Suki Media

ค่าโง่ ดร.สมคิด

Posted on: วันพุธ, 21 กุมภาพันธ์, 2007

     นับตั้งแต่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้รับการแต่งตั้งโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้ทำหน้าที่ชี้แจงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงต่อนานาประเทศ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนมาจนกระทั่งล่าสุดมีข่าวว่า ดร.สมคิด จะแถลงข่าวลาออกในที่สุด (เวลาขณะที่เขียนนี้ เขายังอยู่ในตำแหน่ง)

     นับวันดูแล้วไม่ถึง 10 นิ้วด้วยซ้ำ ที่ชายผู้นี้อยู่ในตำแหน่งอันทรงเกียรติ ดูใหญ่โตเสียเหลือขนาด แต่ความร้อนอาสน์ก็ทำให้ชายผู้นี้อดรนทนอยู่นิ่งไม่ไหวอีกต่อไป ไม่ว่า ดร.สมคิด จะแถลงข่าวลาออกหรือไม่ก็ตาม เขาก็ได้เสียค่าโง่หรือเสียรังวัดไปมากโขแล้ว

     หั่งกวง แซ่จัง หรือ ด.ช.สมคิด เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ร่ำรวยมากนัก ธุรกิจของทางบ้านล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ทำให้ ด.ช.สมคิด ต้องระหกระเหินไปอยู่กับอาตั้งแต่อายุได้เพียง 5 ขวบ อาผู้นี้ส่งเสียให้ ด.ช.สมคิด เรียนจนจบปริญญาตรีที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเขาก็หาทุนเรียนต่อเองจนจบปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจที่นิด้า จากนั้นก็บินไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านการตลาดที่ Kellogg School of Management แห่ง Northwestern University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านการบริหารจัดการอันด้บต้นๆ ของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

     ที่ Kellogg ดร.สมคิด ถือเป็นศิษย์ก้นกุฏิของฟิลลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ด้านการตลาด และสิ่งที่ส่งผลให้ ดร.สมคิด กลายเป็นที่รู้จักของคนในแวดวงวิชาการ นั่นก็คือหนังสือที่ชื่อ The New Competition ซึ่งเขาเขียนขึ้นจากความรู้และประสบการณ์อันเอกอุด้านการตลาดเชิงยุทธ์นั่นเอง

     อย่างไรก็ตาม ผลงานที่ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ ดร.สมคิด ได้รับการยอมรับนับถือมากกว่าเดิม กลับเป็นหนังสือที่เขาเขียนร่วมกับคอตเลอร์ที่ชื่อว่า The Marketing of Nations ซึ่งพูดถึงการวางกลยุทธ์ทางการตลาดในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับองค์กรจนถึงระดับประเทศ หนังสือเล่มนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลกเกือบ 20 ภาษาเชียวครับ

     และใครจะรู้ล่ะว่าหนังสือเล่มเดียวกันนี้เอง จะถูกนำมาใช้เป็นดั่งแม่แบบของนโยบายพรรคไทยรักไทยในเวลาต่อมาด้วยเช่นกัน

     หลังจากที่ ดร.สมคิด กลับมาเมืองไทยก็เข้าสู่แวดวงวิชาการ ทำงานให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากนั้นก็หันเข้าสู่แวดวงธุรกิจในเครือสหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ของไทย ซึ่งป้อนสินค้าสู่สังคมส่วนใหญ่ของประเทศ นั่นก็คือชนชั้นล่างและกลาง และที่นี่เองที่ทำให้ ดร.สมคิด เรียนรู้เรื่องการตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคในสองชนชั้นนี้ได้อย่างถ่องแท้ และกลายเป็นรากฐานความคิดสำคัญในการตอบสนองความต้องการของสังคมได้เป็นอย่างดี ซึ่งถูกนำมาใช้ในวันที่เขาหันเข้าสู่แวดวงการเมืองในเวลาต่อมา

     จะเห็นนะครับว่า ดร.สมคิด อยู่กับแนวคิดด้านการตลาดมาตลอดทั้งชีวิต ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้แนวคิดทุนนิยม ไปจนถึงการวางกลยุทธ์ด้านการตลาดเพื่อสร้างการบริโภค ยังไม่นับว่าเขามีต้นทุนทางความคิดและสังคมสูงมากพอควรก่อนที่จะเข้าสู่พรรคไทยรักไทย และจากนั้น ดร.สมคิด ก็กลายเป็นมือขวาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการสรรค์สร้างนโยบายเด็ดดวงมากมาย จนเป็นที่ติดอกติดใจของนายใหญ่และประชาชนไทยในเวลาไม่นาน

     คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สารพัดโครงการที่พรรคไทยรักไทยทำคลอดออกมาในช่วงที่บริหารประเทศอยู่นั้น มีแนวคิดของ ดร.สมคิด อยู่เป็นรากฐานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการเอื้ออาทร โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร และที่เห็นชัดๆ ก็คือ OTOP และ SPV เพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วนของสังคม ผลิต ผลิต ผลิต และบริโภค บริโภค บริโภค

     ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ดร.สมคิด เป็นเสาหลักทางปัญญาแห่งพรรคไทยรักไทย ที่อยู่เคียงข้างนายใหญ่มาตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งเสาหลักทางปัญญาอย่าง ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ ดร.วิษณุ เครืองาม ก็ไขก็อกไปก่อนตั้งแต่ปีมะโว้ ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารด้วยซ้ำ แต่ ดร.สมคิด ยังตั้งมั่นอยู่จนวินาทีสุดท้าย นี่คือข้อสังเกตเด่นชัดที่ใครหลายคนเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจว่า เขาจะเปลี่ยนความคิดจากการสร้างแรงจูงใจเพื่อบริโภค มาเป็นการรู้จักบริโภคอย่างพอเพียงในเวลาอันสั้นได้อย่างไร และเขาจะชี้แจงให้คนไทยทั้งประเทศเข้าใจได้อย่างไรว่า เขาคือผู้บริสุทธิ์ภายใต้การบริหารของรัฐบาลทักษิณที่ได้ชื่อว่าคอร์รัปชั่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

     และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้แรงทักท้วงต่อรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ หนักข้อจนกระทั่ง ดร.สมคิด เองหรือไม่ว่าใครก็คงจะอดรนทนไม่ไหว ที่ทั้งบ้านทั้งเมืองไม่มีใครไว้ใจ ยกเว้นนายกฯ เพียงคนเดียว

     สุดท้ายแล้ว ดร.สมคิด จะประกาศลาออกหรือไม่ ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือนับจากนี้ไปเขาก็ต้องประเมินตัวเองแล้วว่า แท้ที่จริงแล้วภาพมายาที่ใครต่อใครมอบให้เขาว่าจะขึ้นมาเป็นนายกฯ คนต่อไปของเมืองไทยนั้น เป็นอย่างที่คิดจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเพราะเขาหลงเชื่อคำเยินยอของคนใกล้ชิดไม่กี่คน เช่นเดียวกับกรณีนายใหญ่ของเขาที่หลงคำคนข้างๆ มาจนเสียคนไปแล้วก็ตาม

     นี่เป็นค่าโง่ที่ ดร.สมคิด ต้องจ่ายและจ่ายแพงเสียด้วย กับการเข้ามารับตำแหน่งในช่วงนี้ แถมยังต้องคิดให้หนักด้วยว่าสมควรจะเลือกเดินในเส้นทางการเมืองต่อไปอีกหรือไม่ และหากจะหมายมั่นเอาดีทางด้านนี้ เขาก็ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์อันดูดีและใสสะอาดของเขานั้น มันเป็นแค่เยื่อบางๆ ที่ดูสะอาดตา แต่เมื่อพลิกดูด้านหลังอาจเจอแต่ความเน่าเฟะ

     ไม่ต่างจากคราบอุจจาระบนกระดาษทิชชู่เท่านั้นเอง

Advertisements

3 Responses to "ค่าโง่ ดร.สมคิด"

บางครั้งการเป็น “คนเก่ง” ที่มีความสามารถ
กับการเป็น “คนดี” ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็สวนทางกัน

ดร.สมคบคิด……คนไทยหรือเปล่า……กลับตัวแต่กลับใจคงยาก
รวยความดีซื้อไม่ได้แม้ลูกอมเม็ดเดียว….รวยเงินซื้อได้แม้กระทั่งใจคน…..ชั่งโง่นัก

ดร.สมคบคิด……คนไทยหรือเปล่า….กลับตัวยังมองเห็นแต่กลับใจใครจะมองเห็น(ว่ากลับจริงหรือเปล่า)
รวยความดีซื้อไม่ได้แม้ลูกอมเม็ดเดียว….รวยเงินซื้อได้แม้กระทั่งใจคน…..ชั่งโง่นัก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Blog Visits

  • 153,717 hits
%d bloggers like this: