Suki Media

นิมนต์กลับวัดโดยด่วน

Posted on: วันพฤหัส, 19 เมษายน, 2007

     ห็นข่าวพระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้ว ก็อดถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้

     คงรู้นะครับว่าหมายถึงอะไร

                            (รูปจาก www.manager.co.th)    

     เรื่องนี้ผมต้องบอกตามตรงว่า เป็นเรื่องนานาจิตตังอย่างแท้จริง ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมีเหตุผลที่ฟังขึ้นและฟังไม่ขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ขออธิบายหรือพูดถึงเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็นำมากล่าวอ้างได้อยู่แล้ว เนื่องจากเรื่องศาสนาเป็นเรื่อง “นามธรรม”

     นอกจากจะเป็นนามธรรมแล้ว ยังเป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน” ซึ่งหลายคนอาจฟังคำนี้จนเอียน พร้อมถามว่าทำไมจึงว่าละเอียดอ่อน และมันละเอียดอ่อนตรงไหน

     ตีความง่ายๆ เลยก็คือ เรื่องใดก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับ “ศรัทธา” ของคน สิ่งนั้นเป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน”

     อย่างที่เขาว่ากันว่า เรื่องที่ไม่ควรนำมาพูดคุยกันในวงสนทนาบ่อยๆ คือ เรื่องการเมือง ฟุตบอล และศาสนา เพราะแต่ละคนก็มีความเชื่อหรือมีศรัทธาตามแต่ใจตัวเอง บางครั้งก็อยู่นอกเหนือจากเหตุผล

     คนที่นำ 3 เรื่องนี้มาคุยกันบ่อยๆ จึงปากแตกกันมาเยอะแล้ว

     เพราะฉะนั้น เหตุผลของการบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือนั้น เป็นสิ่งที่ควรละไว้ในฐานที่เข้าใจ (ของแต่ละคน) เพราะทุกคนย่อมเชื่อเหตุผลของตัวเองเป็นสำคัญ ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะไปเรียกร้องหรือไม่เรียกร้อง จะไปกดดันใครหรือไม่กดดันใคร ก็เป็นเรื่องของปัจเจกล้วนๆ

     แต่ฐานะของ “บุคคล” ที่จะไปดำเนินการอย่างที่ว่านั้นต่างหาก ที่ไม่ควรเป็น “พระสงฆ์”

     ไม่มีใครจะตั้งท่ารังเกียจรังงอนอันใด หรือกล่าวหาว่าเพิกเฉยต่อพุทธศาสนา หากผู้ครองเพศบรรชิตเหล่านี้จะเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่

     ถ้าจะพูดกันตามพระธรรมวินัยดั้งเดิม ก็ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่กิจของสงฆ์

     พระสงฆ์เป็นผู้สละแล้วในทางโลก หน้าที่หลักคือปฏิบัติธรรม เพื่อลด ละ เลิก กิเลสทั้งปวง รวมทั้งมีหน้าที่เผยแผ่พุทธศาสนาตามวัตถุประสงค์หลักของการเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย

     แต่ผมไม่อยากนำพระธรรมวินัย กรณี “กิจของสงฆ์” มากล่าวอ้างกันอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ รวมทั้งยังเชื่อว่าพระสงฆ์เหล่านี้ย่อมรู้ถึงวินัยข้อนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

     ที่สำคัญ การประพฤติปฏิบัติของสงฆ์ในทุกวันนี้ ก็ละเมิดพระธรรมวินัยข้อดังกล่าวจนเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่เรื่องที่กระทำนั้น หากถือเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็อาจพออนุโลมกันได้ อย่างเช่นการพัฒนาชุมชนในส่วนที่รัฐให้ความช่วยเหลือไม่ถึง หรือการสร้างวัตถุมงคลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

     ซึ่งถ้าหากว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์ และบางเรื่องเป็นชนวนเหตุให้เกิดความวุ่นวายหรือกิเลสต่อประชาชนมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ ที่เห็นชัดๆ คือการสร้างวัตถุมงคลจนเป็นพุทธพาณิชย์ และผมก็สงสัยเหลือเกินว่า พระที่ปลุกเสกวัตถุมงคลจะบาปหรือไม่ หากวัตถุมงคลดังกล่าวเป็นชนวนเหตุให้คนเหยียบกันตาย

     และถ้ายิ่งเรื่องใดที่นอกเหนือจากการพัฒนาชุมชนและสร้างวัตถุมงคลแล้ว พระสงฆ์ยังต้องออกมาจากวัด เพื่อยุ่งเกี่ยวในทางโลกอีก ผมก็เห็นว่ามันเกินควรไปหน่อย

     เพราะการได้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ…

     มันช่วยให้พระสงฆ์ลด ละ เลิก กิเลสได้เร็วขึ้นหรืออย่างไร

     มันช่วยให้พระสงฆ์มีศีลบริสุทธิ์มากขึ้น จนบังเกิดเป็นสมาธิ และปัญญาต่อไปหรืออย่างไร

     มันช่วยให้พระสงฆ์บรรลุมรรค ผล นิพพาน เร็วขึ้นหรืออย่างไร

     มันช่วยให้ประชาชนไทยหันมานับถือศาสนาพุทธมากขึ้นหรืออย่างไร

     หรือมันช่วยให้พระสงฆ์มีฐานันดรที่สูงขึ้นหรืออย่างไร

     ท่านพุทธทาสเคยกล่าวถึงพุทธศาสนาในสายตาของแต่ละบุคคลที่มองเข้ามา ซึ่งอาจจะมองแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นเพหรือภูมิหลังของคนๆ นั้น

     อย่างนักศีลธรรมก็จะมองพุทธศาสนาในฐานะที่เป็น “ศีลธรรม”

     บางคนมองว่าพุทธศาสนาเป็น “สัจธรรม”

     บางคนมองพุทธศาสนาเป็น “ศาสนา”

     บางคนมองพุทธศาสนาเป็น “จิตวิทยา”

     บางคนมองพุทธศาสนาเป็น “ปรัชญาและวิทยาศาสตร์”

     และบางคนมองพุทธศาสนาว่าเป็น “ศิลปะ”

     แต่มุมมองที่ท่านพุทธทาสยืนยันว่า เป็นเหลี่ยมมุมที่ต้องสนใจมากที่สุดก็คือ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็น “ศาสนา” เพราะเป็นมุมมองที่พูดถึงวิธีปฏิบัติอันจะก่อให้เกิดศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อนำไปสู่การมองโลกในแง่จริง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนันตา

     นั่นหมายถึง ไม่มีอะไรในโลกนี้เที่ยงแท้ (อนิจจัง) ไม่มีอะไรที่เราเข้าไปยึดถือแล้วไม่เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และไม่มีอะไรเป็นของของเรา แม้กระทั่งตัวเราเอง (อนัตตา)

     เฉกเช่นเดียวกัน การยึดมั่นถือมั่นว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นสิ่งที่ชาติควรตราเอาไว้ในกฎหมายว่าต้องมีประจำประเทศ จึงเป็นการเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง

     และน่าเสียใจมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้ออกมาเรียกร้องกลับกลายเป็นผู้ถือครองสมณเพศ อันได้ปวารณาตัวไว้แล้วว่าจะเลิกยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเป็นสรณะ

     แต่นี่กลับมองพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็น “อัตตา” ไปอย่างไม่น่าให้อภัย

     ผมจึงอยากนิมนต์พระสงฆ์องคเจ้าทั้งหลายให้กลับวัดเสียเถิด กลับไปปฏิบัติธรรมอย่างแข็งขันและให้ปัญญาแก่พุทธศาสนิกชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อเป็นการต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยาวนานยิ่งๆ ขึ้นไป

     และความยั่งยืนจะบังเกิดผลโดยไม่ต้องมีใครมาเขียนลงในกระดาษหรือจารลงในใบลานเลยแม้แต่นิดเดียวว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทย”

     เพราะนั่น…มันไร้สาระสิ้นดี

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Blog Visits

  • 153,717 hits
%d bloggers like this: