Suki Media

สปน. ไม่พอเพียง

Posted on: วันศุกร์, 2 มีนาคม, 2007

     ปลัด สปน. บอกว่า สปน.ไม่ได้เอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้มไอทีวี แต่จะจ้าง อสมท. มาบริหารจัดการ แล้วแบ่งกำไรให้ 10% ส่วนกำไรที่เหลือเข้ารัฐทั้งหมด ฟังแล้วดูเหมือนมีแต่ “ได้กับได้”

     ผมบอกตรงๆ ว่ารู้สึกอิจฉาเหล่าพนักงานไอทีวีขึ้นมาถนัดใจ งานที่ผ่านมาก็ดี เงินก็ดี โบนัสก็ดี เจ้าของบริษัทบริหารงานเจ๊ง รัฐก็หางานมาให้ทำต่อ แถมเงินเดือนเท่าเดิม และมีโอกาสทำงานต่อในบริษัทใหม่ที่จะเข้ามาบริหารต่อจาก อสมท. อีกด้วย งานอะไรจะดีกว่านี้ไม่มีในโลกครับ

     ถ้าจะพูดถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารงานของไอทีวีที่ผ่านมา ถือว่าไอทีวีสอบตก เนื่องจากผู้บริหารรู้อยู่เต็มอกว่ารายรับของไอทีวีไม่มากเหมือนฟรีทีวีช่องอื่นๆ เนื่องจากเจตนารมณ์เบื้องต้นที่ก่อตั้งสถานีนี้ขึ้นมา ก็เพื่อนำเสนอสาระมากกว่าบันเทิง หากจะรอให้รายรับจากรายการประเภทสาระมีมากเท่าๆ หรือชนะรายการบันเทิง มันต้องใช้เวลาให้คนไทยได้ซึมซับวัฒนธรรมการเรียนรู้มากกว่านี้ เพราะฉะนั้นการจะไปแข่งขันด้านรายได้กับฟรีทีวี อย่าง 3 5 7 หรือ 9 ก็คงดูผิดกาลเทศะไปนิด

     เชื่อว่าผู้บริหารไอทีวีรู้เหตุผลนี้เท่าๆ กับคนอื่น แต่ยังลงทุนเกินตัวด้วยการจ้างพนักงานจนล้น อุปกรณ์แพงระยับ รถโอบี เฮลิคอปเตอร์ พร้อมสรรพกำลังมากมาย เพื่อเสริมสร้างทีมข่าวราวกับได้กำไรปีละพันล้านหมื่นล้าน

     บริษัทใดก็ตามที่รู้ว่ารายรับไม่พอกับรายจ่าย แต่ยังลงทุนต่อไป อย่างนี้ก็สมควรจะเจ๊ง สปน. บอกว่าไปดูบัญชีไอทีวี ปี 2549 รายรับ 2,100 ล้านบาท ต้นทุน 1,450 ล้านบาท ถ้าดูแค่นี้ ไอทีวีกำไรเกือบ 700 ล้านบาท แต่ไอทีวีมีภาระต้องจ่ายค่าสัปทานอีก 1,000 ล้านบาท ทำให้ขาดทุนไป 300 ล้านบาท

     คำถามคือ…ไอทีวีรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่ามีภาระค่าใช้จ่ายขนาดนี้ รู้ว่าถึงแม้มีกำไรทางธุรกิจ แต่นี่คือธุรกิจสัมปทาน ต้องมีเงินส่งเข้ารัฐตามสัญญา ถ้าทำรายได้ไม่คุ้มรายจ่าย แล้วทำไมไม่ลดต้นทุน

     บริษัทไหนที่รู้ตัวว่ารายจ่ายเกินรายรับ ต้องเริ่มหาทางลดต้นทุนแล้ว บอกตรงๆ อย่างเนชั่นแชนแนลเองลดแล้วลดอีก อยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย คัดคนออกไปเป็นร้อยคนก็ทำมาแล้ว เพราะรู้ดีว่าหากำไรได้ไม่คุ้มทุน แต่นี่คือหนทางที่จำเป็นต้องทำ ไม่เช่นนั้นบริษัทก็อยู่ไม่รอด ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่การพร่ำเชียร์พวกพ้องตัวเอง แต่นี่เป็นหลักเบื้องต้นของการทำธุรกิจอย่างพอเพียง ของอย่างนี้ไม่ต้องให้ใครมาบอกหรอกครับ คนจะทำธุรกิจต้องรู้หลักการพื้นฐานนี้อยู่แล้ว

     ไอทีวีไม่เคยรู้จักคำว่าพอเพียงตั้งแต่ต้น พอเจ๊งแล้ว กลับมีรัฐมาอุ้มเอาไว้ด้วยการจ้าง อสมท.มาบริหาร แถมบอกว่าจะกำไรกว่า 900 ล้านบาทต่อปี เพราะไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน ก็แน่นอนสิครับ เพราะอัฐยายซื้อขนมยาย ชงเองกินเอง ไม่กำไรก็ไปขายถั่วได้แล้ว

     อสมท. ก็คือ รัฐวิสาหกิจที่มีรัฐบาลถือหุ้นกว่า 70% ปลัด สปน. บอกว่าไม่ได้ใช้เงินรัฐ ไม่ได้ใช้เงินภาษีประชาชนเข้าไปอุ้ม ผมยังสงสัยไม่หายว่าไม่ได้เอาเงินประชาชนเข้าไปอุ้มตรงไหน การที่ สปน. ทำเช่นนี้ เท่ากับเป็นการรับภาระธุรกิจที่ลงทุนเกินตัวตั้งแต่ต้น ซึ่งจริงๆ แล้วธุรกิจไอทีวีควรได้กำไรกลับคืนรัฐมากกว่า 900 ล้านบาทด้วยซ้ำ สปน. ควรหั่นค่าใช้จ่ายที่เกินตัวออกไปได้อีกโข ไม่ใช่รับภาระมาทั้งหมดแล้วบอกว่า อสมท. มาบริหาร จะได้กำไรเหนาะๆ 900 ล้านบาทต่อปี

     พูดง่ายไปหน่อยครับ

     อีกเหตุผลหนึ่ง หากรัฐบาลบอกว่าไม่เอาทักษิณ ไม่เอาสมคิด ไม่เอา reporter ไม่เอามิ่งขวัญ ไม่เอา PTV ไม่เอาขั้วอำนาจเก่า ไม่เอาพวกรับใช้ระบอบทักษิณ สปน. ก็ไม่ควรเอาสื่อที่ทำงานภายใต้ระบอบทักษิณอย่างไอทีวีเช่นกัน

     หลายคนที่เคยดูไอทีวีก็รู้เช่นเห็นชาติหมดแล้วว่า สำนักข่าวนี้ทำข่าวสนองความต้องการของขั้วอำนาจเก่าอย่างเห็นได้ชัด หากจะบอกว่าสื่อเหล่านี้ทำไปเพื่อความอยู่รอด นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัว เพราะพวกเขามี “ทางเลือก” ให้เลือกมากกว่าหนึ่งทาง แต่พวกเขาเลือกอยู่ข้างขั้วอำนาจนั้น

     เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลจะยึดมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยึดมั่นในคำยืนยันครั้งต้นว่าไม่เอาขั้วอำนาจเก่า ก็ขอร้องให้รัฐพิจารณาให้ดีเรื่องการเก็บไอทีวีไว้เช่นกันครับ

Advertisements

6 Responses to "สปน. ไม่พอเพียง"

สงสัยว่าน่าจะเป็น การเมืองเรื่องสุดโหด หรือเปล่าคะ
ยังไงก็คงต้องยอมรับความเป็นจริงล่ะนะว่า อำนาจใครอำนาจมัน เปลี่ยนขั้วก็เปลี่ยนแค่ข้างให้ต้องไปถือหาง
คนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่รู้เรื่องอะไร ก็ต้องฟังหูไว้หู…
แล้วบอกให้ ประชาชนดูแลประชาธิปไตยของตัวเองให้ดี จะทำได้ยังไงน้อ????
“สื่อมวลชน” เป็นกลุ่มก้อนที่โดนทั้งขึ้นทั้งล่องตามระเบียบ
เสนอข่าวก็โดนว่า ไม่เสนอข่าวก็โดนโวย
อืมมมม เป็น watch dog นี่ลำบากจริงๆ เนอะ ^^”

คนข่าวสังกัดนั้นบางคน เงินเดือนเป็นแสนเลยนะ
แต่อย่าไปอิจฉาเค้าเลย
เงินที่ได้มาจากความหน้าด้านและไร้จุดยืนในวิชาชีพสื่อมวลชน
ใช้จ่ายอย่างไรก็ไม่สบายใจไม่สบายมือ

ตราบใดที่ยังมีขั้วอำนาจอยู่..สื่อก็อาจต้องถูกดูดจากขั้วใดขั้วหนึ่งไปได้ ขึ้นอยู่กับแรงดึงดูดของขั้วนั้นๆ แต่ก็ดีนะที่ละติจูดของประเทศไทยเป็นจุดที่มีแรงโน้มถ่วงอยู่

คุณ pattaranee ครับ ผมพยายามจะเข้าไปคอมเมนท์ใน blog ของคุณ แต่ทำไม่ได้เลย ได้แต่เข้าไปแวะเยี่ยมชม คงไม่ว่ากันนะครับ

เห็นด้วยกับคุณคิ้วหนาและคุณ bee ครับ

วงการสื่อมวลชนทุกวันนี้กำลังเดินไปในทิศทางที่เดาไม่ถูก แต่ก็ไม่มืดบอดเสียทีเดียว แต่ผมเชื่ออย่างที่ อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล บอกไว้นะครับว่า อนาคตของสื่อจะถูกแทรกแซงน้อยลง เพราะมีสื่ออย่างอินเทอร์เน็ตเนี่ยแหละ ที่ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถเป็นสื่อเองได้ มีอิสระในการนำเสนอเรื่องราวได้หลากหลาย ไม่ขึ้นกับใครครับ

คุณ baramee คะ
ขอบคุณที่แวะไปเที่ยวเล่นนะคะ ถ้าการงานมันเครียดนักก็แวะไปอ่านเล่นๆ เพลินๆ ค่ะ ไม่ว่ากันๆ แค่เข้าไปอ่านก็ดีใจแล้วจ้า ^_^
เอี้ยง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Blog Visits

  • 152,468 hits
%d bloggers like this: