Suki Media

Archive for the ‘การเมืองเรื่องสนุก’ Category

     “ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไร จะไม่มีการออกมาประท้วงคำตัดสินและแสดงพลังอะไรทั้งสิ้น เพื่อให้ทุกคนเห็นจุดยืนของพรรคว่าได้มีการต่อสู้อย่างสันติ แม้ในกรณีที่ผลการตัดสินจะยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดก็ตาม เราก็ยังคงยืนยันว่าพรรคมีทางออกแน่นอน”

www.manager.co.th    นี่คือคำพูดของ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ให้สัมภาษณ์ก่อนตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี

     คนที่ไม่มีอคติจนเกินไป อ่านแล้วก็คงบอกได้นะครับว่า พฤติกรรมของนักการเมืองรายนี้ “ปลิ้นปล้อน” ขนาดไหน หัวหน้ากลุ่มยังขนาดนี้ ลูกน้องจะขนาดไหน อย่าหาว่าผมมองโลกในแง่ร้ายเลยครับ เพราะที่ผ่านมาถือว่าผมโง่ที่มองโลกในแง่ดีจนเกินไป

     สาบานต่อหน้าแป้นคอมพิวเตอร์ว่าจะไม่โง่อีกแล้ว แต่ประเด็นที่ต้องถกเถียงกันต่อ มันอยู่ที่ตรงนี้ครับ

     “การถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี”

     อ่านซ้ำอีกกี่ทีก็รู้สึกเหมือนเดิมทุกครั้งไปว่า การถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี มันหนักหนาสาหัสนักหรืออย่างไร มันจะตายหรืออย่างไรถ้าไม่ได้เล่นการเมืองเสีย 5 ปี

     ไม่ถูกตัดสิทธิตลอดชีวิตก็บุญแค่ไหนแล้วกับโทษที่สาหัสสากรรจ์ขนาดนั้น ทั้งการจ้างวานพรรคเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และการแก้ไขฐานข้อมูลคุณสมบัติผู้ที่ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

     หากเป็นพระถูกจับสึก ก็บวชไม่ได้อีกแล้วตลอดชีวิต นี่แค่ 5 ปี พวกเขาเหล่านี้ก็สามารถกลับมาเข้าสู่วงจรอุบาทว์ได้ใหม่ มันจะโอดครวญไปหาพระแสงของ้าวอะไรกัน

     ปากก็พล่ามบอกประชาชนว่าเป็นประชาธิปไตย และได้เสียงประชาชนมาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วนี่คือคำตอบสำหรับประชาชนที่ไปลงคะแนนให้คนเหล่านี้ใช่หรือไม่ ยังไม่นับรวมถึงสิ่งที่อดีตหัวหน้าพรรค ทักษิณ ชินวัตร พร้อมพรรคพวกได้ก่อการทุจริตเอาไว้อีกหลายต่อหลายเรื่องนะครับ

     ขนาดนี้แล้ว ยังมีเหตุมีผลไม่เพียงพอที่จะยุบไปทั้งพรรคและตัดสิทธิเสีย 5 ปีอีกหรือ

     ขณะที่การตัดสิทธิทั้ง 111 คน ก็ไม่ใช่ประเด็น ไม่ใช่เรื่องของจำนวน เพราะจะถูกตัดสิทธิพันคน หมื่นคน ก็ไม่ใช่ประเด็นหากคนเหล่านั้นผิดจริง แต่ประเด็นคือเวลา 5 ปีต่างหาก ถ้าถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต ค่อยมาตีโพยตีพายก็คงจะมีคนสงสารอยู่บ้าง

     แต่นี่แค่ 5 ปีเท่านั้น หายใจทิ้งไปวันๆ แป๊บเดียวก็หมดแล้ว เพราะบางคนอยู่ในสภาก็ทำหน้าที่ไม่แตกต่างจากที่ว่าสักเท่าไหร่

     คนที่อยู่ร่วมพรรคเดียวกัน ตอนก่อตั้งพรรคก็มีอุดมการณ์ มีเจตนารมณ์ เฉกเช่นเดียวกันอยู่แล้ว ถ้าใครเถียงว่าเพิ่งเข้ามาหลังจากก่อตั้งพรรค ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องทำตามแนวทางของพรรคอยู่ดี จะบอกว่าไม่รู้ว่าพรรคนี้มีแนวทางอย่างไรไม่ได้ เป็นถึงกรรมการบริหารพรรค คุณจะปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น ถามหน่อยครับว่า คุณเป็นหมาหัวเน่าหรืออย่างไร ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลยหรือไง เพื่อนๆ กรรมการคนอื่นคงจะเฉดหัวส่งไปนานแล้ว

     จะบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่รู้ไม่เห็น ทำไมต้องโดนด้วย ทำไมน่ะหรือ…ก็เพราะเป็นกรรมการบริหารพรรค พวกคุณไม่ต้องมีการประชุม มีการพูดคุยกัน มีการเสวนากัน มีกิจกรรมร่วมกัน ไม่มีเรื่องเหล่านี้เลยหรืออย่างไร หากเป็นเพียงสมาชิกพรรค แล้วบอกว่าไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ไม่เห็น ก็ยังพอฟังขึ้น แล้วในเมื่อพวกคุณลงเรือลำเดียวกันแล้ว ไม่แสดงสปิริตรับผิดชอบร่วมกันเลยหรือ

     น่าสมเพชเหลือเกินครับwww.thaimisc.com

     คงโทษใครไม่ได้ครับ ต้องโทษที่ตัวเราเองที่ดันหลงเชื่อคนประเภทนี้ให้กลับเข้ามาทำหน้าที่ในสภาได้ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่เรื่องมันผ่านไปแล้ว หากประชาชนคนใดยังหลงเชื่ออีก ขอให้กลับไปอ่านย่อหน้าแรก…คำพูดของ จาตุรนต์ ฉายแสง

     ถ้าคุณอ่านแล้ว ยังคิดว่าเขาเป็นคนดี มีสำนึก ผมก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เวลาใครถามว่าคนไทยเป็นเช่นนี้หรือ ผมคงรีบแทรกแผ่นดินหนีแทบไม่ทัน

     นอกจากนี้ การออกมาประท้วงด่าทอตุลาการรัฐธรรมนูญว่าเป็น 9 ตุลาการเถื่อน ก็ได้ประจักษ์ชัดว่าคนเหล่านี้สันดานคด ดีแต่ประชดประชัน จำชื่อไว้ให้แม่น…“สมยศ พฤกษาเกษม” พร้อมกับกลุ่มแนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร (นปตร.)

     แล้วยังมีกลุ่มพีทีวี กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่ม…อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ ที่สรรหาชื่อมาตั้งกัน แต่สุดท้ายมันก็มีจุดหมายเดียวกัน ในที่สุดก็เลิกเป็นอีแอบ เปิดเผยตัวเสียทีว่ามันคือพวกเลียแข้งอำนาจเก่านั่นเอง

     ทีแรกทำเป็นเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องเสรีภาพสื่อ เรียกร้องมันทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องดีๆ

     ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง จึงอยากถามว่า…

     ถ้าพวกคุณไม่ “เลว” แล้วมันจะมีวันนี้ไหม

     แล้วเมื่อไหร่…พวกคุณจะเลิก “ระยำ” กันเสียที?

    ในที่สุด…พรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบพรรคแล้วครับ!!!

     และกรรมการบริหารพรรค “ทุกคน”

     ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี !!!

     ที่ต้องติดตามกันต่อไปหลังจากนี้ คือ บรรดากรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคทั้ง 14 ล้านเสียงนั้น จะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะนับตั้งแต่วันนี้ไป การเมืองไทยได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ อย่างน้อยก็เป็นเวลา 5 ปี

     คำถามคือ พรรคการเมืองใดจะมาเป็นผู้กุมอำนาจทางการเมืองของไทยในวาระต่อไป ที่เห็นอยู่ขณะนี้ก็คงหนีไม่พ้น…พรรคประชาธิปัตย์เป็นแน่แท้

     และที่แน่ๆ นี่เป็นเวลาของรัฐบาลผสม ซึ่งพรรคชาติไทย พรรคมหาชน พรรคประชาราช ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย

     ส่วนกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ และเตรียมจะตั้งพรรคใหม่ พร้อมทั้งถูกวางตัวให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่าง ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ถูกดับฝันไปแล้วเช่นเดียวกัน

     อย่างไรก็ตาม เสียงที่เคยสนับสนุนพรรคไทยรักไทย จะย้ายไปสนับสนุนพรรคการเมืองอื่นๆ หรือไม่ เป็นเรื่องน่าคิด เพราะคะแนนเสียงมหาศาลถึง 14 ล้านเสียง ย่อมมีค่าสำหรับการชิงตำแหน่งทางการเมืองได้อย่างง่ายดาย

     หากเสียงเหล่านี้เป็นเสียงบริสุทธิ์ของพรรคไทยรักไทย โดยไม่คิดปันใจไปให้พรรคอื่น แล้วระหว่างนี้พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไป

     จะอยู่อย่างไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองหรือ…

     จะอยู่อย่างผู้แพ้อย่างนั้นหรือ…

     น่าคิดนะครับ

     หรือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน พรรคประชาราช หรือพรรคอื่นๆ ที่เตรียมจะเกิดใหม่ คิดจะดึงพลังมวลชนเหล่านี้ของพรรคไทยรักไทยมาอยู่กับตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ต้องหาเหตุผลมาล่อให้พวกเขาเปลี่ยนใจ ซึ่งก็ไม่น่ายากเกินความสามารถ

     เพราะ 5 ปี ไม่ช้า แต่ก็ไม่เร็ว

     คนเหล่านี้จะอยู่ทนรอให้กลุ่มการเมืองที่พวกเขาชื่นชอบกลับมาสู่อำนาจได้อย่างนั้นหรือ ไม่แน่นะครับ เพราะบางครั้ง…ความรักก็จืดจางลง

     เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ผมเชื่ออย่างนั้น

     แต่เรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่า กลับเป็นผู้เล่นที่ถูกปรับแพ้ แต่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้นี่สิ

     บอลแพ้ คนไม่แพ้

     หรือ…ขี้แพ้ชวนตี

     จะมีคนเหล่านี้แฝงอยู่หรือไม่

     ต้องคอยจับตาดูครับ

     วันนี้ไปงานแถลงข่าวของผู้ผลิตรายการให้แก่สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี มีคุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ เป็นแกนนำ พร้อมด้วยผู้ผลิตรายการอื่นๆ ดารา พิธีกร ไฮโซ และผู้บริหารของทีไอทีวีบางท่าน ไปร่วมงานด้วย

     ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่อยากไปทำข่าวนี้เลยแม้แต่นิดเดียว จะหาว่าผมไม่มีจิตวิญญาณของคนข่าว จะหาว่าผมมีอคติ หรือเลือกปฏิบัติก็ได้ทั้งนั้นครับ

     เพราะถ้าจะให้ผมไปฟังเรื่องของ “คนไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง” แบบนี้ ก็ต้องพูดแบบไม่เกรงใจครับว่า มันเสียเวลาผมจริงๆ

     มีหลายประเด็นทีเดียว ที่บรรดาผู้ไปร่วมแถลงข่าวได้บอกถึงเหตุผลการคัดค้านมติคณะรัฐมนตรี ที่ต้องการแปลงสภาพของทีไอทีวีไปเป็นทีวีสาธารณะ ซึ่งตลอดเกือบ 2 ชั่วโมงที่ผมฟังมานั้น มีเรื่องที่เห็นด้วยเพียง 2 ประเด็นท่านั้น

     ประเด็นแรกคือการที่รัฐบาลน่าจะทำทีวีเสรีและทีวีสาธารณะให้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันไปเลยทีเดียว เพราะไหนๆ จะปฏิรูปแล้วก็ยกเครื่องกันใหม่ให้หมดดีกว่า ซึ่งช่อง 11 ก็ติดร่างแหไปด้วยว่าควรถูกปฏิรูปเสียที

     ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย แต่ถ้ามองในมุมรัฐบาล ก็สามารถมองได้เช่นกันครับว่า ไม่ว่าจะเลือกทำอย่างไหนก็โดนด่าทั้งขึ้นทั้งล่อง

     หมายความว่าหากรัฐบาลเลือกทำทีละอย่าง โดยทำทีวีสาธารณะก่อนและตามด้วยทีวีเสรีในภายหลัง หรือปฏิรูปช่อง 11 ตามมา ก็ย่อมจะถูกเหน็บได้ว่านี่เป็นโอกาสในการทำงานของรัฐบาลแล้ว ไฉนจึงปล่อยโอกาสอันดีให้หลุดลอยไป หากไม่สร้างทีวีสาธารณะและทีวีเสรี หรือปฏิรูปช่อง 11 เสียตอนนี้ หากหมดวาระแล้วของรัฐบาลในอีก 6 เดือนข้างหน้า ก็คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้วเป็นแน่แท้

     แต่ถ้ารัฐบาลเลือกทำทีวีสาธารณะและทีวีเสรีไปพร้อมๆ กัน ก็จะโดนโจมตีอีกว่า เป็นแค่รัฐบาลชั่วคราว ริอ่านทำนู่นทำนี่ที่เป็นผลผูกพันระยะยาว ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ควรรอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำดีกว่า

     ก็น่าเห็นใจรัฐบาลครับ แต่นี่คือสัจธรรม เพราะไม่ว่าทำอะไร ย่อมมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมอยู่ในฝ่ายที่เห็นว่ารัฐบาลควรทำไปพร้อมๆ กันเลย เพราะถึงจะมีม็อบมาต่อต้านเพิ่มอีกสัก 1-2 ม็อบจากการปฏิรูปครั้งนี้ ผมก็คิดว่าคงไม่เป็นการเพิ่มภาระรัฐบาลสักเท่าไหร่ เพราะทุกวันนี้ก็มีม็อบแทบจะนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว

     ต้องยอมรับนะครับว่า การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม มักมีแรงเสียดทานเสมอ

     แต่ที่แน่ๆ ก็คือการทำทีวีสาธารณะให้เป็นทีวีเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการมี BBC เป็นแม่แบบนั้น ยิ่งทำให้คนตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูง

     บางคนถึงกับบอกว่า 6 เดือน ในการแปลงสภาพทีไอทีวีอาจไม่พอด้วยซ้ำ เพราะไหนจะต้องตระเตรียมองค์กรดูแล คณะผู้บริหาร บุคลากรข่าว เนื้อหารายการ ฯลฯ อาจกินเวลามากกว่าที่คิด บางทีอาจต้องใช้เวลา 1 ปี หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

     แต่ผมไม่เห็นเช่นนั้นครับ เพราะถ้าคิดกันอย่างนี้แล้ว ต่อให้มีเวลา 10 ปีก็ไม่พอเช่นกัน เนื่องจากว่าถ้าเราตั้งธงไว้แต่แรกว่า เร็วเกินไป ทำไม่ได้ ทำไม่ทัน มันก็จะไม่มีทางทันแน่นอน

     ประเด็นที่สองที่ผมเห็นด้วยก็คือ หากรัฐบาลให้ทีไอทีวีมีรายได้จากภาษีสรรพสามิต เงินอุดหนุนจากหน่อยงานของรัฐ หรือเงินพิเศษในรูปแบบใดๆ ก็ตาม โดยไม่ให้มีการหารายได้จากค่าโฆษณาเลย จะทำให้คนขาดแรงจูงใจในการทำงาน

     เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

     และพนักงานทีไอทีวี รวมถึงผู้ผลิตรายการจะทำตัวเยี่ยงข้าราชการ เช้าชามเย็นชาม ทำดีก็ได้แค่นี้ ทำแย่ก็ได้แค่นี้ แล้วจะทำให้มันเริ่ดหรูไปหาพระแสงอะไร ทุกวันนี้แม้กระทั่งรัฐมนตรีที่มาจากวงการข้าราชการ ยังถูกเหน็บแนมว่าทำงานเชื่องช้า ไม่มีแรงกระตุ้นก็ไม่เดิน หรือใส่เกียร์ว่างตลอดเวลา

     หรืออย่างดีพนักงานทีไอทีวีก็จะเหมือนพนักงานในบริษัทที่ได้สัมปทานของรัฐ นั่นหมายถึงไม่มีคู่แข่ง ไม่ต้องแข่งขันกับใคร เมื่อได้เงินอุดหนุนจากรัฐแล้วก็ใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อให้เหลือกำไรมากที่สุด แล้วรายการต่างๆ รวมถึงข่าวที่มาจากต้นทุนต่ำๆ บวกกับแรงใจ แรงกายต่ำๆ จะดีได้แค่ไหนกันเชียว

     ทีนี้มาถึงเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยกับผู้ผลิตรายการและผู้บริหารของทีไอทีวี ที่ออกมาคัดค้านมติ ครม. เสียทีครับ เอาแค่ 2-3 ตัวอย่างก็พอ เพราะถ้ามากกว่านั้น ผู้อ่านทั้งหลายอาจเสียเวลากับเรื่องไร้สาระมากเกินไป

     อย่างแรกคือ ผู้ผลิตรายการอย่าง คุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ บอกว่า ถ้าทำทีไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะแล้ว จะทำให้คนจำนวนมากเดือดร้อน หมายถึงแรงงานนับหมื่นชีวิต จากทั้งหมด 120 บริษัทที่ผลิตรายการให้ทีไอทีวีต้องตกงาน

     หากมองในมุมของคุณไตรภพแล้ว ก็อาจเออออห่อหมดไปได้เหมือนกัน แต่ถ้ามองในมุมของประชาชนแล้ว หากทีไอทีวียังคงผลิตรายการต่างๆ รวมถึงรายการข่าวแบบที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะช่วงที่ยังเป็น “ไอทีวี” อยู่ด้วยแล้วละก็ ต้องถามครับว่าประชาชนนับแสนนับล้าน ยิ่งไม่ต้องเสียประโยชน์จากการดูทีวีช่องนี้เข้าไปใหญ่หรือ

     จำความฟูมฟายตลอด 2 วันที่พนักงานไอทีวีต่างลุ้นกันว่าจอจะมืดหรือไม่มืดได้ไหมครับ ช่วงนั้นประชาชนที่เปลี่ยนช่องไปไอทีวี ไม่ต้องดูอะไรหรอกครับ ดูแต่รายการจำอวด ผลัดกันปลอบประโลมกันเอง ทั้งคนใน คนนอก คนเก่า คนแก่ และคนที่อยากดูรายการอื่นๆ ก็ต้องมานั่งทนดูกับเรื่องที่น่าเศร้าจนน้ำตาแทบจะไหลเป็นสายเลือดไปด้วย

     จำความดีอกดีใจหลังจากที่จอไม่มืดได้ไหมครับ สิ่งที่พนักงานรวมถึงผู้บริหารไอทีวีพูดก่อนหน้านั้นไม่นานว่า ขอเพียงไม่ให้จอมืดเท่านั้น ขอให้ไอทีวีสามารถออกอากาศต่อไปได้เท่านั้น รัฐบาลจะนำนโยบายอะไรใหม่มาปรับปรุงไอทีวี ก็จะปฏิบัติตาม เพราะเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาเป็นความผิดพลาดของผู้บริหาร ซึ่งฝ่ายข่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแต่ทำไปตามหน้าที่และจรรยาบรรณของสื่อเท่านั้น

     แล้วเป็นยังไงครับ เมื่อมติ ครม. ออกมาว่าทีไอทีวีต้องเป็นทีวีสาธารณะ คุณกิตติ สิงหาปัด และ คุณจอม เพชรประดับ ออกมาพูดทันทีว่า พวกเขาไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญ การเป็นทีวีสาธารณะจริงๆ นั้น มันอุดมคติเกินไป เพราะในที่สุดแล้ว ทีไอทีวีก็จะกลายเป็นเหมือนช่อง 11 ไป

     ซึ้งครับ…ซึ้ง

     ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมว่าผมให้โอกาสทีไอทีวีแล้ว แต่ความปลิ้นปล้อนพลิกลิ้นได้ภายในไม่ถึง 2 เดือน มันทำให้ผมสะอิดสะเอียนกับการไม่รับผิดชอบคำพูดของคนเหล่านี้เหลือเกิน

     คนเหล่านี้ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ยอมคิดอะไรที่มันอยู่เหนือความคาดหมายทั้งของตัวเองและของผู้อื่นเลย คิดแต่ว่าทำไม่ได้ ไม่พร้อม ไม่มีทาง

     ใช่ครับ…ไม่มีทาง ไม่มีทางที่คนเหล่านี้จะพัฒนาไปได้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้แล้ว

     เพราะถ้าหากว่ากันแบบแฟร์ๆ แล้ว นี่ย่อมถือเป็นโอกาสอันดีที่ยากจะมีได้อีกแล้ว เพราะถ้าการเป็นทีวีสาธารณะเป็นเรื่องอุดมคติจริง เหล่าพนักงานทีไอทีวีก็ควรจะมุ่งเดินไปให้ถึง เพราะทุกคนจะยืนข้างหลังคุณคอยให้กำลังใจ เพราะทุกคนก็อยากเห็นว่าเมืองไทยมีทีวีเพื่อประชาชนจริงๆ สักช่องหนึ่งบ้าง

     ที่ผ่านมา บรรดาพนักงานองค์กรนี้ถูกค่อนขอดจากเพื่อนสื่อมวลชนและประชาชน ว่า พวกเขาไม่มีจริยธรรมของการเป็นสื่อ นี่เป็นโอกาสอันดีที่พนักงานเหล่านี้จะได้แก้ตัว แก้ข้อครหา แก้ต่างให้กับตัวเองว่าที่ผ่านมา ได้ทำข่าวด้วยจิตสำนึกของความเป็นสื่ออย่างแท้จริง มิได้ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลใดๆ

     ที่สำคัญ การทำงานอย่างอิสระเสรี โดยไม่ต้องแคร์ว่าจะมีคนมาสั่ง ว่าห้ามทำข่าวนั้นนะ ห้ามถามคำถามนี้นะ มันสนุกกว่าเป็นไหนๆ ไม่ต้องมากังวลว่าจะโดนเพ่งเล็งไหม ไม่ต้องมากลัวว่าจะถูกหาว่าเป็นกบฏไหม แล้วนี่ยังไม่เรียกว่าเป็นโอกาสอีกหรือ

     ถ้าถามย้อนกลับไปว่า การเป็นทีวีสาธารณะ มันไม่ดีตรงไหนในมุมมองของคนทีไอทีวี ก็เห็นแต่จะเป็นเรื่องค่าตอบแทนที่จะลดลงไปเท่านั้นเอง เพราะเจตนารมณ์ของทีวีสาธารณะไม่ได้แสวงกำไรสูงสุด

     แต่ คุณกิตติ สิงหาปัด ไม่ได้พูดเรื่องนี้ครับ เขาบอกว่า ถ้าเจ้าของทีวีสาธารณะ ซึ่งหมายถึงประชาชน ต้องการให้ทีไอทีวีนำเสนอรายการหรือข่าวอะไรก็ตาม พนักงานก็ไม่อาจปฏิเสธได้เพราะประชาชนเป็นเจ้าของ ถ้ามีกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ มาเสนอ ก็จะวุ่นวายไปหมด ถ้าไม่นำเสนอของกลุ่มไหนก็จะถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติ และจะมีปัญหาไม่หยุดหย่อนแน่นอน

     พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าคุณกิตติ ไม่รู้จักทีวีสาธารณะจริงๆ ครับ

     อยากให้คุณกิตติ ลองไปศึกษานะครับว่า BBC หรือ NHK เขาทำงานกันอย่างไร บริหารกันอย่างไร และคุณกิตติ ดูถูกประชาชนคนไทยมากเกินไปหรือเปล่า เพราะถ้าว่ากันตามหลักการบริหารทีวีสาธารณะที่รัฐบาลวางโครงสร้างไว้คร่าวๆ แล้ว ก็จะต้องมีคณะบุคคลเฉพาะมาบริหาร ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาแล้ว เป็นผู้ตัดสินใจในการวางนโยบายของสถานีโทรทัศน์ ไม่ใช่ว่าใครก็ตามหรือคนกลุ่มไหนก็ตาม จะมาสั่งว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วพนักงานจะต้องทำตามทันทีเสียเมื่อไหร่

     ถ้าจะเปรียบเทียบให้ง่ายที่สุด ก็เหมือนกับการที่ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง เพื่อเลือกผู้แทนราษฎรเข้าไปเพื่อบริหารประเทศ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมานั่งชี้หรือสั่งให้ ส.ส. หรือรัฐมนตรีทำนู่นทำนี่ได้ตามใจชอบ แต่ผู้บริหารมีอำนาจที่ได้รับมอบจากประชาชน แล้วไปบริหารประเทศอีกต่อหนึ่ง (แต่นักการเมืองส่วนใหญ่มักคิดว่าอำนาจนั้นเป็นอำนาจเด็ดขาดและเบ็ดเสร็จ เมืองไทยจึงมีปัญหาเรื่องเผด็จการบ่อยครั้ง)

     เพราะฉะนั้น หากโครงสร้าง ระเบียบ กฎเกณฑ์ การบริหาร และความตั้งใจจริง ในการที่จะร่วมทำให้ทีวีสาธารณะเกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย ถูกวางเอาไว้อย่างเป็นแบบแผนและรัดกุม ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่พนักงานไอทีวี รวมถึงผู้บริหารและผู้ผลิตรายการ จะร่วมมือร่วมใจกันสร้างคุณประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

     แม้ผมเห็นด้วยที่ควรจะให้มีการทบทวนมติ ครม. สักเล็กน้อย เรื่องให้มีการหารายได้จากโฆษณาบ้าง อาจกำหนดไว้สัก 10-20% ของรายได้ทั้งหมด เพื่อเป็นแรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นให้การทำงานมีประสิทธิผลสูงสุด ก็จะเป็นการดีสำหรับทุกฝ่าย

     แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น ทีไอทีวีไม่มีการหารายได้จากโฆษณาเลย ก็ขออย่างเดียวครับว่า พนักงานทีไอทีวีทั้งหลาย อย่าทำงานแบบขอไปที อย่าทำงานแบบข้าราชการ หรืออย่าทำงานแบบซังกะตายเลย เพราะครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการงาน และการเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรมของชีวิต

     “เปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน”

     แม้การเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง ย่อมมีการสูญเสียบ้างเป็นธรรมดา แต่การสูญเสียบางอย่างเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ย่อมดีกว่าเสมอ และอยากให้มองว่านี่คือ “โอกาส” มากกว่า

     “โอกาส” ในการเป็นทีวีสาธารณะแห่งแรกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

     “โอกาส” ในการแก้ข้อกล่าวหาว่าไร้จรรยาบรรณของวิชาชีพสื่อมวลชน

     และ “โอกาส” ในการทำตัวไม่ให้หนักแผ่นดินเหมือนที่ผ่านมา

     ดูข่าวช่วงนี้แล้วเบื่อเต็มกลืน นอกจากวิธีการนำเสนอข่าวที่ไม่มีอะไรใหม่แล้ว ยังมีเนื้อหาที่ซ้ำซากจำเจอีกต่างหาก

     ความจำเจที่ว่าก็คือความคิดที่ย่ำอยู่กับที่ของสื่อบางสื่อเอง เรื่อยไปจนถึงความเน่าเฟะของเนื้อหาข่าวการเมืองทุกวันนี้

     ทุกวินาทีที่ผ่านไป ยังมีข่าวอีกมากมายที่ไม่ได้ถูกนำเสนอ เพราะถูกเบียดแทรกจากข่าวที่ “ไร้สาระ” บางจำพวก และสื่อหลายสำนักก็ดูเหมือนจะเป็นลูกไล่ของ News Maker ระดับปรมาจารย์ในแวดวงการเมืองอีกด้วย

     ประชาชนคนไทยอย่างผม จึงต้องก้มหน้ารับข่าวสารไปอย่างเสียไม่ได้ เพราะเปิดทีวีไปช่องไหน หมุนวิทยุไปคลื่นใด หรืออ่านหนังสือพิมพ์หัวที่เท่าไหร่ก็ตาม ก็มีแต่ข่าวที่ไม่ได้ประเทืองปัญญาแต่อย่างใด

     ยกตัวอย่างเช่น ข่าว “ม็อบ” ที่ขณะนี้มีอยู่นับสิบๆ ม็อบ ทั้งม็อบพีทีวี ม็อบคนไม่เอาเผด็จการ ม็อบเกษตรกร ม็อบพระ ม็อบสตรีคลุมหน้า ม็อบคนรักทักษิณ ม็อบอะไรต่อมิอะไร ไปจนถึงม็อบแมงเม่าไอทีวี

     คงไม่มีใครดูแคลน หากม็อบที่จัดตั้งขึ้นมามีรากฐานมาจากความเดือดร้อนหรืออุดมการณ์บริสุทธิ์ แต่หากม็อบใดที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เพื่อพวกพ้องตัวเอง นั่นย่อมน่าละอายเสียยิ่งกว่าการถูกชี้หน้าด่าพ่อล่อแม่

     และน่าเสียใจยิ่งกว่าที่สื่อให้เวลากับข่าวประเภทนี้ มากกว่าข่าวอันมีสาระอีกมากมาย ที่ถูกแย่งพื้นที่ไปจนไม่มีเหลือ

     ผมขอยกตัวอย่างสัก 3 ม็อบ ที่ดูท่าแล้วชักจะไปกันใหญ่ และหาสาระอันใดมิได้ในการเสียเวลาติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ

     1. ม็อบพระ

     2. ม็อบคนไม่เอาเผด็จการ (ประกอบด้วยหลายกลุ่ม)

     3. ม็อบไอทีวี

     อันดับแรก “ม็อบพระ” อาจดูมีสาระในสายตาหลายท่าน แต่โดยส่วนตัวผมแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องไร้แก่นสารและหาสาระอันใดมิได้

     พระสงฆ์ที่รวมกลุ่มกันในขณะนี้ กำลังทำให้เรื่องศาสนากลายเป็นเนื้อเดียวกับการเมือง โดยอ้างความเป็นสถาบันของศาสนาพุทธว่า ควรได้รับการรับรองเช่นเดียวกับสถาบันชาติและสถาบันกษัตริย์ แต่นั่นย่อมไม่ใช่เหตุผลที่ควรถูกระบุไว้ในกรอบคิดเดียวกัน เนื่องจากความเป็นชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีที่มาและรากฐานต่างกันอย่างสิ้นเชิง

     ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ศาสนามาจากความศรัทธาล้วนๆ ใครจะนับถือศาสนาอะไร เป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

     แต่ชาติและกษัตริย์นั้น นอกเหนือจากความศรัทธาแล้ว ยังมีระเบียบ ประเพณี และกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องในบริบทที่แตกต่างกันออกไปอีกมากมาย หากใครไม่นับถือหรือไม่ยอมรับในความเป็น “ชาติ” ของไทย หรือไม่ยอมรับนับถือความมีอยู่ของกษัตริย์ อันเป็นที่เคารพของปวงชนส่วนใหญ่ นั่นย่อมหมายถึงการละเมิดต่อกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

     ดังนั้น การที่ประชาชนชาวไทยมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา หรือการที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภกนั้น จึงไม่ได้หมายความว่าศาสนาพุทธจะต้องถูกรับรองความเป็นสถาบันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร หรือถูกตีความว่าเป็นศาสนาประจำชาติแต่อย่างใด

     สิ่งที่ม็อบพระกำลังทำอยู่ทุกวันนี้ จึงเป็นการล้ำเส้นของศรัทธาและชักจูงพุทธศาสนิกชน ให้ก้าวล่วงจากขอบเขตของศาสนาไปสู่เขตแดนของการเมืองอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

     หากจะว่ากันถึงที่สุดแล้ว คงต้องตั้งคำถามแรงๆ ต่อพระสงฆ์องคเจ้าเหล่านี้ว่า…พวกท่านกำลังบิดเบือนศาสนาหรือไม่

     ส่วนม็อบคนไม่เอาเผด็จการก็ไม่ต่างกันนัก แกนนำที่ดูมีภูมิรู้ เริ่มส่อแววขาดสติออกมาอย่างเสียมิได้

     ข่าวที่ น.พ.เหวง โตจิราการ จะยื่นฟ้องเอาผิดกับ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ที่จดทะเบียนสมรสซ้อนนั้น ผมแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง อาจเป็นเพราะผมโง่เขลาเบาปัญญาก็เป็นได้ ที่ไม่รู้จริงๆ ว่าการจดทะเบียนสมรสซ้อน มันเกี่ยวอะไรกับการไม่เอาเผด็จการ?

     ใครช่วยตอบผมทีครับ…

     ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

     “ม็อบไอทีวี”

     ม็อบกลุ่มนี้ผมขอเรียกเป็นการส่วนตัวว่า “ม็อบคนขี้แพ้ชวนตี”

     คนกลุ่มนี้ประกอบด้วยผู้บริหารไอทีวีและผู้ถือหุ้นรายย่อยของไอทีวี ที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุน แต่ไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น

     กรณีของผู้บริหารไอทีวี ผมไม่อยากพูดถึงแล้ว เนื่องจากคนกลุ่มนี้เปรียบดัง “หมาจนตรอก” นอกจากจะต้องถูกตามทวงหนี้จากธนาคารที่ไปกู้เงินมาทำธุรกิจแล้ว ยังต้องถูกตามเช็คบิลจากความผิดพลาดอีกมากมาย พวกเขาจึงต้องทำทุกวิถีทางในการเอาตัวรอด หรือเอาคืนกับรัฐ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง

     แต่กรณีของนักลงทุนรายย่อย หรือเรียกง่ายๆ ว่า “แมงเม่า”

     ไม่ใช่ว่านักลงทุนรายย่อยทุกคนเป็นแมงเม่านะครับ เพราะความแตกต่างของนักลงทุนกับแมงเม่านั้น ต่างกันลิบโลกในตรรกะของความคิดพื้นฐานในการลงทุน

     นักลงทุนที่ดี หรือที่เรียกว่า Value Investor จะศึกษาปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวที่เข้าไปลงทุน เขาจะดูแผนการดำเนินงาน กำไรขาดทุน สินทรัพย์ของบริษัท ผู้บริหาร ความเสี่ยง และอะไรต่อมิอะไรมากมาย ก่อนที่จะลงทุนในหุ้นนั้นๆ

     ต่างจากแมงเม่า ที่เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น เข้าเร็วออกเร็ว บางวันเล่นหุ้นรายวัน ปั่นรายตัว เพื่อให้ราคาสูงๆ และเทขายออกไปได้กำไรอย่างง่ายดาย

     แต่ความเสี่ยงของการลงทุนแบบนี้ก็ย่อมสูงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นแมงเม่าย่อมต้องยอมรับความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทีนี้คำถามก็คือว่า ทำไมผมถึงว่าม็อบไอทีวีเป็นแมงเม่า

     นั่นก็เพราะธุรกิจของไอทีวีส่อแววว่ามีความเสี่ยงสูงมานานมากแล้ว และมีแนวโน้มที่ประเมินได้อย่างง่ายดาย แม้แต่นักลงทุนหน้าใหม่ก็มองออกว่า หุ้นไอทีวีเป็นหุ้นที่ควร “ชะลอ” การลงทุน แต่แมงเม่าเหล่านี้กลับชะล่าใจ ยังถือหุ้นไอทีวีอยู่อย่างเชื่อมั่น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคนเหล่านี้ ต้องแบกรับภาระความเสี่ยงไปเอง…มิใช่รัฐ

     แค่นี้สั้นๆ สำหรับ 3 ม็อบที่นอกจากจะไม่สร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมแล้ว ยังทำสิ่งที่ไม่เข้าท่าให้คนเขาด่าถึงวงศ์ตระกูลเสียอีก

     …น่าสงสารและสมเพชตัวเองที่ต้องมารับรู้ข่าวแบบนี้

     ชักจะไปกันใหญ่แล้วครับ เหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ใครลองได้อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ ดูทีวีช่วงนี้ ไม่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ผมว่าคนผู้นั้นคงจะไร้หัวจิตหัวใจพอดูทีเดียว

     ปัญหาสารพัดที่รุมเร้าจนคนรับข่าวสารอย่างเราๆ ท่านๆ ยังอ่อนใจ นับประสาอะไรกับรัฐบาลที่ต้องคอยแก้ปัญหาบานตะไทไม่เว้นแต่ละวัน เห็นสภาพแล้วดูไม่จืดจริงๆ ครับ

พุทธทาส     วันที่ดูจะน่าหนักใจแบบนี้ ผมเหลือบไปเห็นหนังสือของท่านพุทธทาสเล่มหนึ่งบนตู้หนังสือ จึงอดไม่ได้ที่จะหยิบมาเปิดอ่านเสริมสร้างปัญญาเสียหน่อย

     “บันทึก นึกได้เอง : ว่าด้วยชีวิต สังคม การเมือง สันติภาพ และหลักคิดสำคัญๆ”

     หนังสือที่รวบรวมข้อเขียนของท่านพุทธทาส ที่จดบันทึกรายวันตามแต่ท่านจะจับประเด็นเรื่องใดได้ โดยท่านพุทธทาสจะจดความคิดนั้นไว้ตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมุด เศษกระดาษ ซองจดหมาย ถุงใส่ของ ปฏิทินเก่า หรืออะไรก็ตามที่หยิบฉวยได้ในขณะนั้น และได้เก็บรวบรวมไว้ทุกวันในรอบปี พ.ศ. 2495

     ผมพลิกไปที่วันเสาร์ที่  16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 หัวข้อที่ท่านเขียนถึงในวันนั้นคือ…

     “การเมืองคืออะไร?”

     ผมขอคัดบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ

     “การเมือง คือสิ่งที่ตั้งรากฐานอยู่บนความทะเยอทะยาน ในการอยู่เติบกินเติบ หรือความมัวเมาในความสุขทางเนื้อหนัง โดยปราศจากการนึกถึงโลกหน้า พระเป็นเจ้า และความตาย และมีอำนาจเป็นความถูกต้อง และประโยชน์ของตนเป็นความยุติธรรม…”

     “…สำหรับการเมืองภายในประเทศนั้น ลัทธิฝ่ายอภิชนาธิปไตย นับตั้งแต่ราชาธิปไตยลงมา ก็คือ การสงวนการอยู่เติบกินเติบไว้สำหรับคนบางชั้นบางพวก และลัทธิฝ่ายประชาธิปไตยก็คือ การยื้อแย่งเอาการอยู่เติบกินเติบนั้น มาเฉลี่ยกันให้ทั่วถึง…”

     “…เผด็จการกับประชาธิปไตยจึงไม่มีความหมายอันแตกต่างอะไรกัน เพราะเป็นการจัดเพื่อให้ฝ่ายของตน ได้มาซึ่งการอยู่เติบกินเติบนั่นเอง และประชาธิปไตยนั้น เมื่อถึงคราวที่จะแสดงบทบาทอันจริงจังขึ้นมา ก็ได้มอบกำลังและอำนาจให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจเด็ดขาด และนั่นก็คือเผด็จการนั่นเอง แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามอำนาจกิเลสของผู้มีอำนาจ จึงเห็นได้ว่า ที่แท้นั้นก็คือ กิเลสาธิปไตย ต่างหาก ที่บังคับกลุ่มชนให้เป็นไป…”

     “…ในวงประชาธิปไตยนั้นเล่า ถ้าเป็นการปฏิวัติที่แย่งการอยู่เติบกินเติบมาจากอภิชนาธิปไตย ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง แต่ถ้าใครเกิดปฏิวัติเพื่อยื้อแย่งการอยู่เติบกินเติบ ไปจากชนชั้นที่ครองอำนาจนั้น ไปแยกกระจายให้ทั่วถึงคนชั้นต่ำโดยทั่วไป โลกสมัยนี้ยังถือว่าเป็นการกระทำผิดหรืออาชญากรรมทีเดียว (เช่นที่พวกเสรีประชาธิไตยกำลังกล่าวหาพวกคอมมิวนิสต์อยู่) จึงเห็นได้ว่าอำนาจยังเป็นความยุติธรรมอยู่…”

     “…กรณีเช่นนี้ เผด็จการหรือประชาธิปไตยย่อมสูญสิ้นความหมายไปด้วยกัน คงอยู่แต่ว่าวิธีใดให้สำเร็จความประสงค์ของตนแล้ว ย่อมใช้วิธีนั้น…”

     “…ฉะนั้น การเมืองจึงมิใช่สิ่งที่สามารถจัดโลกให้มีสันติภาพ ซึ่งหมายถึงความบริสุทธิ์สะอาด ความสว่างไสวแจ่มแจ้ง และความสงบเยือกเย็นอันแท้จริง”

     ได้ทราบกันเช่นนี้แล้ว คิดเห็นอย่างไร โปรดตรึกตรองกันเอาเอง

พันธมิตรประชาชนเพื่ประชาธิปไตย

     ารออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ที่เป็นข่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ยังสร้างความเคลือบแคลงให้ใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่เคยขับไล่ระบอบทักษิณให้หมดไปจากประเทศไทย

     กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างว่าเหตุผลที่ออกมาเรียกร้อง ไม่ได้ต้องการไล่รัฐบาล เพียงแต่ต้องการ “เร่ง” ให้รัฐบาลและ คมช. สะสางปัญหาให้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมาทำงานช้าเกินไป ไม่ทันใจ

     ที่สำคัญ…ปัญหา 4 ข้อที่เป็นข้ออ้างในการรัฐประหาร ยังไม่เห็นผลสักข้อเดียว เพราะฉะนั้น 6 เดือนผ่านมาแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ จึงต้องการหานายกรัฐมนตรีคนใหม่มาทำหน้าที่แทน

     ฟังแล้วก็ยอมรับว่า “ดูดี” เสียเต็มประดา ที่ออกมาขันน็อตรัฐบาลหลังจากที่ทำงานช้าในสายตาของคนส่วนใหญ่ แต่วิธีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีนั้น คงไม่ใช่ทางออกที่สมเหตุสมผลมากนักในเวลานี้

     …เพียงเพราะรัฐบาลและ คมช. ต้องผ่านกระบวนการทำงานมากมาย

     …เพียงเพราะกระบวนการทำงานเหล่านั้น ยังอยู่ในขั้นตอนต่างๆ เพื่อหวังผลสูงสุด

     …เพียงเพราะรัฐบาลและ คมช. บอกว่า ขอเวลาแค่ปีเดียวก็จะไป

     นั่นคงยังไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มก้อนทางการเมืองกลุ่มนี้เท่าไรนัก

     คำถามที่ประชาชนคนที่เคยศรัทธากลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อสมัยชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณ อยากจะถามนักถามหนาคือ จะสมเหตุสมผลกว่าหรือไม่ ที่การไล่นายกรัฐมนตรีน่าจะเกิดขึ้นหลังจากครบวาระของรัฐบาลไปแล้ว

     หากถึงเวลาแล้วเขาไม่ไป จะยกพวกออกมาไล่ ออกมากดดัน ออกมาเรียกร้อง ออกมาเล่นงิ้ว ออกมาแต่งเพลง ออกมาทำอะไรต่อมิอะไรเหมือนที่ผ่านมา ก็คงไม่สายเกินไป ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความเคลือบแคลงสงสัยอย่างที่เป็นอยู่ และกลุ่มพันธมิตรก็จะดูโปร่งใสมากกว่านี้

     คำถามคือรัฐบาล หรือ คมช. ได้สัญญากับประชาชนหรืออย่างไร ว่าจะสะสางปัญหาให้ได้ภายใน 6 เดือน?

     ถ้าจำไม่ผิด ผมว่าไม่ใช่

     แล้วใครไปบอกกลุ่มพันธมิตรอย่างนั้นหรือ ว่านายกรัฐมนตรี “หมดความชอบธรรม” ในการทำหน้าที่นี้แล้ว เพราะตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ผลงานไม่เข้าตากรรมการกลุ่มพันธมิตรฯ

     “อย่าตีตนไปก่อนไข้” น่าจะเป็นสำนวนที่เหมาะกับพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในกรณีนี้ ถ้าไม่นับรวมถึงข้อสังสัยเกี่ยวกับผลประโยชน์แอบแฝงในการออกมาเรียกร้องครั้งนี้

     ประชาชนที่ศรัทธาจนออกไปชุมชุนขับไล่ทักษิณด้วยกัน มีมายมายนับแสนคน เขาออกไปร่วมรบกับพวกท่าน

     เพราะเห็นจริงดังพวกท่านว่าระบอบทักษิณนั้นเป็นอันตรายกับประเทศชาติ

     เพราะอยากให้คนดีเข้ามาบริหารประเทศ

     และเพราะศรัทธาในตัวพวกท่าน เชื่อว่าพวกท่านเป็นคนดีเช่นกัน

     แต่หากเขารู้ว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ มีผลประโยชน์แอบแฝง ผลที่ออกมาคงดูไม่จืดเอามากๆ เพราะพวกท่านทำลายความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวประชาชนลง

     มวลชนที่ออกไปร่วมรบด้วยกัน ไม่ใช่ควาย

     อย่าดูถูกว่าพวกเขาเป็นเช่นนั้น

     พวกท่านไม่มีอำนาจ แต่มีพลังมวลชนอยู่ในมือ

     จงสำเหนียกไว้ให้ดีว่า พลังนั้นไม่ใช่นำมาเพื่อประหัตประหารใครตามชอบใจ

     หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน

     ไม่เช่นนั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็จะไม่ต่างอะไรกับเศษสวะที่กำลังป่าวร้องโหวกเหวกอยู่อีกหลายกลุ่มขณะนี้เช่นเดียวกัน

     ย็นวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ได้จัดเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง โดยเนื้อหาก็เป็นเรื่องเดิมๆ คือ เร่งให้ คมช. คืนอำนาจประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็ว และให้นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กลับมาใช้ รวมทั้งให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วัน

     ส่วนวันเสาร์ที่ 7 เมษายน ช่วงเวลาเดียวกัน สถานที่เดียวกัน ก็จะมี 12 องค์กร นำโดยสมาพันธ์เพื่อประชาธิปไตย มาจัดชุมนุมปราศรัยอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยมีไฮไลท์ที่การเสวนาบนเวทีเพื่อประกาศท่าทีที่ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประสงค์ สุ่นสิริ

     12 องค์กรนี้ประกอบด้วย

     1. สมาพันธ์ประชาธิปไตย

     2. มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย

     3. กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ

     4. กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์

     5. กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540

     6. พันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย

     7. กลุ่มกรรมกรปฏิรูป

     8. สมาพันธ์แนวร่วมประชาธิปไตยอีสาน

     9. กลุ่มคนจนเมืองรักประชาธิปไตย

     10. สมาพันธ์คนรักประเทศไทย

     11. เครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร

     12. สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้า (มาได้ยังไง)

     ทั้งหมดนี้ยืนยันจะประกาศแนวร่วมเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร เผด็จการ และการครอบงำด้วยอำนาจทหาร โดยเรียกร้องให้ คมช. คืนประชาธิปไตยสู่ปวงชนโดยเร็วที่สุด มีแกนนำคือ น.พ.เหวง โตจิราการ ที่ออกมาป่าวประกาศจุดยืน ซึ่งอ้างว่าแตกต่างจากจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคยเป็นชนวนในการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณมาแล้ว

     12 องค์กรนี้ ยังไม่นับรวมกลุ่มพีทีวี ที่อ้างตัวว่าเป็นสื่อ แต่กลับมีพฤติกรรมไม่เหมือนสื่อ ซึ่งออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และต่อต้าน คมช. เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มย่อยๆ ทำนองนี้อีกหรือไม่ ยังไม่เป็นที่เปิดเผย แต่นับดูโดยรวมจากกระแสข่าวที่ผ่านๆ มา อาจมีมากถึง 20 กลุ่มเลยทีเดียว

     ความตลกมันอยู่ตรงนี้ครับ…กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ไม่เคยปรากฏนามเมื่อครั้งมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณ จะมีก็เพียงแต่บุคคลบางคนที่หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อมาก่อน เพราะออกมาเรียกร้องในแนวทางเดียวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่างเช่น น.พ.เหวง โตจิราการ แต่มาคราวนี้หมอเหวงบอกว่าแนวทางของกลุ่มพันธมิตรสวนทางกับของตัวเองเสียแล้ว

     หากจะตั้งคำถามต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า “เป็นไปได้อย่างไร ที่ผู้กระหายอำนาจทางการเมืองมาหลายปี จะเลิกเล่นการเมืองได้ภายในชั่วคืนรัฐประหาร?

     หรือจะตั้งคำถามต่อ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ว่า “เป็นไปได้อย่างไร ที่ผู้รับใช้ระบอบทักษิโณมิคส์มาหลายปี จะหันมาสนับสนุนระบบเศรษฐกิจพอเพียงภายในชั่วคืนรัฐประหาร?”

     คำถามเช่นเดียวกันนี้ ก็ต้องถาม น.พ.เหวง โตจิราการ ด้วยว่า “เป็นไปได้อย่างไร ที่ผู้ซึ่งมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับไล่ทักษิณมาก่อน จะหันมาต่อต้านคนกันเองภายในชั่วคืนรัฐประหาร?”

     หมอเหวงคงจะตอบคำถามดังกล่าวได้ไม่ยากเย็นนัก เพราะข่าวที่ปรากฏบนสื่อช่วงหลังๆ มานี้ บอกเสมอว่าหมอเหวงเกลียดรัฐประหารเข้าไส้ และจะไม่ยินยอมให้มีอำนาจเผด็จการมาข้องแวะกับสังคมไทยอีก

     มองในแง่นี้ก็ต้องบอกว่า เจตนารมณ์ของหมอเหวงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

     ถูกต้องแล้วครับ หมอเหวงต่อต้านอำนาจเผด็จการเชิงนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

     และหมอเหวงก็ต่อต้านอำนาจเผด็จการภายใต้กระบอกปืนของ คมช.

     หมอเหวงบอกว่า ความขัดแย้งที่เป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองในช่วงก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 สามารถแก้ไขด้วยวิถีทางประชาธิปไตย

     วิธีไหนล่ะครับ ช่วยบอกหน่อย

     หมอเหวงช่วยลำดับขั้นตอนและวิธีการต่างๆ ออกมาเป็นกระบวนการที่ประชาชนคนไทยทุกคน พึงปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะเป็นพระคุณต่อประเทศชาติยิ่งนัก

     ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ได้นิยมชมชอบการปฏิวัติรัฐประหารแต่อย่างใด แต่ผมอยากให้ผู้ที่พูดเสมอว่า การแก้ไขวิกฤติการณ์ของชาติสามารถใช้หนทางประชาธิปไตยได้นั้น ช่วยอธิบายให้กระจ่างแจ้งหน่อยว่ามันเป็นอย่างไร

     หมอเหวงต่อต้านสิ่งที่ทุกคนเห็นว่ามันเป็นทางตัน ต่อต้านสิ่งที่เป็นเผด็จการ ไม่เอาทักษิณ ไม่เอา คมช. ไม่เอาเผด็จการ ไม่เอารัฐประหาร จะเอาแต่ประชาธิปไตย

     ถ้าเป็นเช่นนั้น หมอเหวงช่วยร่าง Road Map ของการพัฒนาประเทศไทยไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนเสียทีสิครับ รวมทั้งจะเป็นการดีทีเดียวที่จะกรุณาร่าง Road Map ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติด้วยหนทางประชาธิปไตยด้วย

     หากผมจะมองแบบเป็นกลางจริงๆ เท่าที่ปัญญาอันน้อยนิดของผมจะพอคิดได้ ก็คงจินตนาการถึงการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป

     เมื่อสิ่งใดเป็นปัญหาที่ขบไม่แตก หากลองวิธีนี้แล้วไม่ได้ผล ก็อาจลองอีกวิธีหนึ่ง หากไม่ได้ผลอีก ก็ต้องลองอีกหลายๆ วิธี จนกว่าจะได้ผล

     เพราะคงไม่มีวิธีการเฉพาะที่จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่างหรือทุกรูปแบบ

     เช่นเดียวกัน…คงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติในทุกสถานการณ์

     เราคงต้องประยุกต์ คงต้องเสี่ยง คงต้องยอมแลก หรือคงต้องแหกกรอบ เพื่อล้มล้างขนบความคิดแบบเดิมๆ เสียบ้าง เพื่อความอยู่รอดหรือเพื่อเดินไปข้างหน้า

     หากเราจะติดอยู่แค่คำว่าประชาธิปไตย โดยที่บ้านเมืองและสังคมนั้นอ่อนแอเต็มที ก็อาจเป็นความคิดที่คับแคบจนเกินไปที่จะตะโกนปาวๆ เพื่อเรียกหาประชาธิปไตยจนลืมเหลียวมองคนข้างหลังว่า ในสภาวะแห่งความจริงนั้น พวกเขาต้องการอะไร

     หมอเหวงได้เคยมองหรือไม่ว่าเมื่อถึงเวลาที่สังคมอ่อนแอจากวิกฤติการณ์ความขัดแย้งของสังคม สิ่งใดสำคัญกว่ากัน…ระหว่างความสามัคคีของคนในชาติ และคำว่า “ประชาธิปไตย”

     สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ประชาธิปไตยอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายหรือหนทางเดียว ในการที่จะปกครองบ้านเมืองทุกบ้านเมือง ให้สงบสุข ร่มเย็น และเป็นปึกแผ่น อย่างที่เรานึกฝันไว้อย่างสวยหรูก็เป็นได้


Blog Visits

  • 152,984 hits