Suki Media

ทฤษฎีเกม

Posted on: วันพุธ, 10 มกราคม, 2007

     ผมเชื่อว่าถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง A Beautiful Mind ต้องรู้จัก John Nash อย่างแน่นอน เพราะชายผู้นี้เป็นคนที่ทำให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ ด้วยทฤษฎีที่เขาพัฒนามาจนใช้ประโยชน์ได้จริง และทุกวันนี้แทบจะทุกวงการก็นำทฤษฎีของ Nash ไปปรับใช้ในกระบวนการทำงาน

     ทฤษฎีที่ว่านี้ก็คือ Game Theory หรือ ทฤษฎีเกม ครับ

     ทฤษฎีนี้อธิบายถึงกระบวนการตัดสินใจของบุคคลหรือผู้เล่นในแต่ละฝ่าย โดยมีสมมติฐานว่าทุกคนจะเลือกตัดสินใจในสิ่งที่ส่งผลประโยชน์ต่อตัวเองสูงที่สุด หากใครนำทฤษฎีนี้ไปวิเคราะห์พฤติกรรมของคู่แข่งทางการค้า คู่ต่อสู้ในสงคราม หรือฝ่ายตรงข้ามในการแข่งขันใดๆ ก็จะมีโอกาสได้เปรียบในทุกๆ เกมเลยทีเดียว

     ทฤษฎีเกมนี้ยังแยกย่อยออกเป็นสถานการณ์หรือกรณีได้อีกหลากหลายรูปแบบ เพื่อนำมาปรับใช้กับเหตุการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น prisoner’s dilemma game หรือเกมการเดาใจของนักโทษ, trust game หรือเกมแห่งความร่วมใจ, เกมการต่อรอง และอีกหลายต่อหลายเกม ซึ่งสุดท้ายจะมีผู้ที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ หรือเรียกง่ายๆ ว่ามีผู้แพ้และผู้ชนะ

     แต่สิ่งที่ทำให้ John Nash ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปีพ.ศ. 2537 ก็คือ การที่เขาค้นพบทางเลือกหนึ่งในเกมใดๆ ที่จะส่งผลให้ผู้เล่นหรือทุกฝ่ายได้ประโยชน์ นั่นก็คือทุกคนเป็นผู้ชนะในเกม ทางเลือกที่ดีที่สุดนั้นถูกเรียกว่า จุดสมดุลของแนช หรือ Nash Equilibrium

     ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่แสดงถึงเกมที่มีจุดสมดุลของแนช เช่น ข้อตกลงในเรื่องการไม่สะสมอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศต่างๆ เนื่องจากเมื่อวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีเกมแล้ว จะพบว่าการรักษาสัญญาว่าจะไม่สะสมอาวุธ ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์มากกว่าการสะสมอาวุธเอาไว้

     อีกกรณีหนึ่งที่เข้ากับสถานการณ์จริงได้เหมาะเจาะ นั่นก็คือ กรณีการตัดสินใจไม่ลาออกของ กกต. จนกระทั่งถูกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งฟ้องร้อง และศาลก็ได้ตัดสินจำคุก กกต.ชุดนี้ในที่สุด หากวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีเกมแล้ว ก็จะพบว่าการตัดสินใจไม่ลาออกนั้น ในมุมมองของ กกต. เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วนั่นเอง โดย ดร.วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ นักวิชาการอิสระด้านไอทีและเทคโนโลยี ได้อธิบายกรณีนี้ไว้ ผมขอเอามาอธิบายง่ายๆ แบบนี้แล้วกันครับ

     ในมุมมองของ กกต. แบ่งเป็น 4 กรณี

     1. หาก กกต. ไม่ลาออก และพรรคการเมือง ไม่ฟ้องร้อง ถือว่าได้ประโยชน์สูงสุด สมมติว่าได้ 4 คะแนน

     2. หาก กกต. ไม่ลาออก และพรรคการเมือง ฟ้องร้อง ถือว่าได้ประโยชน์รองลงมา ได้ 3 คะแนน

     3. หาก กกต. ลาออก และพรรคการเมือง ไม่ฟ้องร้อง ถือว่าได้ประโยชน์น้อยหน่อย เพราะไม่ได้อยากลาออกอยู่แล้ว ได้ 2 คะแนน

     4. หาก กกต. ลาออก และพรรคการเมือง ฟ้องร้อง ถือว่าซวยสุด เพราะลาออกแล้วยังจะฟ้องอีก ได้ 1 คะแนน

     ส่วนในมุมมองของพรรคการเมือง ก็แบ่งเป็น 4 กรณีเช่นเดียวกัน

     1. หาก กกต. ลาออก และพรรค ไม่ฟ้องร้อง ก็แน่นอนว่าพรรคได้ประโยชน์สูงสุด ได้ 4 คะแนน

     2. หาก กกต. ไม่ลาออก และพรรค ฟ้องร้อง ถือว่าได้ประโยชน์รองลงมา ได้ 3 คะแนน

     3. หาก กกต. ไม่ลาออก และพรรค ไม่ฟ้องร้อง ถือว่าได้ประโยชน์น้อยหน่อย เพราะปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ได้ 2 คะแนน

     4. หาก กกต. ลาออก และพรรค ฟ้องร้อง ถือว่าได้ประโยชน์ต่ำสุด เพราะ กกต.ลาออกแล้ว ยังจะเสียเงิน เสียเวลาไปฟ้องเขาอีก แถมเสี่ยงที่จะถูกประชาชนด่าว่ากัดไม่ปล่อยอีกด้วย เอาไป 1 คะแนนพอ

     เมื่อนำทั้ง 8 กรณีมาเขียนแผนภูมิ ก็จะได้อย่างที่เห็นข้างล่างครับ (ขอก็อปปี้แผนภูมิมาจาก ดร.วรัญญูเลย เพราะขี้เกียจเขียนเอง)

     สำหรับตัวเลขในวงเล็บนั้น ตัวหน้า คือ คะแนนของ กกต. ส่วนตัวหลัง คือ คะแนนของพรรคการเมือง ซึ่งจะเห็นว่าทางเลือกที่ทั้งสองฝ่ายได้คะแนนสูงสุดก็คือ 3 คะแนน (แรเงาสีเทา) ทางเลือกนี้แหละครับที่เรียกว่า Nash Equilibrium หรือจุดสมดุลของแนช หมายความว่าทั้ง กกต. และพรรคการเมือง หากมองในมุมของฝั่งตัวเองแล้ว ถือว่าได้ประโยชน์สูงสุด

     และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ นั่นก็คือ กกต. เลือกที่จะไม่ลาออก และพรรคการเมืองก็ฟ้องร้องต่อศาล จนท้ายที่สุด กกต. ก็ถูกศาลตัดสินจำคุกไปตามระเบียบ (ทฤษฎีเกมไม่เกี่ยวข้องกับคำตัดสินของศาล กกต. จึงไม่ได้ประโยชน์อย่างที่คิด)

     ทั้งหมดนี้คือการนำทฤษฎีเกมมาวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ และหนทางแก้ไขปัญหาที่มีแนวโน้มส่งผลดีที่สุดกับทุกฝ่าย ถ้ามีเวลามากกว่านี้ ผมจะมาเล่าถึงกรณีอื่นๆ อีก เช่น การแก้ปัญหาม็อบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งม็อบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่งผลร้ายต่อเหยื่อไปแล้วหลายราย ไม่ว่าจะเป็นสองนาวิกโยธินและล่าสุดครูจูหลิง

     ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่รัฐนำทฤษฎีนี้ไปใช้มากน้อยแค่ไหน แม้ทฤษฎีนี้จะไม่ใช่คัมภีร์เทวดาหรือคำตอบสุดท้าย แต่ที่เจ้าหน้าที่ทำอยู่ทุกวันนี้เป็นการดำเนินการอย่างไร้ทิศทาง ภายใต้ร่มเงาของคำว่าสมานฉันท์อย่างเดียวหรือไม่ หากหลับหูหลับตาสมานฉันท์โดยไม่ดูปัจจัยแวดล้อมของเหตุการณ์เลย ก็เชื่อว่าครูจูหลิงคงจะไม่ใช่เหยื่อรายสุดท้ายอย่างแน่นอน

Advertisements

5 Responses to "ทฤษฎีเกม"

จำได้ว่า เคยเรียนทฤษฎีเกมส์ในวิชาเศรษฐศาสตร์ กับสถิติ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย พอได้เห็นจากตัวอย่างที่คุณบารมียกมา ก็รู้สึกว่าเข้าท่าดีนะครับที่ประยุกต์เรื่องทฤษฎีเกมส์เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คนไทยเรานี่ก็แปลกนะครับ เวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญก็จะให้ความสนใจกันอย่างมาก หรือจะเรียกง่ายๆว่า “เห่อ” แต่พอเวลาผ่านไปก็จะลืมกันหมด คุณเห็นด้วยไหมครับ

คนไทยลืมง่ายจริงๆ ครับ แต่ขอสงวนไว้แค่บางเรื่อง ขณะที่บางเรื่องก็ลืมยากเสียจริง ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะเก็บมาจำใส่ใจด้วยซ้ำ ทำให้ประเทศพัฒนาไปได้ช้ากว่าที่ควร นี่คือคุณสมบัติพื้นฐานของคนไทยบางกลุ่มครับ

ลืมในเรื่องที่อยากจะจำ แต่ดันจำในเรื่องที่อยากจะลืม
เฮ้อ…เศร้า

อยากอ่านตอนต่อเรื่องทฤษฎีเกมส์อะค่ะ
น่าสนใจมากมาก..
ประทับใจชีวิต จอห์น แนช อยู่แล้วด้วย

[…] ศึกษาทฤษฎีเกมจาก Internet ทฤษฎีเกมที่ Wikipedia ทฤษฎีเกมที่ วิชาการ ดอท คอม ทฤษฎีเกมที่ Suki media […]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Blog Visits

  • 152,468 hits
%d bloggers like this: