Suki Media

Archive for the ‘บุคคลเด่น’ Category

 Jimmy Wales

สมัยนี้หากใครที่ใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยๆ แต่บอกว่าไม่รู้จักเว็บไซต์สารานุกรมเสรีที่ชื่อ วิกิพีเดีย (Wikipedia) ก็คงต้องเอาหน้ามุดแผ่นดินกันเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าความรู้ประเภทไหนก็สามารถหาได้ในวิกิพีเดีย และถ้าลองค้นหาข้อมูลอะไรก็ตามในกูเกิล บทความของวิกิพีเดียก็มักจะติดอันดับต้นๆ เสมอ

หลายคนอาจถามว่าที่นี่มีดีอะไร แล้วข้อมูลต่างๆ น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เพราะด้วยระบบของวิกิพีเดียที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าไปเขียน แก้ไข ปรับปรุง หรือเพิ่มเติม บทความขอตัวเองและผู้อื่นได้ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่า ใครๆ ก็เขียนสารานุกรมได้ แล้วอย่างนี้ข้อมูลจะน่าเชื่อถือได้อย่างไร รวมถึงอาจมีการกลั่นแกล้งต่างๆ เช่น การแก้บทความกันไปมา การใส่ข้อมูลเท็จ การเซ็นเซอร์บทความ เป็นต้น

เป็นโอกาสที่ดีที่ จิมมี เวลส์ ผู้ก่อตั้งวิกิพีเดีย ได้เดินทางมาปาฐกถาในงาน ICT Expo 2007 ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ข้อสงสัยต่างๆ ข้างต้นที่อาจจะค้างคาใจใครหลายคนมานาน ได้รับการเปิดเผยเสียที

ไม่มีหรอกครับเรื่องเซ็นเซอร์ที่วิกิพีเดีย จะมีก็แต่การประเมินของกองบรรณาธิการ ซึ่งเรามีกระบวนการที่เปิดโอกาสให้คนได้ถกเถียงกันว่า บทความต่างๆ ที่คนเขียนมานั้นสมควรได้รับการเผยแพร่หรือไม่ เพราะบทความที่ดีจริงๆ ในวิกิพีเดียประกอบด้วย 2 ปัจจัยคือ หนึ่งเขียนได้ดี และสองมีแหล่งที่มาอ้างอิงได้ บางคนเขียนมาโดยไม่มีแหล่งอ้างอิง กองบรรณาธิการก็ต้องลบทิ้ง ซึ่งบางคนอาจเรียกว่านั่นคือการเซ็นเซอร์ แต่ผมเรียกว่าเป็นการประเมินของกองบรรณาธิการ

ที่ผ่านมาเราพยายามให้มีบทความดีๆ อย่างที่บอก แต่แน่นอนว่าก็ยังทำไม่ได้ทั้งหมด บ่อยครั้งจึงมีคนพูดว่า เรื่องนี้จริงหรือเปล่า น่าเชื่อถือหรือเปล่า ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นกระบวนการเรียนรู้ของคนที่ใช้วิกิพีเดียเองมากกว่า คือจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าเรื่องไหนน่าเชื่อถือและเรื่องไหนควรได้รับการแก้ไขหรือปรับปรุง

ส่วนการแก้บทความกันไปมาระหว่างผู้เขียน 2 คน ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่เราก็มีกฎเกณฑ์ที่ไม่อนุญาตให้ใครก็ตามแก้บทความกลับไปเป็นเหมือนเดิมถึง 3 ครั้ง ภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าคุณละเมิดกฎนี้ก็จะถูกแบนจากวิกิพีเดียเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

แม้จิมมีจะยืนยันว่าไม่มีการเซ็นเซอร์ในวิกิพีเดียอย่างแน่นอน แต่บนโลกออนไลน์ก็ยังมีเว็บไซต์ที่ออกมาโจมตีวิกิพีเดียว่า ข้อมูลต่างๆ และบทความในวิกิพีเดียไม่มีความน่าเชื่อถือ ลำเอียง หรือแม้กระทั่งไม่เป็นความจริงด้วยซ้ำ

เวลาเว็บไซต์ไหนดัง ก็มักจะมีเรื่อง (การโจมตี) ทำนองนี้อยู่เสมอ แต่ก็อย่างที่บอกครับ ถ้าบทความใดมีคุณภาพ ก็จะมีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ใครจะโจมตีหรือวิจารณ์อะไรก็ไม่ว่ากัน เพราะผมก็บอกได้ว่า นี่ไงล่ะ…ข้อมูลอ้างอิง ซึ่งผู้อ่านก็แค่เลื่อนหน้าเว็บลงไปด้านล่าง แล้วคลิกที่ข้อมูลอ้างอิงเพื่อเช็คกลับไปที่ต้นตอว่าข้อมูลความรู้เหล่านั้นมาจากที่ไหน อาจจะมาจากในอินเทอร์เน็ตหรือในหนังสือก็ได้ แต่คุณก็สามารถเช็คได้ด้วยตัวคุณเอง

และนี่เป็นเหตุผลที่ว่าใครก็ตามสามารถเขียนบทความในวิกิพีเดียได้ ไม่ว่าจะจบ ป.4 หรือปริญญาเอก เพียงแต่ผู้เขียนต้องอ้างอิงถึงแหล่งที่มาของข้อมูล ไม่ใช่เขียนขึ้นมาลอยๆ แต่ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ทำให้บางคนวิพากษ์วิจารณ์จิมมีว่าเขาเป็นพวกต่อต้านหัวกะทิ หรือ Anti-Elitist

บางคนเรียกผมหรือวิกิพีเดียว่าอย่างนั้น แต่เราไม่ใช่พวกต่อต้านหัวกะทิหรอกครับ เพราะเราถือว่าเราเป็นพวกหัวกะทิเองนั่นแหละ แต่เป็นหัวกะทิในแบบของเราเอง ถ้าจะเป็นพวกต่อต้านอะไรบางอย่าง ผมก็อาจจะเป็นพวกต่อต้านคนจบปริญญามากกว่า อย่างเช่นถ้าคุณจะมาเอาชนะการถกเถียงหรือข้อโต้แย้งใดๆ ด้วยการบอกว่าคุณจบปริญญาเอกนะ ผมว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ ถูกต้อง คุณอาจจะรู้ในบางเรื่อง แต่ยังไงช่วยอ้างอิงที่มาของสิ่งที่คุณรู้ด้วยนะ (หัวเราะ)

วิกิพีเดียเป็นสังคมเปิดครับ ทุกคนสามารถแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน แม้จะมาจากต่างสัญชาติ ต่างวัฒนธรรมกันก็ตาม คนส่วนใหญ่ในนั้นก็มักจะชื่นชมและนับถือคนที่รู้จริงในสิ่งที่เขียน แต่ถ้าใครไม่รู้จริง ผมกล้าพูดได้เลยว่า เขาคนนั้นก็ไม่ควรที่จะมาเขียนสารานุกรม

การเป็นคนตรงไปตรงมาของจิมมี อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บางคนรู้สึกไม่พอใจหรือหมั่นไส้ในตัวเขา แม้กระทั่งการสร้างวิกิพีเดียภายใต้การดำเนินงานแบบมูลนิธิ ก็สร้างความประหลาดใจให้แก่ใครหลายคนพอสมควร เพราะจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกขณะนี้ที่มีอยู่ประมาณพันล้านคน สามารถสร้างรายได้ให้วิกิพีเดียได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

ในช่วงที่ผมเริ่มก่อตั้งเว็บไซต์นี้ เป็นช่วงที่เกิดวิกฤตของธุรกิจดอทคอม เวลานั้นตลาดหุ้น NASDAQ ร่วงลงอย่างมาก ไม่มีใครอยากลงทุนในธุรกิจประเภทนี้อีก แต่ผมก็ลงทุนด้วยเงินตัวเองทั้งหมด โดยคิดแต่เพียงว่าจะทำเป็นงานอดิเรกเท่านั้น ไม่ได้คิดที่จะทำเป็นธุรกิจเลย

ใครจะรู้ว่าความคิดแรกของการสร้างสารานุกรมเสรีที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ จะเริ่มจากสิ่งที่เป็น hobby ของจิมมีเท่านั้น เพราะถ้าว่ากันตามจริงแล้ว จิมมีก็ไม่ได้อยู่ในแวดวงไซเบอร์มาก่อนด้วยซ้ำ เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการเงิน และวนเวียนอยู่ในแวดวงการเงินและตลาดหุ้นเป็นหลัก โดยในระหว่างที่ทำงานอยู่นั้นก็เรียนต่อปริญญาโทและเอกด้านการเงินไปด้วย

ในช่วงที่ผมเรียนปริญญาเอกอยู่นั้น เป็นจังหวะที่ Netscape เพิ่งเข้าตลาดหุ้น และไม่นานมันก็มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้ผมแทบช็อคเลยทีเดียว มันบ้าเอามากๆ เหลือเชื่อจริงๆ และนั่นก็จุดประกายให้ผมเริ่มหันมาสนใจโลกแห่งอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

ความสนใจด้านอินเทอร์เน็ตของจิมมีนั้น มีมากกว่าที่หลายคนคาดคิด เขาถึงกับเปลี่ยนใจไม่ส่งวิทยานิพนธ์เอาดื้อๆ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่จบดอกเตอร์ในที่สุด แต่จิมมีบอกว่าเหตุผลที่เขาไม่ส่งวิทยานิพนธ์ก็เพราะเขาแค่เบื่อกับการเรียนปริญญาเอกเท่านั้นเอง

ผมเบื่อมากๆ เลย แล้วที่จริงผมก็ยังสนุกกับงานที่ทำอยู่ในขณะนั้นด้วย ประกอบกับสนใจทำโครงการเว็บไซต์เล็กๆ ที่เกี่ยวกับความรู้เสรีเท่านั้นเอง

จิมมีพูดถึงเว็บไซต์ที่ชื่อนูพีเดีย (Nupedia) ซึ่งเป็นสารานุกรมเสรีที่ให้ผู้ใช้เข้าไปเขียน ปรับปรุง และแก้ไขบทความกันเอง โดยมีวิกิพีเดียเป็นเว็บไซต์รองรับบทความเบื้องต้น จากนั้นจึงค่อยส่งเรื่องที่สมบูรณ์แล้วไปเผยแพร่ในนูพีเดีย แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน วิกิพีเดียกลับโตเร็วแซงหน้านูพีเดียเสียอีก จิมมีจึงหันมาพัฒนาวิกิพีเดียแทน

ผมพบว่าคนสนใจเข้ามาเขียนบทความกันมากขึ้น โดยไม่แบ่งแยกสัญชาติและวัฒนธรรม ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก และมันจะไม่มีทางเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ถ้าผมทำเป็นธุรกิจ เพราะที่ผ่านมาเราสามารถตัดสินใจทำโครงการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกำไรสุทธิ แต่ถึงยังไง ผมก็ยอมรับว่าการที่วิกิพีเดียดำเนินงานภายใต้มูลนิธิก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เนื่องจากเรามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ และค่าเซิร์ฟเวอร์ที่เรามีอยู่ถึง 4 แห่ง ซึ่งถ้าเรามีเงินมากกว่านี้ หรือมีรายได้ดีอย่างกูเกิล เราสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้อีกเยอะเลย แต่ถามว่าถึงขึ้นขัดสนหรือไม่ ไม่เลยครับ เราใช้วิธีการรับบริจาค ซึ่งทำบ้างเป็นบางครั้ง และก็มีคนบริจาคให้เราเสมอ

ความโด่งดังของวิกิพีเดีย ข้อมูลความรู้อันมากมาย และการดำเนินงานภายใต้องค์กรการกุศลเช่นนี้ บางคนก็อดคิดดีใจไม่ได้ว่า ถ้าอย่างนั้นในอนาคตเราคงหาความรู้ได้ฟรีๆ ในวิกิพีเดีย โดยไม่ต้องไปหาซื้อหนังสือมาอ่านเลยละสิ หรือว่า amazon.com คงจะต้องเจ๊งแน่ๆ ใช่ไหม

ไม่หรอกครับ ผมไม่คิดว่าในอนาคตความรู้ทุกอย่างจะเป็นของฟรี สำหรับความรู้ทั่วไปอาจจะฟรี หรือมีราคาถูกมากๆ แต่ถ้าเป็นความรู้เฉพาะทางก็คงไม่ฟรี เทคโนโลยีจะเป็นตัวทำให้ความรู้มีราคาถูกลงหรือกลายเป็นของฟรีเลย อย่างในวิกิพีเดียเป็นต้น แต่ถ้าคุณอยากจะอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็คงหาไม่ได้ในวิกิพีเดีย ผมคิดว่ายังไงคนก็คงซื้อหนังสืออ่าน แต่หนังสือก็มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้ามันมีราคาแพงเกินไป คนก็จะก๊อปปี้ไปแจกจ่ายกันในอินเทอร์เน็ตแทน ถึงแม้การอ่านบนหนังสือจริงๆ จะรู้สึกดีกว่าการอ่านบนจอคอมพิวเตอร์หลายเท่าก็ตาม

วิกิพีเดียทำให้อินเทอร์เน็ตในวันนี้กลายเป็นโลกเสรีมากยิ่งขึ้น ความรู้ทุกอย่างถูกเผยแพร่ถึงกันอย่างไร้พรมแดนและไร้ราคา แม้จิมมีจะบอกว่าในอนาคตเรายังต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อแลกความรู้บางอย่างมา แต่เขาอาจลืมนึกถึงพฤติกรรมศาสตร์ของคนใช้อินเทอร์เน็ตไปอย่างหนึ่ง

นั่นก็คือคนส่วนใหญ่ยังคิดเสมอว่าทุกอย่างบนโลกไซเบอร์นั้น…เป็นของฟรี

 (ติดตามคลิปสัมภาษณ์ Jimmy Wales ได้ที่ SukiFlix)

ป้ายกำกับ: ,

John F. Kennedy

“Ask not what your country can do for you, ask you can do for your country.”

     ประโยคอันโด่งดังข้างบนนี้ เป็นของ John F. Kennedy ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา เขาพูดประโยคนี้เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว และยังคงเป็นประโยคอมตะที่ผู้นำหลายประเทศอยากจะพูดบ้าง

     เมื่อคืนผมดูรายการ “THE ICON ปรากฏการณ์คน” ซึ่งแขกที่มาร่วมรายการ เป็นบุคคลที่ผมอยากรู้จักมาตั้งนานแล้วว่า เขาเป็นคนอย่างไร มีแนวคิดและวิถีชีวิตอย่างไร

     “ไชย ไชยวรรณ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด

     หากใครเคยดูโฆษณาของไทยประกันชีวิต ย่อมรู้ดีว่าบริษัทนี้มีหนังโฆษณาที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือตัวหนังไม่พูดถึงสินค้าและบริการของตัวเอง แต่จะพูดถึงจิตสำนึกของการเป็นมนุษย์ และสะท้อนถึงปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างพ่อกับลูกชาย หรือลูกสาวท้องก่อนแต่ง

     ที่เด่นชัดก็คือ หนังโฆษณาของไทยประกันชีวิต มักจะเรียกน้ำตาคนดูเสมอ

     ไชย บอกว่า เขาไม่ได้มีจุดประสงค์จะทำหนังโฆษณาเศร้าๆ หรือให้ดูเหมือนละครน้ำเน่า แต่ต้องการให้คนดูตระหนักถึงความเป็นจริงในสังคม ที่ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอาจพบเจอเข้าก็ได้ในชีวิตจริง และต้องการสื่อว่าการตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ควรจะเป็นไปในแนวทางไหน

     จะเรียกว่าชี้นำก็ได้ครับ แต่ถือว่าเป็นการชี้นำในทางที่ถูกที่ควร

     “มนุษย์นิยม” คำนี้เป็นสิ่งที่ ไชย บอกว่าเขายึดมั่นมาตลอด เพราะเขาเคารพในความเป็นมนุษย์ของทุกคน และเชื่อว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีตำแหน่งสูงส่งหรือต่ำต้อย เขาก็ให้ความเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

     และนี่คือเหตุผลหลักของการทำหนังโฆษณา ที่ไม่ต้องการ “ขายประกัน” แต่ต้องการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่สังคมไทย เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อสังคมโดยรวมดีขึ้น แรงสะท้อนนั้นก็จะส่งผลดีต่อบริษัทต่างๆ องค์กรทุกภาคส่วน ไปจนถึงประเทศในท้ายที่สุดนั่นเอง

     ไชย บอกครับว่า นี่แหละคือการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

     ยังไม่หมดครับ ไชย บอกว่า ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตเพียงแห่งเดียว ที่รับทำประกันให้ “ทหาร” เพราะไม่มีบริษัทประกันที่ไหนคิดอยากทำประกันให้กับอาชีพที่เสี่ยงภัยเช่นนี้

     แต่ไทยประกันชีวิตทำไชย ไชยวรรณ

     นั่นก็เพราะเขาเทิดทูนในความเสียสละของทหาร ที่ยอมเสี่ยงอันตรายในการปฏิบัติหน้าที่ แม้จะเป็นการรับประกันที่ไม่คุ้มทุนเลยก็ตาม และไทยประกันชีวิตก็รับทำประกันประเภทนี้มานานถึง 20 ปีแล้ว

     ไชย พูดถึงแนวคิดการทำธุรกิจของเขามาข้อหนึ่งครับ ซึ่งฟังแล้วผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ยังมีนักธุรกิจที่คิดแบบนี้เหลืออยู่อีกสักกี่คน 

     เขาบอกว่า เขาทำธุรกิจโดยไม่ได้หวังกำไรสูงสุด เพราะการหวังกำไรสูงสุดนั้น บางครั้งจะทำให้เราลืมนึกถึงสังคมไป ที่สำคัญอาจเป็นบ่อเกิดของการไม่มีธรรมาภิบาลได้ เขาอยากทำกำไรแบบพอเหมาะพอเพียง

     คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในใจผมก็คือ “เขาสร้างภาพหรือเปล่า?”

     ที่คิดอย่างนี้ก็เพราะ ไชย เป็นนักธุรกิจที่ “ดีเกินไป” ในสังคมปัจจุบัน และผมไม่นึกว่าจะมีอยู่อีกแล้วในยุคนี้

     คำถามหนึ่งที่ สัญญา คุณากร หยิบยื่นกลับไปคือ “ไม่คิดบ้างหรือว่า หน้าที่ในการสร้างจิตสำนึกของสังคม หรือหน้าที่ในการทำประกันให้กับทหาร เป็นหน้าที่ของรัฐบาล?”

     ไชย ตอบอย่างนี้ครับ

     “เราคงไปพึ่งรัฐบาลทุกอย่างไม่ได้ และจริงๆ แล้ว หน้าที่ในการสร้างจิตสำนึกควรเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน”

     ผมประทับใจในคำตอบของเขาครับ แม้จะยืนยันไม่ได้ว่าสิ่งที่พูดนั้นเป็นการสร้างภาพหรือไม่ แต่การกระทำที่ปรากฎออกมานั้น ก็พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่งว่า ผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตสัญชาติไทยแท้ผู้นี้ มีแนวคิดและปรัชญาชีวิตที่น่ายกย่องทีเดียว

     ที่เล่ามานี้ ไม่ได้ต้องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทแห่งนี้ แต่ผมกลับเห็นความเชื่อมโยงถึงประโยคที่กล่าวข้างต้นของ John F. Kennedy

     “อย่าถามว่าประเทศชาติให้อะไรแก่คุณ แต่จงถามว่าคุณได้ให้อะไรแก่ประเทศชาติบ้าง”

     ทุกวันนี้เราก็มักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเรียกร้องของประชาชน ให้รัฐดำเนินการช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องปากท้อง ความยากจน ความปลอดภัย ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการศึกษา ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ

     ไม่ว่าจะเป็นดินถล่ม ฝนแล้ง เงินบาทแข็ง แรงงานประท้วง ม็อบป่วนกรุง หุ้นตก บริษัทถูกโกง โรงเรียนรับแป๊ะเจี๊ยะ เสียพนัน คอร์รัปชั่นพุ่ง ยุงลายระบาด ขาดธรรมาภิบาล บ้านรั่ว กลัวจอมืด เศรษฐกิจฝืดเคือง การเมืองน้ำเน่า เข้าเว็บไม่ได้ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายร้อยแปดพันเก้า เราก็ขอให้รัฐช่วย

     ถูกครับ ที่รัฐมีหน้าที่บริหารจัดการปัญหาต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย แต่ไม่มีรัฐใดในโลกนี้หรอกครับ ที่จะช่วยเหลือเราได้ทุกอย่าง เพราะรัฐบาลไม่ใช่เทวดา ขอสิ่งใด ได้สิ่งนั้น

     ประชาชนต่างหากที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง และหันมามองตัวเองด้วยเช่นกันว่า นอกจากการเรียกร้องอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว เราได้ให้อะไรกลับคืนประเทศชาติบ้างหรือไม่

     การรณรงค์ให้ประชาชนออกไปเลือกตั้ง การหาเสียงของ ส.ส. หรือการเบี่ยงเบนประเด็นของบรรดานักการเมือง ทำให้ประชาชนหลงผิด เป็นการตามใจ หรือ spoil ประชาชนเกินไปหรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่ประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อให้ถูกเลือกเข้ามาในสภา พวกท่านพูดอย่างไร จำได้ไหม

     “โปรดเลือกเรา แล้วเราจะรับใช้ประชาชน”

     “ประชาชนเป็นนายของเรา”

     “เราจะทำทุกอย่างเพื่อประชาชน”

     “ประชาชนคือผู้มีอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง”

     ไม่บอกไปเลยล่ะครับว่า “ประชาชนคือพระเจ้า”

     ขอเรียนตรงนี้นะครับว่า ประชาชนไม่ใช่เจ้าขุนมูลนาย ไม่ใช่เทวดา และไม่ใช่ผู้มีอำนาจล้นฟ้า นึกอยากได้อะไรก็ต้องได้ นักการเมืองเองก็ไม่ต้องมากราบไหว้ แล้วเบี่ยงเบนประเด็นว่าถ้าประชาชนอยากได้ เราจะทำให้ แค่กาหมายเลขนี้เท่านั้น

     ไม่ต้องครับ เพราะถึงเวลาที่คุณเป็น ส.ส. แล้ว คุณทำให้เราไม่ได้ทุกอย่างอยู่แล้ว และนั่นทำให้ประชาชนผิดหวัง และสำคัญผิดไปว่าพวกคุณโกหก และออกมาเรียกร้องกดดันให้คุณลาออก ซึ่งปัญหานี้มันวนเวียนซ้ำซากไม่รู้จักจบจักสิ้น และมันน่าเบื่อมากกับความน้ำเน่า ฟอนเฟะเช่นนี้

     หากผมจะเรียกร้องนักการเมืองให้มีจิตสำนึก เลิกโกหกและเบี่ยงเบนประเด็นเสียที ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกอะไร เพราะหลายต่อหลายคน หรือสื่อต่างๆ ก็เรียกร้องกันมาตลอดอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ประชาธิปไตยเกิดขึ้นมาในสังคมไทย

     แต่ผมอยากเรียกร้องประชาชนบ้างครับว่า เลิกคิดได้แล้วว่านักการเมือง หรือรัฐบาล หรือแม้กระทั่งประเทศชาติ ทำให้คุณได้ทุกอย่าง

     ถามตัวเราเองเสียก่อนครับว่า เราได้ช่วยตัวเราเองแล้วหรือยัง และเมื่อช่วยตัวเองเต็มที่แล้ว ช่วยเหลือผู้อื่นบ้างตามกำลัง และถ้าเป็นไปได้…ก็ช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติกลับคืนไปบ้าง

     แล้วคุณจะได้รับการยกย่องจากจิตสำนึกของคุณเองครับว่า…

     “คุณคือประชาชนคนไทยเต็มขั้นอย่างแท้จริง”

     วัยรุ่นยุคนี้และอีกหลายคนอาจไม่ค่อยได้ยินชื่อของ “บุญชู โรจนเสถียร” เท่าไรนัก ทั้งที่เขาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อภาคธุรกิจและการเมืองไทยยิ่งนัก ในช่วง 20-30 ปีก่อน แม้วันนี้เขาจะจากโลกนี้ไปแล้วในวัย 86 ปี ด้วยโรคมะเร็งในเส้นเลือด แต่ผลงานที่เขาฝากเอาไว้ให้แก่ประเทศไทยนั้น ไม่น้อยทีเดียวครับ

     บุญชู จบการศึกษาด้านบัญชี ได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงทางการบัญชี ซึ่งเทียบเท่าปริญญาโท จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ เขายังได้รับปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร รามคำแหง และฮานยาง เกาหลีใต้อีกด้วย

     ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ส่งผลให้บุญชูเป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจคือ การเป็นกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ ในยุคที่มีการปรับเปลี่ยนการบริหารงานครั้งใหญ่ โดย “ชิน โสภณพนิช” ดึงเข้ามาบริหารงานเพื่อให้ธนาคารกรุงเทพมีมาตรฐานเท่าเทียมธนาคารในต่างประเทศ เรียกง่ายๆ ด้วยคำสมัยนี้ก็คือ โกอินเตอร์นั่นเอง รวมทั้งยังพัฒนางานด้านทรัพยากรบุคคลจนโดดเด่นอีกด้วย

     ด้วยฝีมืออันเอกอุนี้เอง ทำให้ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” ดึงบุญชูเข้าสู่วงการการเมือง ด้วยการลงสมัคร ส.ส. ภายใต้พรรคกิจสังคม และได้รับเลือกให้เข้าไปนั่งในสภา ที่สำคัญคือ บุญชูยังรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแรกที่มาจาก ส.ส.อีกด้วย

     ผลงานด้านเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นที่สนใจของสังคมในยุคนั้นทีเดียวครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเงินผัน ที่ผันเงินจากงบประมาณรายจ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และสร้างงานในชนบท ซึ่งเป็นการยกระดับทางเศรษฐกิจของชาวบ้านให้ดีขึ้น รวมทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาสภาตำบลอย่างจริงจัง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ท้องถิ่นมีโอกาสได้บริหารงบประมาณด้วยตัวเอง หรือจะเรียกว่าเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเต็มที่ก็ไม่ผิดครับ

     อย่างไรก็ตาม บางคนก็บอกว่า แนวคิดเรื่องนโยบายเงินผันนี้ บุญชูได้รับมาจาก “พร สิทธิอำนวย” ลูกน้องเก่า ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ PSA ในยุคนั้น และพร สิทธิอำนวย คนนี้ยังเป็นนายเก่าของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการอีกด้วย

     แต่ถึงยังไงผลงานอันโดดเด่นในตำแหน่งขุนคลัง ก็ทำให้บุญชูได้รับฉายาว่า “ซาร์เศรษฐกิจ” รวมทั้งยังเป็นยุคที่เปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวในกระทรวงการคลังทำงานกันอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมาเสียเวลาเลียแข้งเลียขาเจ้านายเหมือนข้าราชการกระทรวงการคลังในยุคอื่นๆ

     ซึ่งพอหมดยุคขุนคลังอย่างบุญชู ข้าราชการกระทรวงการคลังก็กลับไปสู่วังวนเดิมๆ คือ ทำงานภายใต้คำสั่งของนายกรัฐมนตรีเช่นเคย แต่ก็สามารถพลิกฟื้นความตื่นตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง หลังจากที่บุญชูกลับมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูแลด้านเศรษฐกิจ โดยมี “อำนวย วีรวรรณ” เป็นลูกมือในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

     ในช่วงที่บุญชูลงจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ในยุครัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขาถูกรัฐบาล “ธานินทร์ กรัยวิเชียร” เพ่งเล็งหาว่าเป็นหอกข้างแคร่ และคิดจะล้มรัฐบาล บุญชูจึงกลับไปทำงานที่ธนาคารกรุงเทพอีกครั้งตามคำขอของชิน โสภณพนิช เพราะช่วงนั้น “ชาตรี โสภณพนิช” จะต้องก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ ชินจึงต้องการคนมาฝึกปรือชาตรีและวางระบบงานให้พร้อมมากที่สุด

     และในที่สุดธนาคารกรุงเทพในยุคของชาตรี โสภณพนิช ก็เรียกว่าเป็นยุคทอง ผลประกอบการในช่วงปี พ.ศ. 2523-2535 ธนาคารกรุงเทพมีกำไรเพิ่มสูงขึ้นถึง 12 เท่า และเป็นครั้งแรกที่ธนาคารพาณิชย์ไทยทำกำไรสุทธิได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท รวมทั้งธนาคารกรุงเทพยังติดอันดับ 1 ใน 200 ธนาคารชั้นนำของโลกในยุคนั้นอีกด้วย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าบุญชูได้ปูพื้นฐานให้กับชาตรีไว้เป็นอย่างดีทีเดียว

     นี่เป็นประวัติส่วนหนึ่งของชายที่ชื่อ “บุญชู โรจนเสถียร” บุคคลซึ่งฝากผลงานไว้ในวงการการเงินและเศรษฐกิจของไทยอย่างมหาศาล และวันนี้สังคมไทยได้สูญเสียคนมีฝีมือไปแล้วอีกหนึ่งคน

     ขอไว้อาลัยและแสดงความเสียใจต่อครอบครัวโรจนเสถียรครับ


Blog Visits

  • 152,468 hits