้ประโยชน์อาจไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นบริษัทเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือนั่นเอง แต่ถ้ารัฐบาลออกกฎให้รัดกุมก็ป้องกันการเอาเปรียบของเอกชนได้ครับ

พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร       เพียงแค่สัปดาห์เดียวเท่านั้นที่คุณ พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจในการบริหาร อสมท. พนักงานองค์กรสื่อแห่งนี้นับร้อยๆ คน ก็ลุกขึ้นมาต่อต้านและถามหาความชอบธรรมในกระแสข่าวที่จะมีการปรับผังรายการ และแนวทางการบริหารงานที่จะมีการเปลี่ยนจาก “สังคมอุดมปัญญา” เป็น “สัมมาปัญญา”

      หลายคนคงจะติดตามข่าวทางทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์มาพอสมควรแล้ว ผมคงไม่จำเป็นต้องเล่าซ้ำซากอีก แต่ผมมีบรรยากาศเบื้องหลังมาเล่าสู่กันฟังสนุกๆ ให้พอทราบถึงที่มาที่ไป และให้ผู้อ่านตัดสินใจเองว่าเรื่องนี้ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อใคร และคาดเดาว่าเหตุการณ์นี้น่าจะจบแบบใด

      เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสไปนั่งฟังคำให้การ เอ้อ ไม่ใช่สิ คำแถลงการณ์ของบรรดาผู้บริหารในบอร์ด อสมท. รวมทั้งคุณพงษ์ศักดิ์ด้วย พนักงานหลายร้อยคนนั่งฟังในหอประชุมจนล้นออกมานอกห้อง บ้างก็ปรบมือ ส่งเสียงเชียร์ บ้างก็ตะโกนและโห่ร้องต่างๆ นานา พอที่จะจับ “ใจความแห่งบรรยากาศ” ได้ว่าพนักงานทั้งหลายคงไม่ถูกใจผู้บริหารอย่างคุณพงษ์ศักดิ์อยู่มาก

      สาเหตุก็คงรู้ๆ กันอยู่ในเรื่องที่มีข่าวว่าคุณพงษ์ศักดิ์ หรือ อ.ป๋อง ของนักศึกษาสื่อมวลชนในหลายสถาบันนั้น จะปรับผังรายการในช่องโมเดิร์นไนน์ โดยมีหลายรายการที่โด่งดังถูกปรับออก เช่น กบนอกกะลา และคุยคุ้ยข่าว รวมทั้งจะมีการดึงผู้จัดรายการหลายคนเข้าไปทำรายการใหม่แทน

      ในสายตาของพนักงาน อสมท. นั้น พุ่งเป้าไปที่ค่ายผู้จัดการเป็นหลัก ที่มีความไม่ชอบมาพากลในเรื่องของผลประโยชน์ และความสัมพันธ์อันดีกับ อ.ป๋อง เพราะในระหว่างที่อยู่ในหอประชุม พนักงาน อสมท. หลายท่านก็ตั้งคำถาม อ.ป๋อง ถึงความสัมพันธ์กับ สนธิ ลิ้มทองกุล หัวเรือใหญ่ค่ายท่าพระอาทิตย์ และข่าวที่มีผู้บริหารใน อสมท. ไปขายโฆษณาล่วงหน้าให้กับรายการใหม่ในช่องโมเดิร์นไนน์แล้ว

      คำถามที่ยิงไปที่ อ.ป๋อง นั้น ตรงประเด็นและไม่อ้อมค้อม แต่เท่าที่ฟัง อ.ป๋อง ตอบนั้น ด้วยความพยายามที่จะวางใจเป็นกลางและปราศจากอคติใดๆ ทั้งสิ้น ผมต้องยอมรับว่า อ.ป๋อง ตอบได้วกวนและไม่ชัดเจนจริงๆ แม้แต่ตัว อ.ป๋อง เองยังยอมรับว่าตัวเองคงพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง และสงสัยว่าเป็นอาจารย์ได้อย่างไร ที่ผ่านมาคงจะอธิบายให้ศิษย์ฟังไม่รู้เรื่องเป็นแน่ จึงไม่สามารถอธิบายให้พนักงานหลายร้อยคนเข้าใจได้

      แน่ละครับ การอธิบายให้คนฟังเป็นร้อยๆ คน เข้าใจไปอีกทางหนึ่งจากเจตนารมณ์เดิมนั้น ย่อมผิดปกติแน่ มีสองเหตุผลเท่านั้นแหละครับที่เป็นไปได้ คือ หนึ่ง อ.ป๋องมีความผิดปกติเรื่องการสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลให้คนฟังเข้าใจ หรือ อ.ป๋องมีอะไรผิดปกติอยู่เบื้องหลัง

      พนักงาน อสมท. สงสัยเอามากๆ เรื่องผลประโยชน์ที่ค่ายผู้จัดการจะมาช่วงชิงเอาไปจากองค์กรสื่อแห่งนี้ และ อ.ป๋อง ก็ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์นั้นอย่างสะดวกโยธิน หลายคนสงสัยแม้กระทั่งเรื่องที่ อ.ป๋อง มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือเป็นเสียง “ท้ากกกกกกกษิณ ออกไป!” และคำแก้ต่างก็คือ ลูกสาวเอามาลงในมือถือให้เอง อ.ป๋องไม่รู้เรื่อง (ซะงั้น)โมเดิร์นไนน์

      ถ้าให้ถามความรู้สึกส่วนตัว ก็ต้องบอกว่าพนักงาน อสมท. เสียความรู้สึกไปแล้วกับข้อสงสัยหลากหลายประการนี้ ถึงแม้ อ.ป๋อง จะมีเจตนาดีอะไรก็ตาม ก็คงยากที่จะเรียกความมั่นใจของพนักงานหลายร้อยคนกลับคืนมาได้

      แม้ว่าโดยส่วนตัวผมเองจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่พนักงานยกเรื่องหุ้นของ อสมท. มาเกี่ยวข้อง โดยอ้างว่าการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานของโมเดิร์นไนน์นั้นทำให้หุ้นตก เนื่องจากการขึ้นลงของหุ้นและความผันผวนระยะสั้นนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร นโยบาย หรือแนวทางปฏิบัติภายในองค์กรนั้นๆ เพราะหลายคนก็ทราบกันอยู่ว่านักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น sensitive มากๆ โดยเฉพาะกับข่าวที่กระทบกับธุรกิจที่ตัวเองถือหุ้นอยู่ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

      หุ้นจะตก กำไรจะหด การบริหารงานจะผิดพลาด ก็ควรให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ หากจะมาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทั้งที่รู้ว่านี่เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ดูจะจิตใจคับแคบเกินไป ขณะเดียวกัน ถ้าแนวทางการบริหารงานเป็นไปอย่างที่ผู้บริหารกล่าวไว้จริง ก็จะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่น หุ้นขึ้น กำไรเด้ง และโมเดิร์นไนน์ก็เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งเอง

      อย่างไรก็ตาม การเข้ามาดำรงตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้อำนวยการ อสมท. นั้น อ.ป๋อง ควรตระหนักว่าตำแหน่งนี้เป็นเพียง “รักษาการ” มีระยะเวลาในตำแหน่งเพียงสั้นๆ เท่านั้น การเข้ามาวางแนวทางและปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ถือว่าไม่สมควร และแน่นอนว่าย่อมหลีกหนีไม่พ้นแรงเสียดทานอันมหาศาลเป็นธรรมดา โดยเฉพาะกับสิ่งที่คนเขาเห็นว่าดีอยู่แล้ว และยิ่งเป็นปัญหาหนักเข้าไปใหญ่ ถ้า อ.ป๋อง อธิบายให้คนเข้าใจไม่ได้ และจะเป็นปัญหาหนักสุดๆ ถ้า อ.ป๋อง มีลับลมคมในจริง

      การอยู่ในตำแหน่งนี้ อ.ป๋อง เพียงแค่อยู่รักษาผลประโยชน์ของ อสมท. และคอยปกป้ององค์การสื่อแห่งนี้ มิให้พวกแร้งเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ในช่วงสูญญากาศนี้ก็น่าจะพอแล้ว หรือจะปรับแก้อะไรเล็กๆ น้อยๆ เพื่อส่งผ่านงานให้แก่กรรมการผู้อำนวยการคนใหม่ ดูจะเข้าท่ากว่า

      ให้ตายเถอะ จนถึงขณะนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า อ.ป๋อง อธิบายบทเรียนให้นักศึกษาในห้องเรียนเข้าใจได้ยังไง เพราะพนักงาน อสมท. หลายร้อยคนมีการศึกษาดีทั้งนั้น แต่ไม่เห็นมีใครเข้าใจ อ.ป๋อง สักคนเดียว

      สงสัยคงต้องกลับไปสอนหนังสือ หรือจะเลือก “เปิดเผยความจริง” ดีกว่าละครับ…อาจารย์

      เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ยังเป็นเรื่องเถียงกันไม่จบว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไร บางคนยังงงว่าถ้าประเทศไทยต้องการเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ทำไมต้องพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ทำไมต้องสร้างความเจริญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกันด้วย สิ่งนี้แสดงถึงความไม่แตกฉานในปรัชญานี้เป็นอย่างมาก

      เมื่อวันก่อนผมมีโอกาสเข้ารับฟังการแถลงผลการประชุม เรื่องที่รัฐบาลจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนการยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ในวันที่ 1 มกราคม 2550 ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้อธิบายถึงความพร้อมและเหตุผลถึงการไม่น่าจะยกเลิกน้ำมันเบนซิน 95 แบบหักดิบ แต่ควรจะใช้กลไกตลาดโดยสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ จนท้ายที่สุดคนจะเลิกใช้เบนซิน 95 ไปเองมากกว่า เหตุผลที่สำคัญของการเลื่อนการยกเลิกเบนซิน 95 ก็เพราะไทยยังไม่สามารถผลิตเอทานอล ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตแก๊สโซฮอล์ได้เพียงพอ ถ้ายังดึงดันจะยกเลิกเบนซิน 95 ในวันที่ 1 มกราคมปีหน้า ไทยจะต้องนำเข้าเอทานอลจากต่างประเทศแน่นอน อย่างนี้จะเรียกว่าพอเพียงได้อย่างไร

      อีกเรื่องที่การประชุมพูดถึงคือการยกระดับมาตรฐานน้ำมันในประเทศ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล “ยูโร 4” ซึ่งประเทศไหนๆ ก็ใช้มาตรฐานนี้เพื่อเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน เนื่องจากน้ำมันมาตรฐานยูโร 4 มีส่วนประกอบของสารพิษต่ำกว่าน้ำมันที่ขายในประเทศเราทุกวันนี้มาก แต่ปัญหาก็คือการไปให้ถึงจุดนั้นได้ โรงกลั่นน้ำมันต่างๆ ในบ้านเราต้องปรับปรุงระบบการกลั่นใหม่ นั่นหมายถึงเม็ดเงินที่ต้องใช้ในการนี้รวมๆ แล้วทุกโรงกลั่นก็ประมาณ 50,000 ล้านบาท

      พอฟังถึงจำนวนเงินนี้เท่านั้น นักข่าวจากสื่อแห่งหนึ่งก็ถามรัฐมนตรีพลังงานว่า ใช้เงินเยอะขนาดนี้เป็นเศรษฐกิจพอเพียงตรงไหน คุณปิยสวัสดิ์ได้ยินคำถามนี้ก็อึ้งไปสักครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่าเงินจำนวนนี้ไม่ได้จ่ายในครั้งเดียว แต่จะค่อยๆ ทยอยใช้ปรับปรุงระบบโรงกลั่นไปเรื่อยๆ อาจจะเป็น 3 ปี 5 ปี ก็ว่าไป ซึ่งผลที่ได้กลับมาจะคุ้มค่ากว่า 50,000 ล้านบาทมาก

      ผมไม่รู้ว่านักข่าวคนนั้นได้รับคำตอบแล้วจะเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้นหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือคุณปิยสวัสดิ์ไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมคำว่า “พอเพียง” ถึงดูเพียงแค่จำนวนเงิน ทำไมถึงคิดว่า 50,000 ล้านบาท มันไม่พอเพียง ทำไมถึงคิดว่า 50,000 ล้านบาท มันมากเกินไป

โรงกลั่นน้ำมัน      สิ่งที่ต้องถามกลับนักข่าวคนนั้นก็คือ 50,000 ล้านบาทนั้น น้อยไปหรือเปล่ากับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสิ่งแวดล้อม ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่ประชาชนคนไทยต้องเสียไปกับมลพิษทางอากาศ อันเนื่องมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์นั้น มากเสียจนไม่อาจประนีประนอมได้อีกแล้ว ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าตำรวจจราจรหลายรายเจ็บป่วยจากโรคทางเดินหายใจจนต้องเข้าโรงพยาบาล เนื่องจากสูดอากาศเสียสะสมเข้าไปทุกวัน ซึ่งก็คงไม่ต่างจากผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถโดยสารประจำทางแบบไม่ปรับอากาศ ที่ต้องสูดดมมลพิษเข้าไปทุกวันเช่นกัน และแน่นอนว่าจำนวนคนที่ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจคงไม่ได้มีเพียงคนหรือสองคน จากจำนวนประชากรในกรุงเทพมหานครนับ 10 ล้านคนทุกวันนี้ และจะมีสักกี่คนที่ยังไม่แสดงอาการ และจะมีสักกี่คนที่มีอาการแสดงออกมาแล้ว แต่ไม่ทราบว่ามีผลสืบเนื่องมาจากอะไร

      คนป่วยเหล่านี้ ใช่หรือไม่ที่รัฐต้องเข้าไปรับภาระในการรักษา ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นคนระดับกลางถึงล่าง เพราะเป็นผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางแบบไม่ปรับอากาศ ดังนั้น ประกันสังคมจึงเป็นตัวเลือกอันดับแรกที่ต้องเข้าไปประคับประคอง รวมทั้งเงินจากส่วนอื่นๆ ของภาครัฐที่ต้องเข้าไปดูแลอีกด้วยหากประกันสังคมไม่พอใช้จ่าย แต่มีใครเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าเงินจำนวนนี้ในแต่ละปีมีจำนวนเท่าไหร่ และในอนาคตหากเรายังใช้น้ำมันที่มีมลพิษสูง จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่

      แน่นอนว่าการเจ็บป่วยจากมลพิษทางสิ่งแวดล้อม เป็นการเจ็บป่วยแบบสะสม ไม่ใช่การเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่จึงไม่ตระหนักถึงอันตรายของมัน ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของสารตะกั่วเพื่อเป็นการเพิ่มค่าออกเทน แต่วันหนึ่งเราก็ต้องยกเลิกมันไปเพราะต่างประเทศเขาวิจัยพบอันตรายของสารตะกั่วและเลิกใช้มานานมากแล้ว แม้กระทั่งสีทาผนังบ้านที่มีสารตะกั่ว เขาก็เลิกใช้มานานแล้วเช่นกัน เพราะมีโอกาสที่จะระเหยออกมาทำอันตรายกับผู้อยู่อาศัยในบ้านได้ แต่ตอนนั้นคนไทยก็กลัวและกังวลว่าเครื่องยนต์จะน็อค อัตราเร่งจะเสีย กลัวสารพัด แต่ไม่กลัวสุขภาพตัวเองเสีย แปลกดีเหมือนกัน

      มาถึงตอนนี้รัฐพยายามรณรงค์ให้คนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ ไม่เพียงเพราะว่าแก๊สโซฮอล์ถูกกว่า แต่เพราะว่าแก๊สโซฮอล์มีการเผาไหม้ที่ดีกว่าน้ำมันเบนซิน 95 ทำให้มีสารตกค้างออกมาในอากาศน้อยกว่าด้วย ซึ่งสารตกค้างที่เราถือว่าเป็นมลพิษทางอากาศนี้ นอกจากจะทำอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ ซึ่งเป็น greenhouse gas หรือสารที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน หรือ global warming ตามมา

น้ำแข็งขั้วโลก

      มีการยืนยันจากผลการวิจัยหลายแห่งทั่วโลกแล้วว่า สารเรือนกระจกเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนจริง เพราะมันไปทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก ทำให้แสงอาทิตย์ส่องลงมาที่พื้นผิวโลกโดยตรง ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น และถ้ามองกันเฉพาะจุด เฉพาะสถานที่ นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าบริเวณขั้วโลกเหนือมีช่องโหว่ของโอโซนอยู่ ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น หลายคนอาจคิดว่าน้ำแข็งละลายแล้วเราเดือดร้อนอะไร แน่นอนว่าเราไม่เกี่ยวโดยตรง แต่เราได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

      นั่นก็คือเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลายกลายเป็นน้ำมากขึ้น น้ำทะเลบริเวณนั้นก็เจือจางลง ความเค็มลดลง ผลอันแรกคือสัตว์น้ำ พืชน้ำ ปะการัง และระบบนิเวศน์ใต้น้ำ ก็จะดำรงอยู่ไม่ได้ ปริมาณสัตว์น้ำจะร่อยหรอลงทุกปี ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้น้อยลง ทำให้ราคาอาหารทะเลแพงขึ้น อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น วิถีชีวิตของชาวประมงและคนชายฝั่งต้องเปลี่ยนไป หันไปประกอบอาชีพอื่นหรือเกิดภาวะว่างงาน เป็นภาระที่รัฐต้องเข้าไปอุ้มชูด้วยภาษีของประชาชน

      ผลอันที่สองคือกระแสน้ำในมหาสมุทรที่ปกติจะมีการหมุนเวียนจากเหนือไปใต้ จากใต้ไปเหนือ ก็จะแปรเปลี่ยนไป เพราะความเข้มข้นของน้ำทะเลถูกเจือจางลงจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก กระแสน้ำเย็นและน้ำอุ่นไม่สามารถหมุนเวียนได้ตามธรรมชาติ ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป เกิดเอลนิลโญ่และลานิลญ่าบ่อยครั้ง บางแห่งฝนตกผิดฤดูกาล บางแห่งฝนแล้งผิดธรรมชาติ หากเป็นประเทศไทยซึ่งมีพื้นที่ลุ่มเยอะและมีการตัดไม้ทำลายป่ามาก เมื่อเกิดฝนตกมากผิดฤดูกาล ก็ก่อให้เกิดความเสียหายมากมายนับไม่ถ้วน เศรษฐกิจต้องชะลอตัวลงไป และรัฐก็ต้องใช้งบประมาณเข้าไปอุดหนุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจเช่นกัน

      อย่างเช่นเหตุอุทกภัยคราวนี้ของไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ออกมาให้ตัวเลขความเสียหายเบื้องต้นแล้วว่ามีจำนวนถึง 17,000 ล้านบาท ยังไม่นับรวมปัญหาสุขภาพของประชาชนอันเกิดจากน้ำท่วม ทั้งโรคเท้าเปื่อย ผื่นคัน ฉี่หนู และปัญหาสุขภาพจิตอีกที่กรมสุขภาพจิตต้องเข้าไปดูแล ที่สำคัญนี่เป็นตัวเลขของความเสียหายเพียงปีเดียวเท่านั้น หากเกิดเหตุอุทกภัยเช่นนี้เพียง 3 ปี ไทยก็จะสูญเสียทางเศรษฐกิจเกิน 50,000 ล้านบาทแล้ว

      จึงถามว่าเม็ดเงินในการปรับปรุงน้ำมันให้มีความสะอาดเพิ่มมากขึ้นและก่อมลพิษน้อยลงในระยะยาวแล้ว ตัวเลข 50,000 ล้านบาท มากไปหรือ? และการปรับปรุงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเช่นนี้ ควรนับเป็นวิถีเศรษฐกิจพอเพียงได้หรือไม่ นักข่าวคนนั้นและประชาชนไทยควรนำกลับไปคิดครับ


Blog Visits

  • 152,984 hits