Suki Media

เราเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า

Posted on: วันจันทร์, 9 เมษายน, 2007

     ผมเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ครับ ไปทำข่าวการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน ครั้งที่ 11 มา แต่ไม่ได้จะมาเล่าถึงรายละเอียดการประชุม หรือไม่ได้จะมาเล่าถึงสภาวะอากาศที่เชียงใหม่หรอกครับ แต่มีเรื่องระหว่างทางมาเล่าสู่กันฟังเช่นเคย

     ในระหว่างที่เดินทางกลับกรุงเทพฯ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องนักข่าวคนหนึ่งถึงเรื่องราวที่ค่อนข้างจะหมิ่นเหม่และกำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้

     น้องคนนี้บอกว่า เธอเข้าไปอ่านใน blog ผมบ่อยๆ และเห็นว่าผมค่อนข้างจะเป็นคน conservative พอสมควร เนื่องจากบทความที่เขียนดูจะปกป้องสถาบันเบื้องสูงอยู่ในที

     ผมจึงถามกลับไปว่า แล้วเธอล่ะคิดอย่างไร เป็นลักษณะหัวก้าวหน้าใช่ไหม เหมือนกับสิ่งที่อาจารย์ท่านหนึ่ง นามย่อว่า ส. เคยพูดถึงหรือเปล่า เธอตอบว่าไม่เชิง แต่คิดว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน

     หลายคนอาจไม่เคยได้รับรู้มาก่อนว่าอาจารย์ท่านนั้น เคยพูดว่าอะไรมาก่อน แต่ผมพอจะอธิบายสรุปคร่าวๆ ได้เท่านั้นครับว่า “การที่จะให้สถาบันใดๆ ยั่งยืน ควรต้องเปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้”

     ผมบอกน้องว่า ผมไม่ใช่เป็นคน conservative อะไรนัก เพียงแต่มันมีเรื่องของศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นอกเหนือจากเหตุผลที่ผมเขียนไปแล้วในบทความต่างๆ

     “ก็เห็นด้วยนะคะที่หลายคนก็ศรัทธา แต่เราก็ควรเปิดกว้างให้มีการพูดถึงกัน เพราะถ้ายิ่งปกปิด คนก็ยิ่งอยากรู้ และต่อให้รู้อะไรที่ไม่น่าพอใจ คนที่ยังศรัทธาจริงๆ ก็น่าจะยังศรัทธาอยู่” เธอว่าอย่างนั้น

     พร้อมกันนั้น เธอยังขอความเห็นผมในเรื่องการที่กระทรวงไอซีทีปิดเว็บไซต์ youtube (อ่านว่า ยูทิวบ์ นะครับ ไม่ใช่ ยูทูบ, ยูทูป, ยูทู้บ, ยูทูเบะ, หรืออะไรก็แล้วแต่) อีกด้วย ซึ่งผมก็ตอบไปว่า

     “พี่เห็นด้วยกับกระทรวงไอซีที และอาจจะถูกมองว่าเห็นตรงข้ามกับคนทั่วไป ที่ต้องการรับรู้ข่าวสารอย่างเสรี แต่โดยส่วนตัวแล้วพี่มองว่า การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ควรจะเคารพในสิทธิและกฎหมายของบ้านเมืองนั้นๆ และวิธีการตอบสนองของสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ที่สำคัญคือเราอยู่ประเทศไหน ก็ควรเคารพกฎหมายประเทศนั้น”

     “แล้วทำไมเราต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เราไม่ได้เป็นคนร่างเองด้วยล่ะ” เธอสงสัย

     “เพราะเราเป็นผู้อาศัย”

     “อ้าวเหรอ เราเป็นผู้อาศัยเหรอ หนูนึกว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง”

     “เปล่า เราเป็นผู้อาศัย” ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ

     แต่สิ่งที่ผมไม่ได้บอกน้องคนนี้ไปในเวลานั้น เนื่องจากเวลาพูดคุยมีจำกัดก็คือ

     สื่อต่างๆ รวมทั้งมวลชนที่ต้องการความมีอิสระเสรีในการรับรู้ข่าวสาร ที่เรียกว่า Freedom to know หรือ Right to know ก็แล้วแต่ มักจะนำข้อนี้มากล่าวอ้างถึงความชอบธรรมในการเปิดกว้างทางข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นหลักการที่ถูก ทุกคนควรมีสิทธิในการรับรู้และไม่ควรถูกปิดบังหรือปิดกั้นจากภาครัฐแต่อย่างใด

     แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคิดก็คือ การเปิดเผยข้อมูลหรือความอิสระเสรีในการรับรู้ข่าวสาร ควรหรือไม่ที่จะอยู่ภายใต้สิทธิของผู้ถูกเปิดเผยเช่นเดียวกัน

     หากการที่ทุกคนสามารถรับรู้เรื่องราวของผู้อื่นได้อย่างอิสระเสรี มันถูกมันควรแล้วหรืออย่างไร

     ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวงการสื่อ เป็นบุคคลที่อาจเรียกได้ว่าบุคคลสาธารณะ แม้จะยังไม่โด่งดังอะไรมากนัก แต่ก็ย่อมรับรู้ได้ถึงความไม่เป็นส่วนตัว ที่บางคนอาจอยากรับรู้มากกว่าคนอื่นๆ แม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตาม

     “คิดจะเป็นคนดัง อย่าหวังความสงบ” เป็นข้อความที่ติดไว้บนต้นไม้ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งผมและเพื่อนๆ รับประทานอาหารเย็นหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนครั้งนี้

     อ่านแล้วก็ให้รู้สึกว่าสะท้อนใจดีแท้ แม้จะเป็นความจริง แต่บางครั้งใครบางคนอาจไม่ได้ “หวัง” จะเป็นคนดังก็เป็นได้ อาจเป็นภาวะจำยอม แต่กลับต้องมารับภาระเรื่องความกระหายใคร่รู้ของคนทั่วไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

     คงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก ที่มีคนอยากมาขุดคุ้ยเรื่องราวส่วนตัวของเรา ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ

     คุณจะใส่กางเกงในขาด ตูดเป็นสิว หรือคันในร่มผ้า มันก็เรื่องของคุณ และเชื่อว่าคุณคงไม่อยากให้ใครรู้ แต่ถ้ามีคนที่คิดว่าคนอื่นอยากรู้ล่ะ แล้วนำเรื่องนี้ไปเปิดเผยต่อสาธารณะ

     คุณคิดอย่างไร

     หากครอบครัวของคุณไม่มีความอบอุ่น บ้านแตกสาแหรกขาด พ่อมีเมียน้อย แม่มีชู้ ปู่มีเด็ก อาเจ็กเป็นเกย์ แล้วเพื่อนคุณเร่ไปบอกชาวบ้าน โพนทะนาให้คนอื่นรู้ไปทั่วตำบล แล้วมาบอกคุณว่า “นี่เป็นสิทธิของชาวบ้านที่จะรับรู้ข้อมูล ควรมีการเปิดกว้างให้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเสรี”

     คุณคิดอย่างไร

     ผมไม่สามารถพูดตรงๆ ได้ จึงขอยกตัวอย่างแบบนี้แล้วกันครับ

     หากคุณเกิดมาในตระกูลหนึ่ง ซึ่งเป็นตระกูลผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผู้ก่อตั้งเป็นทวดของทวดของทวดของคุณ ที่ต้องการสร้างโรงเรียนให้แก่ชุมชนได้ศึกษาหาความรู้

     กาลเวลาผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า โรงเรียนซึ่ง ณ เวลานี้ ตกทอดมาจากทวดของทวดของทวด มาสู่ปู่ สู่พ่อ และสู่รุ่นของคุณ โดยคุณมีหน้าที่ดูแลภาพรวมทั้งหมด

     ณ วันนี้ โรงเรียนเติบโตและพัฒนามากขึ้น นักเรียนเพิ่มขึ้น การจะให้โรงเรียนมีการพัฒนาทัดเทียมโรงเรียนอื่นๆ ย่อมต้องจ้างผู้บริหารเก่งๆ มาช่วยกันดูแล วางระบบ วางโครงสร้าง จัดระเบียบ และอะไรต่อมิอะไร

     คุณซึ่งใหญ่สุดในโรงเรียน ปล่อยให้ผู้บริหารซึ่งเป็นมืออาชีพดูแลกันได้อย่างเต็มที่ คุณเพียงอยู่เบื้องหลังคอยดูภาพรวม และให้คำปรึกษาเท่านั้น

     มาวันหนึ่ง คุณถูกขุดคุ้ย ถูกนินทา ถูกตั้งคำถาม ถึงความชอบธรรมในการปกครองโรงเรียน ทั้งนักเรียน ทั้งผู้บริหาร ทั้งครูอาจารย์ ต่างไม่เข้าใจว่าจะมีคุณไปทำไม

     หลายคนไม่เข้าใจ หลายคนสงสัยว่าคุณมีหน้าที่อะไรกันแน่ และถ้าไม่มีคุณ โรงเรียนก็ไม่น่าจะเสียหายตรงไหน

     หลายคนเริ่มอยากรู้เรื่องราวเบื้องลึกของคุณ อยากรู้ว่าทำไมคนรุ่นก่อนๆ จึงเทิดทูนคุณและบรรพบุรุษของคุณยิ่งนัก อยากรู้ว่าคุณจะมีเบื้องหลังที่ไม่ถูกไม่ควรอะไรหรือไม่ อันน่าจะนำมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเต็มที่ เพื่อความโปร่งใสและเท่าเทียมกัน

     คำถามคือ คุณจะรู้สึกอย่างไร

     เรื่องนี้สตีฟ จ็อบ คงตอบได้ดีว่าเขารู้สึกอย่างไร เมื่อวันหนึ่งเขาถูกผู้บริหารไล่ออกจากบริษัท Apple ซึ่งเขาเป็นคนก่อตั้งขึ้นมาเองกับมือ โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่มีความสามารถพอในการบริหาร

     แล้ววันนี้ Apple เป็นอย่างไรในตลาดโลก

     ผมตอบน้องนักข่าวคนนั้นไปประโยคหนึ่งว่า “ข้อมูลบางอย่าง เรื่องราวบางเรื่อง หากมันสร้างประโยชน์ต่อการรับรู้ ต่อคนฟัง หรือต่อคนอ่าน มันก็ย่อมจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาปัญญาต่อไป แต่หากข้อมูลดังกล่าว เมื่อฟังแล้ว รู้แล้ว ไม่ทำให้เราฉลาดขึ้น เกิดปัญญามากขึ้น ที่สำคัญมันคือเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น แล้วเราจะรู้ไปทำไม”

     ทุกวันนี้การก่อกำเนิดประเทศขึ้นมา ไม่ใช่ได้มาด้วยการรบพุ่งเหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่ได้มาด้วยการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่การก่อตั้งประเทศ รวบรวมไพร่พลเพื่อสู้รบให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ บรรพบุรุษของเราเสียเลือดเนื้อ และเสียอะไรไปมากมาย กว่าจะได้แผ่นดินที่เรายืนอยู่ตรงนี้มาให้เราซุกหัวนอน

     กาลเวลาผ่านไป ผู้ที่ยอมเสียเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดิน สืบลูกสืบหลานมาถึงปัจจุบัน เพื่อปกครองประเทศตามกฎหมายและประเพณี ประชาชนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งกลับลุกขึ้นยืน บอกว่า ขออำนาจนั้นมาสู่ประชาชนเถอะ เราต่างหากเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง

     และเราได้อำนาจนั้นมา พร้อมกับยกให้ผู้บริหารมืออาชีพไป ภายใต้คำสวยหรูที่ชื่อ “นายกรัฐมนตรี” ตำแหน่งนี้มีพรรคพวกในการช่วยบริหาร เรียกว่า “คณะรัฐมนตรี” มีพรรคพวกในการช่วยออกกฎหมาย เรียกว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” มีพรรคพวกในการช่วยกลั่นกรองกฎหมายที่อีกพรรคพวกหนึ่งตราออกมา เรียกว่า “สมาชิกวุฒิสภา” และยังมีอีกหลายพรรคพวกที่ประกอบขึ้นมาเป็นองค์คณะในการช่วยดูแลประเทศนี้…ที่พวกเขาไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง

     ถูกต้องหากจะบอกว่า ผู้ปกครองของประเทศใดๆ ณ ปัจจุบันนี้ ก็ไม่ได้สร้างประเทศขึ้นมาเอง จะเอาความชอบธรรมใดๆ ในอดีตมากล่าวอ้างมิได้ แต่หากคำถามเดียวกันนี้ ถามกลับไปยังผู้มีอำนาจในการบริหาร หรือประชาชนบางคนสักนิดว่า “แล้วเราจะมีกฎหมายและประเพณีไว้เพื่ออะไร”

     ผมตอบน้องนักข่าวคนนั้นไปตอนหนึ่งว่า “หากเราอยู่ประเทศไหนหรือสังคมไหน แล้วไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีปฏิบัติของประเทศนั้นหรือสังคมนั้น เราล่ะ กำลังทำในสิ่งที่ชอบธรรมอยู่หรือเปล่า”

     “ถ้าเราอยากเล่นฟุตบอล เราก็ต้องทำตามกติกาของฟุตบอล ไม่ใช่นำกติกาบาสเก็ตบอลมาอ้าง ถ้าเรารับไม่ได้กับกติกาฟุตบอล เราก็ไม่ต้องเล่น และไปเล่นบาสเก็ตบอลเสียสิ”

     ทุกบ้านเมืองมีกฎหมายและประเพณีเป็นหลักยึดเหนี่ยวของสังคม หากขาดสองสิ่งนี้ไป บ้านเมืองไม่มีกฎระเบียบอะไรมากำหนด ไม่มีประเพณีให้อ้างอิง แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำเพื่อใคร และทำตามหลักอะไร

     บทความที่ผมเคยเขียนๆ ไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความศรัทธาส่วนบุคคล และอีกส่วนเขียนขึ้นภายใต้หลักอ้างอิงของกฎหมาย

     หากสังเกตบทความเรื่อง “คำถามที่หมิ่นเหม่” และ “คิดผิดคิดใหม่ได้…ชาวพีทีวี” ก็จะเห็นว่าผมอ้างอิงถึงรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ หากรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า “อำนาจสิทธิขาดในการเลือก แต่งตั้ง หรือถอดถอนองคมนตรี” นั้นเป็นของใคร เราในฐานะประชาชน ก็ควรเคารพกฎหมายสูงสุดของประเทศ หรือรัฐธรรมนูญที่เราเพรียกหากันหนักกันหนาว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริงมิใช่หรือ

     หากปากเราก็บอกว่า นี่คือรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง และเรียกร้องให้ทุกคนเคารพ พร้อมๆ กับด่าทอ คมช. ที่เป็นผู้ฉีกรัฐธรรมนูญของเรา แต่เรากลับไม่เคารพกฎข้อบังคับภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้อย่างไร

     ดังนั้น หากกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกไว้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันอันสูงสุด ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ เมื่อการละเมิดใดเข้าข่ายการละเมิดกฎระเบียบภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการละเมิดใดที่เข้าข่ายการละเมิดขนบประเพณีอันดีงามของไทย กระทรวงไอซีทีก็มีความชอบธรรมแล้ว ที่จะแก้ไขการละเมิดนั้นให้เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย

     แม้กระทั่งกูเกิลเองก็ปฏิบัติต่อประเทศต่างๆ อย่างไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและรับไม่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อกูเกิลจะเข้าไปแสวงหาประโยชน์ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็จะยอมแลกเปลี่ยนประโยชน์ที่จะได้มาด้วยการปกปิดข้อมูลตามกฎหมายของประเทศนั้น

     อย่างล่าสุดที่กูเกิลเซ็นเซอร์เว็บไซต์บางเว็บ ที่พาดพิงเรื่องการเมืองในประเทศจีน เพื่อแลกกับการเข้าไปเปิดตลาดในจีนอย่างสะดวกโยธิน

     หรือแม้กระทั่งยาฮู ซึ่งเป็นคู่แข่งของกูเกิล ก็ยอมเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐของจีน เนื่องจากลูกค้าผู้นี้เขียนบทความพาดพิงเรื่องการเมืองในจีน และสุดท้ายหนุ่มจีนผู้นี้ก็ถูกจับและตัดสินจำคุกในที่สุด จนกระทั่งเมียของเขาต้องบินไปอเมริกาเพื่อฟ้องร้องยาฮู ที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งผู้ให้บริการอย่างยาฮู ไม่มีสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าแม้แต่นิดเดียว

     แต่ในกรณีของไทย กูเกิลไม่เห็นว่าจะได้ประโยชน์อันใดจากการที่จะบล็อคหรือเซ็นเซอร์ข้อมูลที่ละเมิดกฎหมายไทย จึงเพิกเฉยเสีย…นี่หรือคือความชอบธรรม

     หากประชาชนคนใดอยากรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ที่เข้าข่ายการละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือฉบับไหนๆ ก็ตามที่ผ่านมา อันเป็นกฎหมายสูงสุดของไทย ก็ควรไปรับรู้ที่อื่น ที่ไหนก็ได้…ที่ไม่ใช่ประเทศไทย

     …เพราะถ้าใครไม่ชอบกติกานี้ ก็เลิกเล่นเสีย แล้วหันไปเล่นตามกติกาอื่น ก็ไม่มีใครว่าอะไรครับ

Advertisements

3 Responses to "เราเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า"

นี่เป็นอีกหนึ่งในหลายๆ บทความของบารมีที่เราอ่านแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เขียนได้ตรงกับที่ใจเราคิดมากๆ เลย

เป็นบทความที่ดีครับ ในตอนแรกของคืนที่เกิดเหตุผมเองเป็นคนหนึ่งที่ติดตามสถานการณ์และไม่เห็นด้วยกับICT ที่ทำไมถึงจัดการอะไรไม่ตรงจุด และมาช้าจนเกินไป ออกจะดูโวยวายหน่อยๆ ถึงขนาดเอาไปเขียนลงblogของตัวเองเดี๋ยวนั้นทันที

วันต่อมาในชุมชนMSNก็มีกาีรบอกต่อกันให้ใส่สัญลักษณ์รูปหลอดไฟ หน้าชื่อของตัวเองเพื่อประท้วง ICT ที่ปิด youtube ผมเองก็แปะกับเค้าด้วยไปครึ่งวันก็ตัดสินใจเอารูปหลอดไฟนั่นออกเพราะรู้สึกแปลกๆ

ในขณะเดียวกันผมก็เริ่มเห็นชื่อคนอื่นๆแปะรูปคว่ำหัวแม่มือลง ในหน้าชื่อMSN เพื่อเป็นสัญลักษณ์ ว่าพวกเขาบอยคอต youtubeกับgoogle

..ถ้าบทความนี้มีคำถามว่า “เราเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า”
..ผมเองก็มีคำถามเพิ่มขึ้น “เรากำลังตกเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือในแผนของใครโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า”

หลอดไฟที่ไม่ส่องให้เห็นอะไรมากกว่าความคิดที่เห็นต่าง…

..มันน่าเศร้าจริงๆ..ที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น

เห็นด้วยครับกับบทความที่เขียน
บางครั้งพวกเราก็ตกเป็นทาสของคำว่า “สิทธิเสรีภาพ” แบบไม่ลืมหูลืมตา
ไม่ดูบริบท เอะอะก็ยึดถือ “สิทธิเสรีภาพ” แบบไม่ต้องคิด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Blog Visits

  • 153,172 hits
%d bloggers like this: