Suki Media

Archive for the ‘เรื่องดีดี’ Category

John F. Kennedy

“Ask not what your country can do for you, ask you can do for your country.”

     ประโยคอันโด่งดังข้างบนนี้ เป็นของ John F. Kennedy ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา เขาพูดประโยคนี้เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว และยังคงเป็นประโยคอมตะที่ผู้นำหลายประเทศอยากจะพูดบ้าง

     เมื่อคืนผมดูรายการ “THE ICON ปรากฏการณ์คน” ซึ่งแขกที่มาร่วมรายการ เป็นบุคคลที่ผมอยากรู้จักมาตั้งนานแล้วว่า เขาเป็นคนอย่างไร มีแนวคิดและวิถีชีวิตอย่างไร

     “ไชย ไชยวรรณ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด

     หากใครเคยดูโฆษณาของไทยประกันชีวิต ย่อมรู้ดีว่าบริษัทนี้มีหนังโฆษณาที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือตัวหนังไม่พูดถึงสินค้าและบริการของตัวเอง แต่จะพูดถึงจิตสำนึกของการเป็นมนุษย์ และสะท้อนถึงปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างพ่อกับลูกชาย หรือลูกสาวท้องก่อนแต่ง

     ที่เด่นชัดก็คือ หนังโฆษณาของไทยประกันชีวิต มักจะเรียกน้ำตาคนดูเสมอ

     ไชย บอกว่า เขาไม่ได้มีจุดประสงค์จะทำหนังโฆษณาเศร้าๆ หรือให้ดูเหมือนละครน้ำเน่า แต่ต้องการให้คนดูตระหนักถึงความเป็นจริงในสังคม ที่ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอาจพบเจอเข้าก็ได้ในชีวิตจริง และต้องการสื่อว่าการตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ควรจะเป็นไปในแนวทางไหน

     จะเรียกว่าชี้นำก็ได้ครับ แต่ถือว่าเป็นการชี้นำในทางที่ถูกที่ควร

     “มนุษย์นิยม” คำนี้เป็นสิ่งที่ ไชย บอกว่าเขายึดมั่นมาตลอด เพราะเขาเคารพในความเป็นมนุษย์ของทุกคน และเชื่อว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีตำแหน่งสูงส่งหรือต่ำต้อย เขาก็ให้ความเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

     และนี่คือเหตุผลหลักของการทำหนังโฆษณา ที่ไม่ต้องการ “ขายประกัน” แต่ต้องการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่สังคมไทย เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อสังคมโดยรวมดีขึ้น แรงสะท้อนนั้นก็จะส่งผลดีต่อบริษัทต่างๆ องค์กรทุกภาคส่วน ไปจนถึงประเทศในท้ายที่สุดนั่นเอง

     ไชย บอกครับว่า นี่แหละคือการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

     ยังไม่หมดครับ ไชย บอกว่า ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตเพียงแห่งเดียว ที่รับทำประกันให้ “ทหาร” เพราะไม่มีบริษัทประกันที่ไหนคิดอยากทำประกันให้กับอาชีพที่เสี่ยงภัยเช่นนี้

     แต่ไทยประกันชีวิตทำไชย ไชยวรรณ

     นั่นก็เพราะเขาเทิดทูนในความเสียสละของทหาร ที่ยอมเสี่ยงอันตรายในการปฏิบัติหน้าที่ แม้จะเป็นการรับประกันที่ไม่คุ้มทุนเลยก็ตาม และไทยประกันชีวิตก็รับทำประกันประเภทนี้มานานถึง 20 ปีแล้ว

     ไชย พูดถึงแนวคิดการทำธุรกิจของเขามาข้อหนึ่งครับ ซึ่งฟังแล้วผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ยังมีนักธุรกิจที่คิดแบบนี้เหลืออยู่อีกสักกี่คน 

     เขาบอกว่า เขาทำธุรกิจโดยไม่ได้หวังกำไรสูงสุด เพราะการหวังกำไรสูงสุดนั้น บางครั้งจะทำให้เราลืมนึกถึงสังคมไป ที่สำคัญอาจเป็นบ่อเกิดของการไม่มีธรรมาภิบาลได้ เขาอยากทำกำไรแบบพอเหมาะพอเพียง

     คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในใจผมก็คือ “เขาสร้างภาพหรือเปล่า?”

     ที่คิดอย่างนี้ก็เพราะ ไชย เป็นนักธุรกิจที่ “ดีเกินไป” ในสังคมปัจจุบัน และผมไม่นึกว่าจะมีอยู่อีกแล้วในยุคนี้

     คำถามหนึ่งที่ สัญญา คุณากร หยิบยื่นกลับไปคือ “ไม่คิดบ้างหรือว่า หน้าที่ในการสร้างจิตสำนึกของสังคม หรือหน้าที่ในการทำประกันให้กับทหาร เป็นหน้าที่ของรัฐบาล?”

     ไชย ตอบอย่างนี้ครับ

     “เราคงไปพึ่งรัฐบาลทุกอย่างไม่ได้ และจริงๆ แล้ว หน้าที่ในการสร้างจิตสำนึกควรเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน”

     ผมประทับใจในคำตอบของเขาครับ แม้จะยืนยันไม่ได้ว่าสิ่งที่พูดนั้นเป็นการสร้างภาพหรือไม่ แต่การกระทำที่ปรากฎออกมานั้น ก็พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่งว่า ผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตสัญชาติไทยแท้ผู้นี้ มีแนวคิดและปรัชญาชีวิตที่น่ายกย่องทีเดียว

     ที่เล่ามานี้ ไม่ได้ต้องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทแห่งนี้ แต่ผมกลับเห็นความเชื่อมโยงถึงประโยคที่กล่าวข้างต้นของ John F. Kennedy

     “อย่าถามว่าประเทศชาติให้อะไรแก่คุณ แต่จงถามว่าคุณได้ให้อะไรแก่ประเทศชาติบ้าง”

     ทุกวันนี้เราก็มักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเรียกร้องของประชาชน ให้รัฐดำเนินการช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องปากท้อง ความยากจน ความปลอดภัย ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการศึกษา ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ

     ไม่ว่าจะเป็นดินถล่ม ฝนแล้ง เงินบาทแข็ง แรงงานประท้วง ม็อบป่วนกรุง หุ้นตก บริษัทถูกโกง โรงเรียนรับแป๊ะเจี๊ยะ เสียพนัน คอร์รัปชั่นพุ่ง ยุงลายระบาด ขาดธรรมาภิบาล บ้านรั่ว กลัวจอมืด เศรษฐกิจฝืดเคือง การเมืองน้ำเน่า เข้าเว็บไม่ได้ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายร้อยแปดพันเก้า เราก็ขอให้รัฐช่วย

     ถูกครับ ที่รัฐมีหน้าที่บริหารจัดการปัญหาต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย แต่ไม่มีรัฐใดในโลกนี้หรอกครับ ที่จะช่วยเหลือเราได้ทุกอย่าง เพราะรัฐบาลไม่ใช่เทวดา ขอสิ่งใด ได้สิ่งนั้น

     ประชาชนต่างหากที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง และหันมามองตัวเองด้วยเช่นกันว่า นอกจากการเรียกร้องอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว เราได้ให้อะไรกลับคืนประเทศชาติบ้างหรือไม่

     การรณรงค์ให้ประชาชนออกไปเลือกตั้ง การหาเสียงของ ส.ส. หรือการเบี่ยงเบนประเด็นของบรรดานักการเมือง ทำให้ประชาชนหลงผิด เป็นการตามใจ หรือ spoil ประชาชนเกินไปหรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่ประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อให้ถูกเลือกเข้ามาในสภา พวกท่านพูดอย่างไร จำได้ไหม

     “โปรดเลือกเรา แล้วเราจะรับใช้ประชาชน”

     “ประชาชนเป็นนายของเรา”

     “เราจะทำทุกอย่างเพื่อประชาชน”

     “ประชาชนคือผู้มีอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง”

     ไม่บอกไปเลยล่ะครับว่า “ประชาชนคือพระเจ้า”

     ขอเรียนตรงนี้นะครับว่า ประชาชนไม่ใช่เจ้าขุนมูลนาย ไม่ใช่เทวดา และไม่ใช่ผู้มีอำนาจล้นฟ้า นึกอยากได้อะไรก็ต้องได้ นักการเมืองเองก็ไม่ต้องมากราบไหว้ แล้วเบี่ยงเบนประเด็นว่าถ้าประชาชนอยากได้ เราจะทำให้ แค่กาหมายเลขนี้เท่านั้น

     ไม่ต้องครับ เพราะถึงเวลาที่คุณเป็น ส.ส. แล้ว คุณทำให้เราไม่ได้ทุกอย่างอยู่แล้ว และนั่นทำให้ประชาชนผิดหวัง และสำคัญผิดไปว่าพวกคุณโกหก และออกมาเรียกร้องกดดันให้คุณลาออก ซึ่งปัญหานี้มันวนเวียนซ้ำซากไม่รู้จักจบจักสิ้น และมันน่าเบื่อมากกับความน้ำเน่า ฟอนเฟะเช่นนี้

     หากผมจะเรียกร้องนักการเมืองให้มีจิตสำนึก เลิกโกหกและเบี่ยงเบนประเด็นเสียที ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกอะไร เพราะหลายต่อหลายคน หรือสื่อต่างๆ ก็เรียกร้องกันมาตลอดอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ประชาธิปไตยเกิดขึ้นมาในสังคมไทย

     แต่ผมอยากเรียกร้องประชาชนบ้างครับว่า เลิกคิดได้แล้วว่านักการเมือง หรือรัฐบาล หรือแม้กระทั่งประเทศชาติ ทำให้คุณได้ทุกอย่าง

     ถามตัวเราเองเสียก่อนครับว่า เราได้ช่วยตัวเราเองแล้วหรือยัง และเมื่อช่วยตัวเองเต็มที่แล้ว ช่วยเหลือผู้อื่นบ้างตามกำลัง และถ้าเป็นไปได้…ก็ช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติกลับคืนไปบ้าง

     แล้วคุณจะได้รับการยกย่องจากจิตสำนึกของคุณเองครับว่า…

     “คุณคือประชาชนคนไทยเต็มขั้นอย่างแท้จริง”

Advertisements

     ระแสเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “ไทย” มาเป็น “สยาม” ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำได้ในรัฐบาลนี้จริงหรือไม่ แม้ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเรียกร้องเรื่องนี้มานมนานก็ตาม เนื่องจากฝ่ายปกครองทุกยุคทุกสมัย อาจยังไม่เห็นเหตุผลที่เหมาะสมและหนักแน่นเพียงพอที่จะเปลี่ยนชื่อก็เป็นได้

     อาจารย์ชาญวิทย์ ยกเหตุผลเรื่องชาติพันธุ์ ภาษา และอัตลักษณ์วัฒนธรรม ที่มีอยู่หลากหลายในผืนแผ่นดินแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นไทย ลาว อีสาน มอญ เขมร แต้จิ๋ว ไหหลำ กวางตุ้ง จาม ชวา มลายู มอร์แกน ฮ่อ ไทยทำ ผู้ไท เวียด ลัวะ ม้ง กะเหรี่ยง มูเซอ อาข่า แขก ฯลฯ จึงเห็นว่าไม่เป็นธรรมที่จะเรียกนามแผ่นดินนี้ว่า “ไทย” อันเป็นเพียงชื่อชาติพันธุ์เดียวในอีกหลายสิบชาติพันธุ์

     เพราะฉะนั้น เพื่อการยอมรับในความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภาษา และอัตลักษณ์วัฒนธรรม ภายใต้หลักการสมานฉันท์ จึงเห็นว่าควรจะเปลี่ยนชื่อประเทศกลับไปเป็น “สยาม” สืบไป

     หากดูกันตามประวัติศาสตร์แล้ว ชื่อ “สยาม” ถูกเปลี่ยนเป็น “ไทย” เมื่อปี พ.ศ. 2482 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จากนั้นในปี พ.ศ. 2488 เมื่อมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ชื่อประเทศก็ถูกเปลี่ยนกลับไปเป็น “สยาม” อีกครั้ง แต่ในปี พ.ศ. 2491 จอมพล ป. ได้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก ชื่อประเทศจึงถูกเปลี่ยนกลับมาเป็น “ไทย” ในที่สุด

     สาเหตุที่เปลี่ยชื่อประเทศในขณะนั้น ก็มาจากอำนาจเผด็จการและการปลุกระดมแนวคิดชาตินิยม เพื่อแสดงถึงความเข้มแข็งของประเทศ แต่ก็ทำให้คนเชื้อชาติอื่น เช่น จีน มลายู เกิดความไม่พอใจ เนื่องจากรู้สึกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับแผ่นดินแห่งนี้

     ส่วนชื่อ “สยาม” นั้น ยังไม่มีใครรู้ที่มาแน่ชัดว่ามาจากไหน ยังเป็นที่ถกเถียงในแวดวงวิชาการกันอยู่ แต่ที่แน่ๆ คือ ต่างประเทศรู้จักชื่อแผ่นดินขวานทองแห่งนี้ ในนาม “สยาม” มากกว่า “ไทย” อย่างชาวมอญ เรียก “เซม” และชาวมลายู เรียก “สยาม” มาจนกระทั่งปัจจุบัน ชาวเขมร เรียก “เสียมกุก” จีนแต้จิ๋ว เรียก “เสี่ยมล้อก๊ก” เป็นต้น

     จากประสบการณ์ส่วนตัวผมเอง สมัยอยู่สหรัฐอเมริกา ชาวต่างชาติมักจะสับสนชื่อประเทศไทย กับประเทศอื่นๆ ที่ชื่อคล้ายกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไต้หวัน

     หลายครั้งเมื่อผมบอกว่า “I’m Thai” ก็มักจะถูกถามย้ำอีกครั้งว่า “Taiwan?” ที่สำคัญบางครั้งยังถูกถามด้วยคำถามแสลงหูว่า “Where is Thailand?”

     โดยส่วนตัวผมแล้ว จึงชอบชื่อประเทศ “สยาม” มากกว่า “ไทย” ด้วยเหตุผลว่าชื่อ “สยาม” นั้น ฟังดูอบอุ่น เป็นกันเอง และที่สำคัญ…สำหรับผม “สยาม” ฟังดูโรแมนติคกว่า “ไทย” อย่างเทียบไม่ติด

     แต่นอกเหนือจากเหตุผลทางด้านอารมณ์ส่วนตัว การยอมรับความแตกต่างทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม และการจดจำชื่อของชาวต่างชาติแล้ว ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ต้องตระหนักให้จงหนักก็คือ ต้นทุนในการเปลี่ยนชื่อย่อมมีอยู่สูงไม่แพ้กัน ซึ่งนั่นย่อมไม่ได้หมายถึงตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงต้นทุนทางสังคม ค่าความนิยม นโยบายรัฐ และเรื่องยิบย่อยอีกมากมายที่จะตามมา

     และหากมีการเปลี่ยนชื่อในรัฐบาลนี้จริง โดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550 จะมีความยั่งยืนเพียงใด ถ้ากรณีที่เลวร้ายที่สุด เกิดการฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ผู้มีอำนาจในยุคต่อไปจะเปลี่ยนชื่อประเทศกลับไปกลับมาอีกไม่รู้จักจบจักสิ้นหรือไม่

     หลายคนจึงมองว่า เรื่องชื่อประเทศเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ การเปลี่ยนชื่ออาจไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่นั่นอาจเป็นเพียงมุมมองของคนที่ถูกเรียกตามชาติพันธุ์ว่าเป็น “คนไทย” โดยกำเนิดก็เป็นได้

     เพราะถ้ามองในมุมคนชาติพันธุ์อื่นๆ ที่กล่าวมาข้างบนแล้ว พวกเขาอาจไม่ได้คิดเช่นนั้น และนี่อาจเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขาก็เป็นได้

     ผมเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ครับ ไปทำข่าวการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน ครั้งที่ 11 มา แต่ไม่ได้จะมาเล่าถึงรายละเอียดการประชุม หรือไม่ได้จะมาเล่าถึงสภาวะอากาศที่เชียงใหม่หรอกครับ แต่มีเรื่องระหว่างทางมาเล่าสู่กันฟังเช่นเคย

     ในระหว่างที่เดินทางกลับกรุงเทพฯ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องนักข่าวคนหนึ่งถึงเรื่องราวที่ค่อนข้างจะหมิ่นเหม่และกำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้

     น้องคนนี้บอกว่า เธอเข้าไปอ่านใน blog ผมบ่อยๆ และเห็นว่าผมค่อนข้างจะเป็นคน conservative พอสมควร เนื่องจากบทความที่เขียนดูจะปกป้องสถาบันเบื้องสูงอยู่ในที

     ผมจึงถามกลับไปว่า แล้วเธอล่ะคิดอย่างไร เป็นลักษณะหัวก้าวหน้าใช่ไหม เหมือนกับสิ่งที่อาจารย์ท่านหนึ่ง นามย่อว่า ส. เคยพูดถึงหรือเปล่า เธอตอบว่าไม่เชิง แต่คิดว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน

     หลายคนอาจไม่เคยได้รับรู้มาก่อนว่าอาจารย์ท่านนั้น เคยพูดว่าอะไรมาก่อน แต่ผมพอจะอธิบายสรุปคร่าวๆ ได้เท่านั้นครับว่า “การที่จะให้สถาบันใดๆ ยั่งยืน ควรต้องเปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้”

     ผมบอกน้องว่า ผมไม่ใช่เป็นคน conservative อะไรนัก เพียงแต่มันมีเรื่องของศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นอกเหนือจากเหตุผลที่ผมเขียนไปแล้วในบทความต่างๆ

     “ก็เห็นด้วยนะคะที่หลายคนก็ศรัทธา แต่เราก็ควรเปิดกว้างให้มีการพูดถึงกัน เพราะถ้ายิ่งปกปิด คนก็ยิ่งอยากรู้ และต่อให้รู้อะไรที่ไม่น่าพอใจ คนที่ยังศรัทธาจริงๆ ก็น่าจะยังศรัทธาอยู่” เธอว่าอย่างนั้น

     พร้อมกันนั้น เธอยังขอความเห็นผมในเรื่องการที่กระทรวงไอซีทีปิดเว็บไซต์ youtube (อ่านว่า ยูทิวบ์ นะครับ ไม่ใช่ ยูทูบ, ยูทูป, ยูทู้บ, ยูทูเบะ, หรืออะไรก็แล้วแต่) อีกด้วย ซึ่งผมก็ตอบไปว่า

     “พี่เห็นด้วยกับกระทรวงไอซีที และอาจจะถูกมองว่าเห็นตรงข้ามกับคนทั่วไป ที่ต้องการรับรู้ข่าวสารอย่างเสรี แต่โดยส่วนตัวแล้วพี่มองว่า การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ควรจะเคารพในสิทธิและกฎหมายของบ้านเมืองนั้นๆ และวิธีการตอบสนองของสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ที่สำคัญคือเราอยู่ประเทศไหน ก็ควรเคารพกฎหมายประเทศนั้น”

     “แล้วทำไมเราต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เราไม่ได้เป็นคนร่างเองด้วยล่ะ” เธอสงสัย

     “เพราะเราเป็นผู้อาศัย”

     “อ้าวเหรอ เราเป็นผู้อาศัยเหรอ หนูนึกว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง”

     “เปล่า เราเป็นผู้อาศัย” ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ

     แต่สิ่งที่ผมไม่ได้บอกน้องคนนี้ไปในเวลานั้น เนื่องจากเวลาพูดคุยมีจำกัดก็คือ

     สื่อต่างๆ รวมทั้งมวลชนที่ต้องการความมีอิสระเสรีในการรับรู้ข่าวสาร ที่เรียกว่า Freedom to know หรือ Right to know ก็แล้วแต่ มักจะนำข้อนี้มากล่าวอ้างถึงความชอบธรรมในการเปิดกว้างทางข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นหลักการที่ถูก ทุกคนควรมีสิทธิในการรับรู้และไม่ควรถูกปิดบังหรือปิดกั้นจากภาครัฐแต่อย่างใด

     แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคิดก็คือ การเปิดเผยข้อมูลหรือความอิสระเสรีในการรับรู้ข่าวสาร ควรหรือไม่ที่จะอยู่ภายใต้สิทธิของผู้ถูกเปิดเผยเช่นเดียวกัน

     หากการที่ทุกคนสามารถรับรู้เรื่องราวของผู้อื่นได้อย่างอิสระเสรี มันถูกมันควรแล้วหรืออย่างไร

     ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวงการสื่อ เป็นบุคคลที่อาจเรียกได้ว่าบุคคลสาธารณะ แม้จะยังไม่โด่งดังอะไรมากนัก แต่ก็ย่อมรับรู้ได้ถึงความไม่เป็นส่วนตัว ที่บางคนอาจอยากรับรู้มากกว่าคนอื่นๆ แม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตาม

     “คิดจะเป็นคนดัง อย่าหวังความสงบ” เป็นข้อความที่ติดไว้บนต้นไม้ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งผมและเพื่อนๆ รับประทานอาหารเย็นหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนครั้งนี้

     อ่านแล้วก็ให้รู้สึกว่าสะท้อนใจดีแท้ แม้จะเป็นความจริง แต่บางครั้งใครบางคนอาจไม่ได้ “หวัง” จะเป็นคนดังก็เป็นได้ อาจเป็นภาวะจำยอม แต่กลับต้องมารับภาระเรื่องความกระหายใคร่รู้ของคนทั่วไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

     คงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก ที่มีคนอยากมาขุดคุ้ยเรื่องราวส่วนตัวของเรา ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ

     คุณจะใส่กางเกงในขาด ตูดเป็นสิว หรือคันในร่มผ้า มันก็เรื่องของคุณ และเชื่อว่าคุณคงไม่อยากให้ใครรู้ แต่ถ้ามีคนที่คิดว่าคนอื่นอยากรู้ล่ะ แล้วนำเรื่องนี้ไปเปิดเผยต่อสาธารณะ

     คุณคิดอย่างไร

     หากครอบครัวของคุณไม่มีความอบอุ่น บ้านแตกสาแหรกขาด พ่อมีเมียน้อย แม่มีชู้ ปู่มีเด็ก อาเจ็กเป็นเกย์ แล้วเพื่อนคุณเร่ไปบอกชาวบ้าน โพนทะนาให้คนอื่นรู้ไปทั่วตำบล แล้วมาบอกคุณว่า “นี่เป็นสิทธิของชาวบ้านที่จะรับรู้ข้อมูล ควรมีการเปิดกว้างให้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเสรี”

     คุณคิดอย่างไร

     ผมไม่สามารถพูดตรงๆ ได้ จึงขอยกตัวอย่างแบบนี้แล้วกันครับ

     หากคุณเกิดมาในตระกูลหนึ่ง ซึ่งเป็นตระกูลผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผู้ก่อตั้งเป็นทวดของทวดของทวดของคุณ ที่ต้องการสร้างโรงเรียนให้แก่ชุมชนได้ศึกษาหาความรู้

     กาลเวลาผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า โรงเรียนซึ่ง ณ เวลานี้ ตกทอดมาจากทวดของทวดของทวด มาสู่ปู่ สู่พ่อ และสู่รุ่นของคุณ โดยคุณมีหน้าที่ดูแลภาพรวมทั้งหมด

     ณ วันนี้ โรงเรียนเติบโตและพัฒนามากขึ้น นักเรียนเพิ่มขึ้น การจะให้โรงเรียนมีการพัฒนาทัดเทียมโรงเรียนอื่นๆ ย่อมต้องจ้างผู้บริหารเก่งๆ มาช่วยกันดูแล วางระบบ วางโครงสร้าง จัดระเบียบ และอะไรต่อมิอะไร

     คุณซึ่งใหญ่สุดในโรงเรียน ปล่อยให้ผู้บริหารซึ่งเป็นมืออาชีพดูแลกันได้อย่างเต็มที่ คุณเพียงอยู่เบื้องหลังคอยดูภาพรวม และให้คำปรึกษาเท่านั้น

     มาวันหนึ่ง คุณถูกขุดคุ้ย ถูกนินทา ถูกตั้งคำถาม ถึงความชอบธรรมในการปกครองโรงเรียน ทั้งนักเรียน ทั้งผู้บริหาร ทั้งครูอาจารย์ ต่างไม่เข้าใจว่าจะมีคุณไปทำไม

     หลายคนไม่เข้าใจ หลายคนสงสัยว่าคุณมีหน้าที่อะไรกันแน่ และถ้าไม่มีคุณ โรงเรียนก็ไม่น่าจะเสียหายตรงไหน

     หลายคนเริ่มอยากรู้เรื่องราวเบื้องลึกของคุณ อยากรู้ว่าทำไมคนรุ่นก่อนๆ จึงเทิดทูนคุณและบรรพบุรุษของคุณยิ่งนัก อยากรู้ว่าคุณจะมีเบื้องหลังที่ไม่ถูกไม่ควรอะไรหรือไม่ อันน่าจะนำมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเต็มที่ เพื่อความโปร่งใสและเท่าเทียมกัน

     คำถามคือ คุณจะรู้สึกอย่างไร

     เรื่องนี้สตีฟ จ็อบ คงตอบได้ดีว่าเขารู้สึกอย่างไร เมื่อวันหนึ่งเขาถูกผู้บริหารไล่ออกจากบริษัท Apple ซึ่งเขาเป็นคนก่อตั้งขึ้นมาเองกับมือ โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่มีความสามารถพอในการบริหาร

     แล้ววันนี้ Apple เป็นอย่างไรในตลาดโลก

     ผมตอบน้องนักข่าวคนนั้นไปประโยคหนึ่งว่า “ข้อมูลบางอย่าง เรื่องราวบางเรื่อง หากมันสร้างประโยชน์ต่อการรับรู้ ต่อคนฟัง หรือต่อคนอ่าน มันก็ย่อมจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาปัญญาต่อไป แต่หากข้อมูลดังกล่าว เมื่อฟังแล้ว รู้แล้ว ไม่ทำให้เราฉลาดขึ้น เกิดปัญญามากขึ้น ที่สำคัญมันคือเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น แล้วเราจะรู้ไปทำไม”

     ทุกวันนี้การก่อกำเนิดประเทศขึ้นมา ไม่ใช่ได้มาด้วยการรบพุ่งเหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่ได้มาด้วยการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่การก่อตั้งประเทศ รวบรวมไพร่พลเพื่อสู้รบให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ บรรพบุรุษของเราเสียเลือดเนื้อ และเสียอะไรไปมากมาย กว่าจะได้แผ่นดินที่เรายืนอยู่ตรงนี้มาให้เราซุกหัวนอน

     กาลเวลาผ่านไป ผู้ที่ยอมเสียเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดิน สืบลูกสืบหลานมาถึงปัจจุบัน เพื่อปกครองประเทศตามกฎหมายและประเพณี ประชาชนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งกลับลุกขึ้นยืน บอกว่า ขออำนาจนั้นมาสู่ประชาชนเถอะ เราต่างหากเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง

     และเราได้อำนาจนั้นมา พร้อมกับยกให้ผู้บริหารมืออาชีพไป ภายใต้คำสวยหรูที่ชื่อ “นายกรัฐมนตรี” ตำแหน่งนี้มีพรรคพวกในการช่วยบริหาร เรียกว่า “คณะรัฐมนตรี” มีพรรคพวกในการช่วยออกกฎหมาย เรียกว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” มีพรรคพวกในการช่วยกลั่นกรองกฎหมายที่อีกพรรคพวกหนึ่งตราออกมา เรียกว่า “สมาชิกวุฒิสภา” และยังมีอีกหลายพรรคพวกที่ประกอบขึ้นมาเป็นองค์คณะในการช่วยดูแลประเทศนี้…ที่พวกเขาไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง

     ถูกต้องหากจะบอกว่า ผู้ปกครองของประเทศใดๆ ณ ปัจจุบันนี้ ก็ไม่ได้สร้างประเทศขึ้นมาเอง จะเอาความชอบธรรมใดๆ ในอดีตมากล่าวอ้างมิได้ แต่หากคำถามเดียวกันนี้ ถามกลับไปยังผู้มีอำนาจในการบริหาร หรือประชาชนบางคนสักนิดว่า “แล้วเราจะมีกฎหมายและประเพณีไว้เพื่ออะไร”

     ผมตอบน้องนักข่าวคนนั้นไปตอนหนึ่งว่า “หากเราอยู่ประเทศไหนหรือสังคมไหน แล้วไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีปฏิบัติของประเทศนั้นหรือสังคมนั้น เราล่ะ กำลังทำในสิ่งที่ชอบธรรมอยู่หรือเปล่า”

     “ถ้าเราอยากเล่นฟุตบอล เราก็ต้องทำตามกติกาของฟุตบอล ไม่ใช่นำกติกาบาสเก็ตบอลมาอ้าง ถ้าเรารับไม่ได้กับกติกาฟุตบอล เราก็ไม่ต้องเล่น และไปเล่นบาสเก็ตบอลเสียสิ”

     ทุกบ้านเมืองมีกฎหมายและประเพณีเป็นหลักยึดเหนี่ยวของสังคม หากขาดสองสิ่งนี้ไป บ้านเมืองไม่มีกฎระเบียบอะไรมากำหนด ไม่มีประเพณีให้อ้างอิง แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำเพื่อใคร และทำตามหลักอะไร

     บทความที่ผมเคยเขียนๆ ไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความศรัทธาส่วนบุคคล และอีกส่วนเขียนขึ้นภายใต้หลักอ้างอิงของกฎหมาย

     หากสังเกตบทความเรื่อง “คำถามที่หมิ่นเหม่” และ “คิดผิดคิดใหม่ได้…ชาวพีทีวี” ก็จะเห็นว่าผมอ้างอิงถึงรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ หากรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า “อำนาจสิทธิขาดในการเลือก แต่งตั้ง หรือถอดถอนองคมนตรี” นั้นเป็นของใคร เราในฐานะประชาชน ก็ควรเคารพกฎหมายสูงสุดของประเทศ หรือรัฐธรรมนูญที่เราเพรียกหากันหนักกันหนาว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริงมิใช่หรือ

     หากปากเราก็บอกว่า นี่คือรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง และเรียกร้องให้ทุกคนเคารพ พร้อมๆ กับด่าทอ คมช. ที่เป็นผู้ฉีกรัฐธรรมนูญของเรา แต่เรากลับไม่เคารพกฎข้อบังคับภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้อย่างไร

     ดังนั้น หากกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกไว้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันอันสูงสุด ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ เมื่อการละเมิดใดเข้าข่ายการละเมิดกฎระเบียบภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการละเมิดใดที่เข้าข่ายการละเมิดขนบประเพณีอันดีงามของไทย กระทรวงไอซีทีก็มีความชอบธรรมแล้ว ที่จะแก้ไขการละเมิดนั้นให้เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย

     แม้กระทั่งกูเกิลเองก็ปฏิบัติต่อประเทศต่างๆ อย่างไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและรับไม่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อกูเกิลจะเข้าไปแสวงหาประโยชน์ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็จะยอมแลกเปลี่ยนประโยชน์ที่จะได้มาด้วยการปกปิดข้อมูลตามกฎหมายของประเทศนั้น

     อย่างล่าสุดที่กูเกิลเซ็นเซอร์เว็บไซต์บางเว็บ ที่พาดพิงเรื่องการเมืองในประเทศจีน เพื่อแลกกับการเข้าไปเปิดตลาดในจีนอย่างสะดวกโยธิน

     หรือแม้กระทั่งยาฮู ซึ่งเป็นคู่แข่งของกูเกิล ก็ยอมเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐของจีน เนื่องจากลูกค้าผู้นี้เขียนบทความพาดพิงเรื่องการเมืองในจีน และสุดท้ายหนุ่มจีนผู้นี้ก็ถูกจับและตัดสินจำคุกในที่สุด จนกระทั่งเมียของเขาต้องบินไปอเมริกาเพื่อฟ้องร้องยาฮู ที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งผู้ให้บริการอย่างยาฮู ไม่มีสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าแม้แต่นิดเดียว

     แต่ในกรณีของไทย กูเกิลไม่เห็นว่าจะได้ประโยชน์อันใดจากการที่จะบล็อคหรือเซ็นเซอร์ข้อมูลที่ละเมิดกฎหมายไทย จึงเพิกเฉยเสีย…นี่หรือคือความชอบธรรม

     หากประชาชนคนใดอยากรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ที่เข้าข่ายการละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือฉบับไหนๆ ก็ตามที่ผ่านมา อันเป็นกฎหมายสูงสุดของไทย ก็ควรไปรับรู้ที่อื่น ที่ไหนก็ได้…ที่ไม่ใช่ประเทศไทย

     …เพราะถ้าใครไม่ชอบกติกานี้ ก็เลิกเล่นเสีย แล้วหันไปเล่นตามกติกาอื่น ก็ไม่มีใครว่าอะไรครับ

     วันนี้หยุดอยู่บ้านครับ ไม่ได้ไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ไปไหนทั้งสิ้น เพราะได้หยุดชดเชยที่ไปทำงานในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เลยมีโอกาสนอนอย่างเต็มที่เสียทีหลังจากนอนดึกตื่นเช้ามาหลายวันแล้ว

   หลายคนอาจสงสัยว่าโดยปกติคนทำงานข่าวโทรทัศน์บริหารเวลากันอย่างไร ผมก็เลยถือโอกาสนี้เล่าสู่กันฟัง โดยยกตัวอย่างจากตารางเวลาของตัวผมเองแล้วกันนะครับ สำหรับคนอื่นก็จะแตกต่างออกไปตามภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ

     สำหรับตัวผมแล้ว หลังจากที่บอกเลิกการทำรายการไปหนึ่งรายการ ทีแรกก็นึกว่าจะมีภาระหน้าที่เบาบางลงไป แต่จริงๆ หาเป็นเช่นนั้นไม่ ก็กลับมีงานเพิ่มขึ้นมาแทนที่ ซึ่งจะบอกปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะงานนี้ผมอยากทำ

     โดยในทุกวันจันทร์ พุธ และพฤหัสบดี ผมจะต้องลุกจากที่นอนเวลาประมาณ 04:00 น. เพื่ออาบน้ำ แต่งตัว และไปถึงที่ทำงานในเวลา 05:00 น. หากไม่ได้หาอะไรรองท้องจากที่บ้านมา ก็ต้องแวะซื้อของกินเบาๆ ประทังหิวในระหว่างเตรียมตัวเข้ารายการตอน 06:00 น.

     ในช่วงเวลา 1 ชั่วโมง คือจาก 05:00-06:00 น. ผมจะต้องอ่านหนังสือพิมพ์ 7-10 ฉบับ และเตรียมข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงต้องแต่งหน้าและทำผมเอง เนื่องจากไม่มีช่างแต่งหน้าคนไหนแหกขี้ตามาทำงานพร้อมทีมงานรายการเช้าๆ แบบนี้

     รายการนี้มีชื่อว่า “ห้องข่าวรับอรุณ” เริ่มออกอากาศเวลา 06:00-07:30 น. หากวันไหนพิธีกรร่วมไม่มาด้วยเหตุฉุกเฉินใดๆ ก็ตาม พิธีกรอีกคนก็จะต้องรับภาระไปคนเดียวตลอดเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นภาระที่หนักพอดู

     เมื่อจบรายการ ผมและพิธีกรร่วมจะมานั่งคุยกันเพื่อสรุปผลและประเมินว่า มีอะไรต้องปรับปรุงแก้ไขกันบ้าง เพราะต้องยอมรับครับว่ารายการข่าวเช้าทุกวันนี้มีคู่แข่งเยอะจริงๆ วิธีการนำเสนอข่าวจึงต้องประเมินและพัฒนากันทุกวัน ส่วนจะพัฒนาได้แค่ไหนก็อีกเรื่อง

     จากนั้นผมก็จะต้องรีบไปล้างหน้าล้างตาและทานข้าวเช้า เพื่อเตรียมตัวออกไปทำข่าวข้างนอก ซึ่งส่วนใหญ่รถข่าวจะออกเวลาประมาณ 8-9 โมงเช้า ถ้าวันไหนโชคดีหน่อยก็มีหมายข่าวแค่ช่วงเช้า แต่ถ้าโชคร้ายก็ต้องไปทำหมายข่าวตอนบ่ายด้วย ซึ่งนับเป็นความทรมานทางร่างกายจริงๆ

     ในช่วงไม่กี่เดือนแรก ร่างกายฟิตจัด ทำได้ไม่มีเหน็ดเหนื่อย ตื่นตั้งแต่ตีสี่มาทำรายการและออกไปทำข่าว 2 หมาย กลับมาที่ออฟฟิสเขียนข่าวต่ออีกถึง 6 โมงเย็น หรือบางครั้งลากยาวทำรายการรอบค่ำถึงเกือบ 3 ทุ่มก็มี กว่าจะกลับถึงบ้าน อาบน้ำ ทำธุระหรือภาระกิจส่วนตัวบ้าง แล้วก็นอน ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน

     ส่วนวันที่ไม่มีรายการ “ห้องข่าวรับอรุณ” คือวันอังคารและศุกร์ ผมก็ต้องตื่น 6 โมงเช้า เพื่อไปให้ทันรถข่าวออกตอน 8-9 โมงเช้าเช่นเคย และกลับมาเขียนข่าวจนถึง 6 โมงเย็น ถ้าเป็นวันอังคารก็ต้องรีบกลับบ้านเพื่อจะได้นอนเร็ว เพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นมาทำรายการเช้า แต่ถ้าเป็นวันศุกร์ก็รีบกลับเหมือนกัน เพราะเหนื่อยมาทั้งอาทิตย์ อยากไปกินข้าวเย็นหรือพบปะเพื่อนฝูงก็ไม่ไหวแล้วเช่นกัน

     ส่วนวันเสาร์ ผมก็ต้องมาทำรายการ “เก็บตกจากเนชั่น” ช่วง 19:00-20:30 น. ซึ่งเวลาช่วงบ่ายๆ วันเสาร์ของผมก็จะหมดไป เพราะต้องติดตามข่าวเพื่อเตรียมตัวตั้งแต่ 4-5 โมงเย็น กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบสี่ทุ่ม และถ้าวันเสาร์ไหนที่ผมต้องเข้าเวรทำข่าว ก็จะมาออฟฟิสตั้งแต่ 9 โมงเช้าและกลับบ้านอีกที 4 ทุ่ม เพราะฉะนั้น วันอาทิตย์เป็นวันเดียวที่จะได้พักผ่อนเต็มๆ

     แต่หลังๆ มานี้ผมรู้สึกว่า “มันไม่พอ”

     มีคนที่รักผมมากๆ คนหนึ่งมักจะส่งบทความเกี่ยวกับการดูแลตัวเองและสุขภาพมาให้อ่านเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารเวลา การใส่ใจในสุขภาพของตัวเอง การใส่ใจคนรอบข้าง ฯลฯ เพราะส่วนตัวแล้วผมมีปัญหาสุขภาพที่จำเป็นต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าใครก็ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นแล้ว จากคนสุขภาพดีก็จะกลายเป็นคนสุขภาพแย่ได้ในไม่ช้า

     บทความล่าสุดที่ผมได้รับมา เป็นบทความของคุณสุทธิชัย หยุ่น ในชื่อ “กาแฟดำ” ซึ่งเขียนลงในนิตยสารชีวจิต ฉบับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 ชื่อเรื่องว่า “เมื่อหมอบอกว่า เขามีชีวิตเหลือ 100 วัน”

     เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงในสหรัฐอเมริกา ที่เกี่ยวพันกับบุคคลหนึ่งซึ่งประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก แต่วันหนึ่งหมอก็ตรวจพบว่าเขาเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย และมีเวลาเหลืออีกเพียงไม่เกิน 100 วันเท่านั้น เขาก็ต้องจากลาโลกนี้ไป

     ชายผู้นี้ชื่อ ยูจีน โอเคลลี่ อายุเพียง 53 ปีเท่านั้น มีครอบครัวที่อบอุ่น ลูกสาวเพิ่งเรียนชั้นมัธยม แต่เขาแทบไม่เคยใช้เวลากับครอบครัวเลย ไม่ได้ทานข้าวเย็นกับภรรยา ไม่เคยไปร่วมงานโรงเรียนของลูก เพียงเพราะให้ได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นและรายได้เพิ่มขึ้น ภายใต้คำพูดที่สวยหรูที่ว่า “ก็เพราะรักครอบครัว”

     เมื่อ ยูจีน รู้เช่นนี้ จึงปรับกระบวนชีวิตของเขาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เวลา 100 วันที่เหลืออยู่ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า แม้มันดูเหมือนจะสายเกินไปก็ตาม เขาถึงขั้นเขียนหนังสือเล่มหนึ่งก่อนตายที่ชื่อว่า “Chasing Daylight” เพื่อหวังให้เป็นประโยชน์แก่คนที่ทุ่มเทกับการสร้างเนื้อสร้างตัวและรายได้เพื่อครอบครัว และมุ่งหวังกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ให้ตระหนักถึงสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันบ้าง

     และสิ่งที่ ยูจีน ค้นพบก่อนตายก็คือคำว่า “ปัจจุบัน” เพราะที่ผ่านมาชีวิตของเขามีแต่อดีตและอนาคต แต่ไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย ไม่เคยใช้ชีวิตกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าเลย อย่างไรก็ตาม ก่อนตาย ยูจีน ก็ได้ใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่ เขียนจดหมายบอกลาเพื่อนทุกคน พร้อมทั้งขอบคุณที่เป็นเพื่อนอันแสนดีในเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ ฯลฯ

     ผมอ่านบทความนี้จบ ความรู้สึกเดิมๆ ก็กลับมาอีกครั้ง เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้รับบทความแนวนี้จากคนที่รักผมมาเสมอ เป็นบทความที่ดึงความสนใจของผมให้กลับมาใส่ใจในตัวเองบ้าง เพราะการใส่ใจในตัวเองย่อมหมายถึงการใส่ใจในคนรอบข้างที่ใกล้ชิดเราเช่นกัน

     นั่นก็คือ “ครอบครัว”

    

*** ขอขอบคุณสำหรับบทความดีๆ จากกาแฟดำด้วยครับ

     เมื่อวานไปบริจาคเลือดมาครับ สภากาชาดไทยตั้งโต๊ะรับบริจาคในงาน “กินดีอยู่ดีอย่างพอเพียง ครั้งที่ 1” ที่เนชั่นทาวเวอร์ ผมเลยมีโอกาสได้ทำทานอีกครั้ง พร้อมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายต่อหลายคน (มีคนไปเข้าแถวรอบริจาคเยอะพอควรครับ)

     ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ถ้าจำไม่ผิดเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ได้สละเลือดให้ผู้อื่น โดยครั้งนี้บริจาคไปเกือบครึ่งลิตร หรือ 400 cc ไม่รู้ว่าเยอะหรือน้อย กะว่าหมอคงวินิจฉัยเองว่าควรจะเป็นเท่าไหร่ เราก็เพียงแต่ทำไปตามกระบวนการเท่านั้น ใครที่ยังไม่เคยบริจาค ผมแนะนำให้ลองครับ เดี๋ยวท้ายๆ ผมจะเล่าถึงประโยชน์ของการบริจาคโลหิตให้ได้ทราบกัน ตอนนี้เอาขั้นตอนเบื้องต้นสำหรับผู้บริจาคมือใหม่กันก่อน จะได้ไม่เคอะเขินเวลาตัดสินใจไปสละเลือด

     ก่อนอื่นต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ คือ นอนให้เพียงพอ อย่านอนเกินเที่ยงคืนและนอนไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง รวมทั้งกินข้าวกินปลาให้ครบมื้อ อย่าอดอาหารก่อนบริจาค ที่สำคัญต้องดื่มน้ำให้เพียงพอด้วย

     ที่โต๊ะลงทะเบียน จะมีใบลงทะเบียนสีขาวและสีเขียว สีขาวสำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยบริจาคมาก่อน ส่วนสีเขียวสำหรับผู้ที่เคยบริจาคมาแล้ว จากนั้นก็กรอกข้อมูลให้เรียบร้อย ข้อมูลที่กรอกต้องเป็นความจริงนะครับ อย่ามั่ว อย่าชุ่ย เพราะสิ่งที่เขาถามเป็นข้อมูลสำคัญในการนำเลือดของคุณไปให้ผู้อื่น หากคุณโกหกก็อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ที่รับเลือดของคุณได้

     แน่นอนว่าเขามีข้อห้ามหลายประการทีเดียว ที่จะไม่อนุญาตให้คุณบริจาคเลือดได้ เช่น มีโรคทางเพศสัมพันธ์ เป็นไวรัสตับอักเสบ เพิ่งไปทำฟันหรือผ่าตัดมา อายุต่ำกว่า 17 ปี หรือเกิน 60 ปี น้ำหนักต่ำกว่า 45 กิโลกรัม เป็นต้น

     แม้คุณจะมั่วข้อมูลหรือโกหกหมอก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็จะตรวจเช็คเลือดที่รับบริจาคไปอยู่ดี เพื่อความปลอดภัยของผู้รับเลือด แต่การทำเช่นนี้เป็นการเพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายให้กับศูนย์รับบริจาคเลือด เพราะที่ผ่านมาพบว่าบางคนอยากตรวจสุขภาพ แต่ไม่อยากเสียเงินไปหาหมอ ก็มักจะมาบริจาคเลือด เนื่องจากรู้ว่าเมื่อเจ้าหน้าที่เช็คเลือดแล้วพบโรคที่เป็นอันตราย เช่น เอดส์ หรือไวรัสตับอักเสบ ก็จะส่งจดหมายแจ้งไปยังผู้ป่วยอยู่แล้ว เป็นการตรวจสุขภาพที่ได้ผลแม่นยำและไม่เสียสตางค์แม้แต่บาทเดียว แต่ทำให้ศูนย์รับบริจาคต้องแบกรับภาระต้นทุนอยู่ร่ำไป

     เพราะฉะนั้น ใครที่คิดจะประพฤติตัวแอบแฝงเช่นนี้ กรุณาอย่าทำเลยนะครับ

     เอาละ หลังจากกรอกข้อมูลแล้วก็ไปวัดความดัน หากคุณความดันต่ำเกินไป หมอจะไม่อนุญาตให้คุณบริจาค และถ้าสูงปรี๊ดก็บริจาคไม่ได้เช่นกัน

     ขั้นต่อไปก็เจาะเลือดเพื่อหาหมู่เลือดครับ แม้บางคนจะบอกว่ารู้หมู่เลือดอยู่แล้ว หรือแม้ว่าจะเอาบัตรประชาชนมายืนยันก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันจะเจาะเลือดคุณเช่นกันครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องให้เจ็บตัวเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง แต่ก็เอาเถอะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เขาแค่เอาเข็มจิ้มนิ้วเพื่อเอาเลือดแค่หยดเดียวแหละครับ ไม่มากไม่มายอะไร

     ที่จุดเจาะเลือดนี้ เจ้าหน้าที่ยังทราบจากการดูหยดเลือดของคุณด้วยว่า ความดันเลือดของคุณต่ำหรือสูง รวมทั้งเลือดจางหรือไม่ ถ้าเลือดคุณจางเกินไป เขาก็ไม่อนุญาตให้บริจาคนะครับ แถมยังให้ยาเฟอรัสซัลเฟตไปทานอีกหนึ่งซองด้วย และถ้าเลือดของคุณข้นเกินไป เขาก็จะแนะนำให้คุณดื่มน้ำก่อนบริจาคเช่นกัน เสร็จจากจุดนี้ คุณก็รอขึ้นเตียงได้เลย

     เห็นไหมครับว่ากว่าที่คุณจะบริจาคเลือดได้ไม่ใช่ง่ายเลย ไม่เหมือนการบริจาคอย่างอื่น บางคนอาจจะคิดว่ากระบวนการเยอะอย่างนี้ ใครกันจะมาเสียเวลาบริจาค บางคนตั้งใจมาเสียอย่างดี ดันไปติดขั้นตอนแรก เช่น นอนน้อย หรือเพิ่งทำฟันมาเมื่อสามวันก่อน บางคนติดขั้นตอนที่สอง เช่น ความดันต่ำ หรือบางคนติดขั้นตอนที่สาม เช่น โลหิตจางเกินไป ซึ่งอาจทำให้เสียกำลังใจไปเหมือนกัน และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ของสภากาชาดไทยคนหนึ่งบอกกับผมว่า มีคนมาบริจาคน้อยกว่าเป้าหมายทุกครั้งไป

     เอาเป็นว่าอย่าไปคิดอย่างนู้นอย่างนี้เลย ลองคิดกลับกันดูบ้างว่า ถ้าเราเป็นผู้ป่วยและต้องการรับเลือด เราก็อยากได้เลือดที่บริสุทธิ์ ไม่ติดเชื้อ หรือเป็นโรคใดๆ ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากบริจาคจริงๆ ละก็ ควรเตรียมความพร้อมและรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์เสียก่อน

     การทำบุญทำทานต้องใช้ความพยายามกว่าที่คิดนะครับ

     ทีนี้เมื่อคุณอยู่บนเตียงแล้ว เจ้าหน้าที่จะเดินมาเช็คเส้นเลือดว่าหายากหรือไม่ รัดสายยาง และเช็ดแอลกอฮอล์ กระบวนการเหมือนการเจาะเลือดตรวจสุขภาพครับ แต่เข็มบริจาคเลือดจะใหญ่กว่าเข็มทั่วไป ผมไม่แนะนำให้คนขวัญอ่อนมองนะครับ เดี๋ยวเปลี่ยนใจไม่บริจาคไปเสียก่อน

     และเนื่องจากเข็มใหญ่กว่าปกติ บางคนที่เส้นเลือดหลบใน หายาก หรือเส้นดิ้น ก็อาจทำให้เกิดความเจ็บปวดบ้างเป็นธรรมดา รวมทั้งเมื่อเจาะเสร็จแล้วอาจมีอาการปวดหรือเขียวช้ำได้ ก็ไม่ต้องกังวลครับ เดี๋ยวก็ชินไปเอง 555

     ในระหว่างที่ให้เลือดอยู่นั้น เจ้าหน้าที่จะให้บีบแท่งทรงกระบอกเพื่อกระตุ้นให้เลือดออกมาได้ดีขึ้น กระบวนการนี้ผมอยากแนะนำให้ศูนย์รับบริจาคเลือดทั้งหลายเปลี่ยนมาเป็นตุ๊กตา หรือลูกบอลที่ใช้บีบแก้เครียดดีกว่า จะทำให้การบีบนั้นช่วยผ่อนคลายอารมณ์ระหว่างให้เลือดได้ด้วย

     ไม่เกิน 10 นาทีหรอกครับในการให้เลือดแต่ละครั้ง เมื่อเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่จะดึงเข็มออกและให้คุณนอนบนเตียงต่ออีกสักครู่ เพราะถ้าคุณยืนขึ้นทันทีอาจหน้ามืดเป็นลมได้ จากนั้นเขาก็จะให้ลุกไปดื่มน้ำหวานและขนมที่เตรียมไว้ให้ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด

     ทีนี้มาดูประโยชน์จากการบริจาคโลหิตกันบ้าง ถ้าว่ากันตามหลักพุทธศาสนาแล้ว ก็ต้องบอกว่าการบริจาคเลือดได้บุญกุศลมาก ถือเป็นการบริจาค 1 ใน 5 แบบ ที่เป็นความเสียสละอันใหญ่หลวง ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญบารมีไว้ในพระชาติสุดท้าย ได้แก่ การบริจาคทรัพย์ การบริจาคอวัยวะ การบริจาคชีวิต การบริจาคบุตร และการบริจาคภรรยา เรียกรวมกันว่า “มหาบริจาค” หรือการบริจาคอันยิ่งใหญ่

     อย่างไรก็ตาม การเสียสละหรือการบริจาคนั้น ต้องเป็นไปด้วยความไม่เสียดาย อิ่มใจทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ สังเกตว่าเมื่อบริจาคเสร็จแล้ว เราจะรู้สึกผ่องใส ปลื้มอกปลื้มใจอยู่ลึกๆ นั่นแหละครับที่เขาเรียกกันว่าได้บุญแล้ว คือไม่ต้องไปหวังชาติหน้าภพหน้า เพียงแค่จิตใจแจ่มใสเบิกบาน นั่นก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ

     ส่วนประโยชน์ทางการแพทย์นั้น คุณหมอรัชนี โอเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย บอกว่า “ผลดีต่อร่างกายของผู้บริจาค คือ จะทราบเลยว่าตัวเองนั้นเลือดเข้มข้นปกติหรือเปล่า เพราะเราต้องตรวจก่อนว่ามีเลือดมากและเข้มข้นเพียงพอ ซึ่งเราจะทราบสภาพร่างกายทั่วไปด้วย เช่น ความดันเป็นอย่างไร ปอด หัวใจเต้นปกติหรือเปล่า นอกจากนั้น การเสียเลือดก็จะไปกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดออกมาใหม่ จะทำให้ไขกระดูกรู้หน้าที่ เวลาที่เราเสียเลือดขึ้นมา ไขกระดูกก็จะรีบทำงานสร้างเม็ดเลือดใหม่ๆ ออกมาอยู่นกระแสเลือด หล่อเลี้ยงร่างกายและทำให้ร่างกายแข็งแรงตลอดเวลา”

     ขณะที่ คุณหมอวัลลภ พรเรืองวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์มะเร็งลำปาง โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี บอกว่า โดยธรรมชาติแล้วผู้หญิงจะมีการเสียเลือดเป็นประจำ เช่น จากการมีประจำเดือน การคลอดลูก หรือให้นมลูก ซึ่งเป็นการขับธาตุเหล็กออกจากร่างกาย ขณะที่ผู้ชายไม่มีโอกาสเสียเลือดมากอย่างผู้หญิง และมีแนวโน้มจะกินเนื้อหรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์มากกว่าผู้หญิงด้วย ทำให้เสี่ยงต่อภาวะธาตุเหล็กเกิน ซึ่งภาวะธาตุเหล็กเกินนี้อาจส่งผลให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น ทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะผนังเส้นเลือดอีกด้วย

     จริงๆ ยังมีการศึกษาวิจัยอีกมากมายที่เกี่ยวกับการบริจาคเลือด ซึ่งชี้ว่าส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจของมนุษย์ในระยะยาวครับ แต่ผมว่าที่เล่ามาทั้งหมดก็น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอให้ใครที่ไม่เคยคิดหรือไม่กล้าบริจาคเลือด ได้ลองเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพื่อตัวเองและเพื่อเพื่อนมนุษย์ เพราะยังมีผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บอีกมากที่ต้องการเลือด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง รวมถึงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง

     ผมชักแม่น้ำ 100 สายขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่มีใครเชื่อก็น่าเสียดายครับ

     ว่างๆ มีโอกาสได้ไปรื้อค้นหนังสือที่ค้างอ่านหลายเล่มบนชั้นหนังสือที่บ้าน สายตาผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือประวัติ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เข้า ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าช่วงนี้เหตุการณ์บ้านเมืองมันช่างยุ่งเหยิงเสียเหลือเกิน ถ้า อ.ป๋วย ยังอยู่ เหตุการณ์เหล่านี้จะดำเนินไปอย่างไรบ้าง

     พลิกหนังสือกลับไปกลับมา อ่านผ่านตาคร่าวๆ แม้จะเคยอ่านประวัติท่านมาหลายครั้งแล้ว ก็พบว่าเหตุการณ์ในปัจจุบันไม่ได้แตกต่างจากในอดีตเลย ประวัติศาสตร์แห่งความโกลาหลซ้ำรอยเดิมทั้งนั้น ในช่วงที่ อ.ป๋วย มีชีวิตอยู่ก็ใช่ว่าสังคมไทยจะสงบสุข โลกตกอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยขณะนั้นเป็นรัฐบาลเผด็จการภายใต้การควบคุมของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตลอดจนการห้ำหั่นกันของคนไทยด้วยกันเองในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

     เมื่อวานเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น จะมีหรือไม่มี อ.ป๋วย ก็ไม่ได้ทำให้สังคมไทยก้าวหน้าไปมากกว่าที่คิด และแม้สังคมไทยจะผ่านพ้นวิกฤติในยุคนั้นมาได้ ก็ใช่ว่าจะมาจากการมีอยู่ของ อ.ป๋วย แต่ผมก็ยังอยากให้มีคนอย่างท่านในยุคนี้ เพราะคนดีแม้เพียงหนึ่ง ก็อาจช่วยสะกิดให้ใครหลายคนลองมองย้อนดูตัวได้บ้าง

     ในวันที่ อ.ป๋วย ได้จากโลกนี้ไป สุทธิชัย หยุ่น เคยกล่าวคำอาลัยไว้ว่า “ความรู้สึกของผมในฐานะนักข่าวขณะนั้นคือ ความภาคภูมิใจว่าเมืองไทยมีคนกล้าอย่าง ดร.ป๋วย ที่ยึดถือหลักการสองเรื่องเป็นหัวใจแห่งการดำรงชีวิต นั่นคือ การต่อต้านการโกงกินและคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ และสองคือการแสวงหาวิญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตย ในสภาพของบ้านเมืองที่อำนาจปืนและการรวมศูนย์แห่งอำนาจ ยังอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียว ดร.ป๋วย ไม่เคยแสดงความหวาดกลัวต่อเผด็จการ ไม่เคยยอมก้มหัวให้กับความชั่วร้าย แต่ก็ต่อสู้อย่างอหิงสาแบบสามัญชนที่มีเหตุและผลเป็นอาวุธทางปัญญา”

     ผมเชื่อว่าประวัติของ อ.ป๋วย มีอยู่มากมาย หากใครจะค้นคว้าก็คงไม่ยากเย็นนัก แต่จะขอยกตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ให้รู้กันบ้าง เช่น ท่านไม่ยอมไปทำงานบริษัทเอกชนเพราะเห็นว่าตัวเองเป็นหนี้รัฐบาลไทยที่ส่งเสียให้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา จึงเลือกที่จะรับเงินเดือนราชการอันต่ำต้อยแทน หรือการที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าการแบงค์ชาติที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คือนานถึง 12 ปี โดยผู้ที่เชิญท่านมาดำรงตำแหน่งนี้ก็คือจอมพลสฤษดิ์ ทั้งๆ ที่ อ.ป๋วย เคยไปขัดขวางผลประโยชน์การซื้อธนาคารของจอมพลสฤษดิ์มาแล้วก็ตาม จนในที่สุดท่านก็ขอลาออก เพราะทนไม่ได้กับความไม่โปร่งใสของรัฐบาล ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถและจริยธรรมของ อ.ป๋วย ได้เป็นอย่างดี

     อ.ป๋วย ได้เคยเขียนบทความชิ้นหนึ่งเอาไว้ เป็นบทความที่โด่งดังและผมก็ชื่นชอบมันมากเช่นกัน จึงขอนำมาเผยแพร่ใน blog แห่งนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้ซึมซับกับสิ่งดีดีกลับไปบ้าง และหวังว่าเมืองไทยจะเป็นอย่างที่ อ.ป๋วย ต้องการสักวัน อาจจะยาวสักหน่อยนะครับ แต่รับรองว่าคุณจะไม่หยุดอ่านแน่นอน

     คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง : จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

     เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้ร้บความเอาใจใส่และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก

     ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก

     พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกกฎหมายหรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง

     ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองของผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผมได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์

     ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวผมหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น

     เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่าตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม

     บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่ จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน

     ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรมและเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิดและวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาสรับเงินทุนจากต่างประเทศมาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

     ผมต้องการให้ชาติของผม ได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม

     ในฐานะที่ผมเป็นชาวนาชาวไร่ ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดีและขายสินค้าได้ราคายุติธรรม

     ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นส่วน มีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่

     ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ก็ได้ โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก

     ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมอย่างฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใด หาหมอหาพยาบาลได้สะดวก

     ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชอุ่ม สามารถมีบทบาทและชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวัด งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรได้พอสมควร

     ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำบริสุทธิ์สำหรับดื่ม

     เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือสโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน

     เรื่องที่ผมเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ
ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ

     เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว

     เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา
เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรือกาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ

     เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใช้ในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง

     ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป

     นี่แหละคือความหมายแห่งชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน
สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุขจงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้ เกี่ยวกับความสวัสดี

     “เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลายนอกจากปัญญา เครื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำรวมอินทรีย์ และความเสียสละ”


Blog Visits

  • 153,360 hits