Suki Media

TITV…กับเรื่องของคนไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

Posted on: วันพฤหัส, 26 เมษายน, 2007

     วันนี้ไปงานแถลงข่าวของผู้ผลิตรายการให้แก่สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี มีคุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ เป็นแกนนำ พร้อมด้วยผู้ผลิตรายการอื่นๆ ดารา พิธีกร ไฮโซ และผู้บริหารของทีไอทีวีบางท่าน ไปร่วมงานด้วย

     ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่อยากไปทำข่าวนี้เลยแม้แต่นิดเดียว จะหาว่าผมไม่มีจิตวิญญาณของคนข่าว จะหาว่าผมมีอคติ หรือเลือกปฏิบัติก็ได้ทั้งนั้นครับ

     เพราะถ้าจะให้ผมไปฟังเรื่องของ “คนไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง” แบบนี้ ก็ต้องพูดแบบไม่เกรงใจครับว่า มันเสียเวลาผมจริงๆ

     มีหลายประเด็นทีเดียว ที่บรรดาผู้ไปร่วมแถลงข่าวได้บอกถึงเหตุผลการคัดค้านมติคณะรัฐมนตรี ที่ต้องการแปลงสภาพของทีไอทีวีไปเป็นทีวีสาธารณะ ซึ่งตลอดเกือบ 2 ชั่วโมงที่ผมฟังมานั้น มีเรื่องที่เห็นด้วยเพียง 2 ประเด็นท่านั้น

     ประเด็นแรกคือการที่รัฐบาลน่าจะทำทีวีเสรีและทีวีสาธารณะให้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันไปเลยทีเดียว เพราะไหนๆ จะปฏิรูปแล้วก็ยกเครื่องกันใหม่ให้หมดดีกว่า ซึ่งช่อง 11 ก็ติดร่างแหไปด้วยว่าควรถูกปฏิรูปเสียที

     ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย แต่ถ้ามองในมุมรัฐบาล ก็สามารถมองได้เช่นกันครับว่า ไม่ว่าจะเลือกทำอย่างไหนก็โดนด่าทั้งขึ้นทั้งล่อง

     หมายความว่าหากรัฐบาลเลือกทำทีละอย่าง โดยทำทีวีสาธารณะก่อนและตามด้วยทีวีเสรีในภายหลัง หรือปฏิรูปช่อง 11 ตามมา ก็ย่อมจะถูกเหน็บได้ว่านี่เป็นโอกาสในการทำงานของรัฐบาลแล้ว ไฉนจึงปล่อยโอกาสอันดีให้หลุดลอยไป หากไม่สร้างทีวีสาธารณะและทีวีเสรี หรือปฏิรูปช่อง 11 เสียตอนนี้ หากหมดวาระแล้วของรัฐบาลในอีก 6 เดือนข้างหน้า ก็คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้วเป็นแน่แท้

     แต่ถ้ารัฐบาลเลือกทำทีวีสาธารณะและทีวีเสรีไปพร้อมๆ กัน ก็จะโดนโจมตีอีกว่า เป็นแค่รัฐบาลชั่วคราว ริอ่านทำนู่นทำนี่ที่เป็นผลผูกพันระยะยาว ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ควรรอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำดีกว่า

     ก็น่าเห็นใจรัฐบาลครับ แต่นี่คือสัจธรรม เพราะไม่ว่าทำอะไร ย่อมมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมอยู่ในฝ่ายที่เห็นว่ารัฐบาลควรทำไปพร้อมๆ กันเลย เพราะถึงจะมีม็อบมาต่อต้านเพิ่มอีกสัก 1-2 ม็อบจากการปฏิรูปครั้งนี้ ผมก็คิดว่าคงไม่เป็นการเพิ่มภาระรัฐบาลสักเท่าไหร่ เพราะทุกวันนี้ก็มีม็อบแทบจะนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว

     ต้องยอมรับนะครับว่า การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม มักมีแรงเสียดทานเสมอ

     แต่ที่แน่ๆ ก็คือการทำทีวีสาธารณะให้เป็นทีวีเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการมี BBC เป็นแม่แบบนั้น ยิ่งทำให้คนตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูง

     บางคนถึงกับบอกว่า 6 เดือน ในการแปลงสภาพทีไอทีวีอาจไม่พอด้วยซ้ำ เพราะไหนจะต้องตระเตรียมองค์กรดูแล คณะผู้บริหาร บุคลากรข่าว เนื้อหารายการ ฯลฯ อาจกินเวลามากกว่าที่คิด บางทีอาจต้องใช้เวลา 1 ปี หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

     แต่ผมไม่เห็นเช่นนั้นครับ เพราะถ้าคิดกันอย่างนี้แล้ว ต่อให้มีเวลา 10 ปีก็ไม่พอเช่นกัน เนื่องจากว่าถ้าเราตั้งธงไว้แต่แรกว่า เร็วเกินไป ทำไม่ได้ ทำไม่ทัน มันก็จะไม่มีทางทันแน่นอน

     ประเด็นที่สองที่ผมเห็นด้วยก็คือ หากรัฐบาลให้ทีไอทีวีมีรายได้จากภาษีสรรพสามิต เงินอุดหนุนจากหน่อยงานของรัฐ หรือเงินพิเศษในรูปแบบใดๆ ก็ตาม โดยไม่ให้มีการหารายได้จากค่าโฆษณาเลย จะทำให้คนขาดแรงจูงใจในการทำงาน

     เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

     และพนักงานทีไอทีวี รวมถึงผู้ผลิตรายการจะทำตัวเยี่ยงข้าราชการ เช้าชามเย็นชาม ทำดีก็ได้แค่นี้ ทำแย่ก็ได้แค่นี้ แล้วจะทำให้มันเริ่ดหรูไปหาพระแสงอะไร ทุกวันนี้แม้กระทั่งรัฐมนตรีที่มาจากวงการข้าราชการ ยังถูกเหน็บแนมว่าทำงานเชื่องช้า ไม่มีแรงกระตุ้นก็ไม่เดิน หรือใส่เกียร์ว่างตลอดเวลา

     หรืออย่างดีพนักงานทีไอทีวีก็จะเหมือนพนักงานในบริษัทที่ได้สัมปทานของรัฐ นั่นหมายถึงไม่มีคู่แข่ง ไม่ต้องแข่งขันกับใคร เมื่อได้เงินอุดหนุนจากรัฐแล้วก็ใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อให้เหลือกำไรมากที่สุด แล้วรายการต่างๆ รวมถึงข่าวที่มาจากต้นทุนต่ำๆ บวกกับแรงใจ แรงกายต่ำๆ จะดีได้แค่ไหนกันเชียว

     ทีนี้มาถึงเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยกับผู้ผลิตรายการและผู้บริหารของทีไอทีวี ที่ออกมาคัดค้านมติ ครม. เสียทีครับ เอาแค่ 2-3 ตัวอย่างก็พอ เพราะถ้ามากกว่านั้น ผู้อ่านทั้งหลายอาจเสียเวลากับเรื่องไร้สาระมากเกินไป

     อย่างแรกคือ ผู้ผลิตรายการอย่าง คุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ บอกว่า ถ้าทำทีไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะแล้ว จะทำให้คนจำนวนมากเดือดร้อน หมายถึงแรงงานนับหมื่นชีวิต จากทั้งหมด 120 บริษัทที่ผลิตรายการให้ทีไอทีวีต้องตกงาน

     หากมองในมุมของคุณไตรภพแล้ว ก็อาจเออออห่อหมดไปได้เหมือนกัน แต่ถ้ามองในมุมของประชาชนแล้ว หากทีไอทีวียังคงผลิตรายการต่างๆ รวมถึงรายการข่าวแบบที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะช่วงที่ยังเป็น “ไอทีวี” อยู่ด้วยแล้วละก็ ต้องถามครับว่าประชาชนนับแสนนับล้าน ยิ่งไม่ต้องเสียประโยชน์จากการดูทีวีช่องนี้เข้าไปใหญ่หรือ

     จำความฟูมฟายตลอด 2 วันที่พนักงานไอทีวีต่างลุ้นกันว่าจอจะมืดหรือไม่มืดได้ไหมครับ ช่วงนั้นประชาชนที่เปลี่ยนช่องไปไอทีวี ไม่ต้องดูอะไรหรอกครับ ดูแต่รายการจำอวด ผลัดกันปลอบประโลมกันเอง ทั้งคนใน คนนอก คนเก่า คนแก่ และคนที่อยากดูรายการอื่นๆ ก็ต้องมานั่งทนดูกับเรื่องที่น่าเศร้าจนน้ำตาแทบจะไหลเป็นสายเลือดไปด้วย

     จำความดีอกดีใจหลังจากที่จอไม่มืดได้ไหมครับ สิ่งที่พนักงานรวมถึงผู้บริหารไอทีวีพูดก่อนหน้านั้นไม่นานว่า ขอเพียงไม่ให้จอมืดเท่านั้น ขอให้ไอทีวีสามารถออกอากาศต่อไปได้เท่านั้น รัฐบาลจะนำนโยบายอะไรใหม่มาปรับปรุงไอทีวี ก็จะปฏิบัติตาม เพราะเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาเป็นความผิดพลาดของผู้บริหาร ซึ่งฝ่ายข่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแต่ทำไปตามหน้าที่และจรรยาบรรณของสื่อเท่านั้น

     แล้วเป็นยังไงครับ เมื่อมติ ครม. ออกมาว่าทีไอทีวีต้องเป็นทีวีสาธารณะ คุณกิตติ สิงหาปัด และ คุณจอม เพชรประดับ ออกมาพูดทันทีว่า พวกเขาไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญ การเป็นทีวีสาธารณะจริงๆ นั้น มันอุดมคติเกินไป เพราะในที่สุดแล้ว ทีไอทีวีก็จะกลายเป็นเหมือนช่อง 11 ไป

     ซึ้งครับ…ซึ้ง

     ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมว่าผมให้โอกาสทีไอทีวีแล้ว แต่ความปลิ้นปล้อนพลิกลิ้นได้ภายในไม่ถึง 2 เดือน มันทำให้ผมสะอิดสะเอียนกับการไม่รับผิดชอบคำพูดของคนเหล่านี้เหลือเกิน

     คนเหล่านี้ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ยอมคิดอะไรที่มันอยู่เหนือความคาดหมายทั้งของตัวเองและของผู้อื่นเลย คิดแต่ว่าทำไม่ได้ ไม่พร้อม ไม่มีทาง

     ใช่ครับ…ไม่มีทาง ไม่มีทางที่คนเหล่านี้จะพัฒนาไปได้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้แล้ว

     เพราะถ้าหากว่ากันแบบแฟร์ๆ แล้ว นี่ย่อมถือเป็นโอกาสอันดีที่ยากจะมีได้อีกแล้ว เพราะถ้าการเป็นทีวีสาธารณะเป็นเรื่องอุดมคติจริง เหล่าพนักงานทีไอทีวีก็ควรจะมุ่งเดินไปให้ถึง เพราะทุกคนจะยืนข้างหลังคุณคอยให้กำลังใจ เพราะทุกคนก็อยากเห็นว่าเมืองไทยมีทีวีเพื่อประชาชนจริงๆ สักช่องหนึ่งบ้าง

     ที่ผ่านมา บรรดาพนักงานองค์กรนี้ถูกค่อนขอดจากเพื่อนสื่อมวลชนและประชาชน ว่า พวกเขาไม่มีจริยธรรมของการเป็นสื่อ นี่เป็นโอกาสอันดีที่พนักงานเหล่านี้จะได้แก้ตัว แก้ข้อครหา แก้ต่างให้กับตัวเองว่าที่ผ่านมา ได้ทำข่าวด้วยจิตสำนึกของความเป็นสื่ออย่างแท้จริง มิได้ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลใดๆ

     ที่สำคัญ การทำงานอย่างอิสระเสรี โดยไม่ต้องแคร์ว่าจะมีคนมาสั่ง ว่าห้ามทำข่าวนั้นนะ ห้ามถามคำถามนี้นะ มันสนุกกว่าเป็นไหนๆ ไม่ต้องมากังวลว่าจะโดนเพ่งเล็งไหม ไม่ต้องมากลัวว่าจะถูกหาว่าเป็นกบฏไหม แล้วนี่ยังไม่เรียกว่าเป็นโอกาสอีกหรือ

     ถ้าถามย้อนกลับไปว่า การเป็นทีวีสาธารณะ มันไม่ดีตรงไหนในมุมมองของคนทีไอทีวี ก็เห็นแต่จะเป็นเรื่องค่าตอบแทนที่จะลดลงไปเท่านั้นเอง เพราะเจตนารมณ์ของทีวีสาธารณะไม่ได้แสวงกำไรสูงสุด

     แต่ คุณกิตติ สิงหาปัด ไม่ได้พูดเรื่องนี้ครับ เขาบอกว่า ถ้าเจ้าของทีวีสาธารณะ ซึ่งหมายถึงประชาชน ต้องการให้ทีไอทีวีนำเสนอรายการหรือข่าวอะไรก็ตาม พนักงานก็ไม่อาจปฏิเสธได้เพราะประชาชนเป็นเจ้าของ ถ้ามีกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ มาเสนอ ก็จะวุ่นวายไปหมด ถ้าไม่นำเสนอของกลุ่มไหนก็จะถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติ และจะมีปัญหาไม่หยุดหย่อนแน่นอน

     พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าคุณกิตติ ไม่รู้จักทีวีสาธารณะจริงๆ ครับ

     อยากให้คุณกิตติ ลองไปศึกษานะครับว่า BBC หรือ NHK เขาทำงานกันอย่างไร บริหารกันอย่างไร และคุณกิตติ ดูถูกประชาชนคนไทยมากเกินไปหรือเปล่า เพราะถ้าว่ากันตามหลักการบริหารทีวีสาธารณะที่รัฐบาลวางโครงสร้างไว้คร่าวๆ แล้ว ก็จะต้องมีคณะบุคคลเฉพาะมาบริหาร ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาแล้ว เป็นผู้ตัดสินใจในการวางนโยบายของสถานีโทรทัศน์ ไม่ใช่ว่าใครก็ตามหรือคนกลุ่มไหนก็ตาม จะมาสั่งว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วพนักงานจะต้องทำตามทันทีเสียเมื่อไหร่

     ถ้าจะเปรียบเทียบให้ง่ายที่สุด ก็เหมือนกับการที่ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง เพื่อเลือกผู้แทนราษฎรเข้าไปเพื่อบริหารประเทศ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมานั่งชี้หรือสั่งให้ ส.ส. หรือรัฐมนตรีทำนู่นทำนี่ได้ตามใจชอบ แต่ผู้บริหารมีอำนาจที่ได้รับมอบจากประชาชน แล้วไปบริหารประเทศอีกต่อหนึ่ง (แต่นักการเมืองส่วนใหญ่มักคิดว่าอำนาจนั้นเป็นอำนาจเด็ดขาดและเบ็ดเสร็จ เมืองไทยจึงมีปัญหาเรื่องเผด็จการบ่อยครั้ง)

     เพราะฉะนั้น หากโครงสร้าง ระเบียบ กฎเกณฑ์ การบริหาร และความตั้งใจจริง ในการที่จะร่วมทำให้ทีวีสาธารณะเกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย ถูกวางเอาไว้อย่างเป็นแบบแผนและรัดกุม ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่พนักงานไอทีวี รวมถึงผู้บริหารและผู้ผลิตรายการ จะร่วมมือร่วมใจกันสร้างคุณประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

     แม้ผมเห็นด้วยที่ควรจะให้มีการทบทวนมติ ครม. สักเล็กน้อย เรื่องให้มีการหารายได้จากโฆษณาบ้าง อาจกำหนดไว้สัก 10-20% ของรายได้ทั้งหมด เพื่อเป็นแรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นให้การทำงานมีประสิทธิผลสูงสุด ก็จะเป็นการดีสำหรับทุกฝ่าย

     แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น ทีไอทีวีไม่มีการหารายได้จากโฆษณาเลย ก็ขออย่างเดียวครับว่า พนักงานทีไอทีวีทั้งหลาย อย่าทำงานแบบขอไปที อย่าทำงานแบบข้าราชการ หรืออย่าทำงานแบบซังกะตายเลย เพราะครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการงาน และการเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรมของชีวิต

     “เปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน”

     แม้การเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง ย่อมมีการสูญเสียบ้างเป็นธรรมดา แต่การสูญเสียบางอย่างเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ย่อมดีกว่าเสมอ และอยากให้มองว่านี่คือ “โอกาส” มากกว่า

     “โอกาส” ในการเป็นทีวีสาธารณะแห่งแรกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

     “โอกาส” ในการแก้ข้อกล่าวหาว่าไร้จรรยาบรรณของวิชาชีพสื่อมวลชน

     และ “โอกาส” ในการทำตัวไม่ให้หนักแผ่นดินเหมือนที่ผ่านมา

Advertisements

10 Responses to "TITV…กับเรื่องของคนไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง"

อ่านแล้วชอบมากค่ะ
ดีใจแทนเนชั่น ที่ได้พนักงานที่มีศักยภาพอย่างคุณ
อ่านแล้วทำให้คิดถึงบรรยากาศของ nation Channel UBC8
เขียนเรื่อยๆ นะคะ จะตามมาอ่าน
ขออนุญาตเอาไปแปะไว้ใน my blogroll นะจ๊ะ

ผมเคยอ่านคอมเม้นท้ายข่าวทีไอทีวีที่ไหนสักแห่งหนึ่ง อ่านแล้วขำแทบตกเก้าอี้ เขาบอกประมาณว่า

ถ้าห้อยด้วยคำว่าสาธารณะแล้ว ทีวีสาธารณะ ก็เหมือนกับ ส้วมสาธารณะนั่นแหละ ทั้งสกปรกและเหม็นเหมือนๆกัน

ถ้าเนชั่น ตกอยู่ในสภาพคล้ายๆกันกับไอทีวี คุณยังจะยินดีจะทำงานสาธารณะรึเปล่านะ

ยินดีด้วยซ้ำครับ อยากให้ใครก็ได้มาทำให้เราเป็นทีวีสาธารณะเร็วๆ เหลือกเกิน

และอีกอย่าง คุณมิตรไทยฯ คิดว่าเนชั่นมีสถานภาพของการเป็นสถานีข่าวเหมือนทีไอทีวีหรือเปล่าละครับ ถ้าคิดว่าเหมือนกันก็คิดใหม่ได้นะครับ เพราะคุณมิตรไทยฯ ลองไปถามคนเนชั่นคนไหนก็ได้ พวกเขาก็อยากเป็นทีวีสาธารณะทั้งนั้น อยากรู้ไหมว่าทำไม

ขอแสดงความเห็นด้วยคนนะจ๊ะ
ถ้าเนชั่นได้เป็นทีวีสาธารณะ เราว่าจะเป็นสิ่งที่ดีกับช่องนี้มาก
เพราะถ้าสื่อสาธารณะ (ในความเข้าใจของเรา) หมายถึง สื่อที่เป็นพื้นที่สาธารณะ มีเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนดูตาดำๆทั่วไป โดยไม่มีข้อกำหนดของการทำกำไรสูงสุด จากการโฆษณาเข้ามาเกี่ยวข้องและมีผลกดดันต่อเนื้อหาของรายการที่ออกอากาศ
งั้นเราว่าเนชั่นก็เกือบๆจะใช่แล้วล่ะ เพราะตั้งแต่เปิดสถานีมาจนถึงวันนี้ ก็แทบจะไม่มีโฆษณาอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องกำไรของสถานี คนทำงานก็ได้เงินเดือนระดับกลางถึงน้อย (เมื่อเทียบกับปริมาณงานที่ต้องทำ) แล้วถ้าได้เป็นทีวีสาธารณะ ก็หมายถึงช่องทางการออกอากาศที่กว้างกว่าเดิม ไม่จำกัดอยู่ในกลุ่มคนแคบๆแค่หยิบมือเหมือนทุกวันนี้
มันจะเป็นผลดีกับคนทำงานในแง่ของกำลังในการทำงานนะ ที่จะมีคนดูงานของพวกเค้าเยอะขึ้น
และถ้าบอกว่า เราพูดแบบเอียงไปทางเนชั่น ข้าพเจ้าของน้อมรับด้วยความเต็มใจค่ะ ฮ่าๆๆ

คุณ kampooh ท่าจะรู้จริงแฮะ 🙂

อ่านะ
อ่านแล้วรู้สึกถึงความลำเอียงไปอีกแบบ
เดี๋ยวนี้คนไทยเป็นกันอย่างนี้หรือ
ด่ากัน ไม่มีความคิดเห็นเชิงบวกต่อกันบ้าง

อ่านแล้วนะคะแต่เรารู้สึกถึงความลำเอียงยังไงไม่รู้อ่ะคะ

http://www.clipv.com

แหม เข้าใจหาที่โฆษณาเว็บนะครับคุณริน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Blog Visits

  • 152,468 hits
%d bloggers like this: