Suki Media

เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้น

Posted on: วันจันทร์, 27 พฤศจิกายน, 2006

      ผมยังทำงานไม่เสร็จครับ แต่ต้องละมือชั่วคราวเพื่อมาเขียนบทความชิ้นนี้ให้เสร็จเสียก่อน

      มันสำคัญมากนักหรือ คงมีคนถาม 

      “ก็พอตัวอยู่ ผมคงตอบเช่นนี้

      บังเอิญแรกผมมีโอกาสได้ไปอ่านบทความแนวไดอารี่ของเพื่อนคนหนึ่งเข้า ทั้งที่รู้ว่าเขาเขียนมานานแล้ว แต่ไม่เคยได้ไต่ถามว่าเขียนที่ไหน อะไร ยังไง จนแล้วจนรอดก็ได้เข้าไปทัวร์ ก็เลยเป็นตัวกระตุ้นหนึ่งให้มาเขียน 

      บังเอิญสองผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันกับหัวหน้า แบบตัวต่อตัว หรือสองต่อสอง ซึ่งเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ นัก ไม่ใช่ว่าหัวหน้าและผมเป็นบุคคลที่งานยุ่งจนหาตัวยากแต่อย่างใด แต่เพราะว่าสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การพูดคุยในวันนั้นต่างหากที่ยากที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็เลยเป็นอีกตัวกระตุ้นหนึ่งให้มาเขียน

      บังเอิญสามผมนึกครึ้มอกครึ้มใจหยิบหนังสือบนตู้ในห้องทำงานมาอ่านสองเล่ม เล่มแรกชื่อว่า “Diary of Questions” รวมคำถามแห่งชีวิตของบุคคลต่างๆ อีกเล่มหนึ่งชื่อว่า เท่าดวงอาทิตย์ ของประภาส ชลศรานนท์ บางบทความและบางประโยคของหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ก็เป็นอีกตัวกระตุ้นหนึ่งให้มาเขียน 

      สามบังเอิญน่าจะพอแล้วครับ ผมจะไล่ตั้งแต่บังเอิญสามกลับไปแล้วกัน

     ใครเคยได้ยินได้ฟังเรื่องแหวนโซโลมอนมาบ้างแล้วครับ? ถ้าเคยก็อย่าถือว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนแล้วกัน ถือว่าทบทวนความจำนะครับ เรื่องมีอยู่ว่า… 

กษัตริย์โซโลม��น      กษัตริย์พระองค์หนึ่ง พระนามว่าโซโลมอน ซึ่งนักประวัติศาสตร์หน้าไหนก็รู้ว่ามีความยิ่งใหญ่มากพระองค์หนึ่ง อาณาจักรที่กษัตริย์โซโลมอนปกครองมีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรื่องยิ่งกว่าอาณาจักรใดๆ มีสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามและใหญ่โตมโหฬารมากมาย

      วันหนึ่งพระองค์ทรงเรียกอำมาตย์และปราชญ์ทุกคนมาประชุม เพื่อที่จะบอกว่าพระองค์ต้องการแหวนวงหนึ่ง แหวนวงนี้จะต้องสลักคำ ประโยค หรือบทสวดใดๆ ก็ได้ ที่เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรแล้ว สามารถเปลี่ยนพระทัยได้ 

      พูดง่ายๆ ว่าอ่านแล้วอารมณ์เปลี่ยนได้ จากที่ทุกข์อยู่ก็เปลี่ยนเป็นไม่ทุกข์ จากสุขก็เปลี่ยนเป็นไม่สุข จากโกรธก็ทำให้หายโกรธได้ จากหัวเราะก็ทำให้หยุดหัวเราะได้

      เพียงเท่านั้น เหล่าอำมาตย์และปราชญ์ในอาณาจักรของพระองค์ก็กลับไปค้นคว้าและครุ่นคิดเป็นการใหญ่ แต่ทำยังไงก็คิดไม่ออก จนแล้วจนรอดก็เหลือแต่หัวหน้าปราชญ์คนเดียวที่ต้องรับภาระหนักนี้ไป และหากคิดไม่ออกเมื่อถึงเวลาถวายงาน ก็คงหนีไม่พ้นพระราชอาญาอย่างแน่นอน 

      หัวหน้าปราชญ์ได้แต่กังวลและทุกข์ร้อนจนนอนไม่หลับ คิดวนไปเวียนมาจนใกล้จะถึงวันที่ครบกำหนดถวายงาน แต่ในที่สุดเมื่อเขาคิดได้ว่าจะกังวลและทุกข์ร้อนไปทำไม ในเมื่อความมั่นคงที่แท้จริงในชีวิตมนุษย์นั้น มันไม่มีอยู่จริง เมื่อวิถีชีวิตของคนเรานั้นมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีหยุดนิ่ง จะไปตื่นตระหนก หดหู่ ดีใจ หรือเสียใจ ในแต่ละช่วงของชีวิตทำไม เท่านั้นแหละครับ หัวหน้าปราชญ์ก็คิดออกว่าแหวนวงนั้นควรจะสลักคำว่าอะไร

       ผมจะยังไม่ตอบ และถ้าใครรู้แล้วก็อย่าเพิ่งเสียมารยาท 

      อีกเรื่องมาจากอีกเล่ม เมื่อผมได้อ่านคำถามแห่งชีวิตของคนดังในหลายแวดวง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หลายคำถามแห่งชีวิตของคนเหล่านั้นทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า

       “Am I on the right track?” ผมกำลังเดินถูกทางอยู่หรือเปล่า หลายเรื่องผมลืมไปแล้วว่าสิ่งที่ผมต้องการคืออะไร และหลายเรื่องผมลืมไปแล้วว่าสิ่งไหนที่ผมควรหรือไม่ควรทำ 

      ผมเคยคิดว่าจุดหมายไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง แต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่าผมแวะข้างทางนานเกินไปหรือเปล่า

       แต่แน่ล่ะ สิ่งใดที่ผิดพลาดไปแล้วย่อมต้องปล่อยให้มันผ่านไป และคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเราจะไม่เสียเวลากับ สิ่งที่ไม่ควรค่า นานเหมือนที่ผ่านมา ที่สำคัญเราต้องซื่อตรงกับตัวเราเอง นั่นหมายถึงเราต้องไม่หลอกตัวเอง

      ถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงคิดว่า มึงบ่นอะไรของมึง

      ยังไม่จบครับ เพราะผมมีโอกาสคุยกับหัวหน้าอย่างที่บอกไว้ตอนต้น นั่นเป็นความเหมาะเจาะที่ผมจะแสวงหาได้ในการทำงานอันรีบเร่ง เนื่องจากการได้แลกเปลี่ยนกับคนซึ่งใครหลายคนบอกว่าเข้าถึงยาก บางคนบอกแบบเสียดสีว่าเข้าใจยาก หรือพูดไม่รู้เรื่อง แต่ผมกลับคิดว่าเราต่างหากที่ไม่เข้าใจ จึงไม่เข้าใจ 

      การงานที่หนักหน่วงเป็นชนวนเหตุอันสำคัญของบทสนทนาที่ว่านี้ เพราะมันก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจ ความระหองระแหง ความไม่เชื่อใจ ความไม่สนใจ ความน่าเบื่อ และอีกหลายๆ ความที่พอจะเกิดขึ้นได้ในโลกนี้

ผลขภ??งาน?      เพื่อนร่วมงานที่แต่เดิมเคยมีมิตรจิตมิตรใจ เคยสรวลเสเฮฮา เคยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็กลายเป็นความแห้งแล้งและจืดชืด และสุดท้ายก็ส่งผลต่องานที่ได้ชื่อว่าทุกคนในที่ทำงานนั้นเคยชื่นชมและบอกว่ารักที่จะทำ 

      บางคนทิ้งงาน บางคนอู้งาน บางคนไม่ใส่ใจ แม้กระทั่งตัวผมเองก็ไม่เหลียวแลในยามเหนื่อยล้า เหตุผลอะไรนั้นคงไม่ต้องบอก เพราะในสังคมคนทำงานย่อมเคยพบปะเจอะเจอเรื่องนี้กันเป็นธรรมดา ซึ่งมันบั่นทอนกำลังใจในการทำงานไปจนแทบจะหมดสิ้น

      แน่นอนว่าจะเหลือคนที่เข้มแข็งที่สุดเท่านั้น ที่จะอดทนอยู่กับสถานการณ์เช่นนี้ได้ แต่ในอีกนัยหนึ่งคือ คนที่อยู่ได้ก็อาจกลับกลายเป็นคนที่ปัดสวะออกจากตัวได้อย่างเก่งกาจเท่านั้นเอง

      ผมไม่อยากเป็นอย่างหลัง บทสนทนากับหัวหน้าจึงเริ่มขึ้น 

      หัวหน้าบอกว่าเพราะสถานการณ์รุมเร้า ทำให้ภาระหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละคนหนักกว่าที่ควรจะเป็น และหัวหน้าต้องการให้งานเดินหน้า จึงต้องเคี่ยวเข็ญลูกน้องให้ผลิตงานออกมาได้อย่างที่คาดหวังเอาไว้      แน่นอนว่าคนเป็นหัวหน้าย่อมจะเคี่ยวเข็ญลูกน้องได้ไม่เท่ากัน ด้วยกำลังที่มีอยู่อย่างจำกัด และการประเมินความสามารถตามความเห็นส่วนตัวของหัวหน้าเอง จึงทำให้ลูกน้องบางคนได้รับการเคี่ยวเข็ญมากกว่าบางคน และนั่นคือที่มาของความไม่เท่าเทียมในสายตาลูกน้องด้วยกันเอง      งานท่วมหัวนี่เป็น Classic Case ของการทำงาน ไม่แตกต่างจากพ่อแม่เลี้ยงลูก ถึงแม้จะรักลูกเท่ากันหมดก็ตาม แต่พ่อแม่ย่อมห่วงลูกแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะลูกแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งลักษณะกายภาพและอุปนิสัย จึงทำให้ลูกๆ คิดว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน

      ธรรมชาติของคนทำงานร่วมกัน มักเห็นว่าอีกคนทำงานเบากว่าเสมอ นั่นก็เพราะว่าความสามารถในการรองรับงาน และความสามารถในการรับมือกับปัญหาของคนเรานั้นแตกต่างกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมโลกนี้จึงมีคำว่า “ผู้นำ” และ “ผู้ตาม”

      จินตนาการง่ายๆ เหมือนนักยกน้ำหนักกับเด็กแปดขวบ คุณคิดว่าใครแบกเป้หนัก 100 กิโลได้มากกว่ากัน และต่อให้เป็นเป้หนัก 1 กิโล คุณคิดว่าใครแบกได้นานกว่ากัน

      หัวหน้าจึงให้งานลูกน้องแต่ละคนเหมือนกีฬากอล์ฟครับ คือมี Handicap หมายถึงมีการ “ต่อให้” กับคนที่มีฝีมืออ่อนกว่า คนที่รับภาระได้หนักกว่าก็ได้งานหนักกว่าคนที่รับภาระได้น้อยกว่า ในทำนองเดียวกัน คนที่เหมาะกับงานประเภทนี้ (ในสายตาหัวหน้า) ก็จะได้งานประเภทนี้มากกว่าอีกคนหนี่ง (ซึ่งลูกน้องอาจเห็นต่างจากหัวหน้าก็เป็นได้)

      เมื่อเป็นเช่นนี้ หากมีใครแย้งขึ้นมาว่าความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน หัวหน้าคงจะอธิบายลำบาก เพราะถ้ามองความยุติธรรมแบบไม้บรรทัด ก็คงต้องมอบงาน 10 ชิ้นให้เท่ากันหมดทุกคน แต่ถ้ามองตามความสามารถของแต่ละคนแล้ว ก็คงต้องมอบงานให้บางคน 10 ชิ้น บางคน 8 ชิ้น และบางคน 12 ชิ้น

      แต่ลูกน้องไม่เข้าใจ เพราะหัวหน้าไม่อธิบาย

      ที่สำคัญคนเป็นหัวหน้าย่อมรับภาระหนักในการเคี่ยวเข็ญลูกน้องได้จำกัด คงต้องเรียงตามลำดับและค่อยเป็นค่อยไป ทีละคนสองคน แต่กว่าจะถึงคนสุดท้าย บางทีอาจไม่มีใครรออยู่ตรงนั้นแล้ว

      ถึงตรงนี้หัวหน้าก็ยอมรับว่า ถ้าเป็นแบบนั้นก็จำยอมต้องปล่อยไป เพราะมันสุดความสามารถจริงๆ ใครไม่เคยเป็นหัวหน้าก็คงไม่รู้ และคนที่เคยเป็นลูกน้องย่อมรู้ดีว่าความรู้สึกเป็นเช่นไร

      เพราะฉะนั้นคนที่อดทนที่สุดย่อมเป็นผู้ที่เดินถึงจุดหมายที่ตัวเองตั้งเป้าไว้แต่แรก แม้ระหว่างทาง เป้าหมายนั้นจะถูกแรงเสียดทานขูดลอกจนร่อยหรอเกือบไม่มีเหลือก็ตาม

      แต่บางคนที่ละทิ้งเป้าหมายไปก็ใช่ว่าจะเป็นคนจับจด ไม่อดทน แต่เขาเหล่านั้นอาจเห็นแจ้งแล้วว่าที่ผ่านมาตัวเองไม่เหมาะกับทางสายนี้ หรืออาจเป็นเพราะได้เห็นแล้วว่าที่ผ่านมาเขาแวะข้างทางนานเกินไปหรือเปล่า หรืออาจเป็นเพราะแท้จริงแล้วเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่สิ่งที่กำลังเดินไปหา เพราะที่ผ่านมาไม่ซื่อตรงกับตัวเองมาตลอดนั่นเอง

      หากใครรู้ตัวเองว่าต้องการอะไร และทำสิ่งนั้นโดยไม่ลังเล ย่อมเป็นบุคคลที่โชคดีเหลือคณานับ ในทางกลับกันคนที่หลงมัวเมาคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้น มันใช่และมันเหมาะที่สุดแล้วกับวิถีทางแห่งตน ย่อมนำมาซึ่งความอับจนและไม่รุ่งโรจน์ในสิ่งที่ทำ

      ใครเป็นอย่างหลังก็คงจะทุกข์ไม่น้อยกับการงานของตัวเอง เพราะเวลาการทำงานของคนทั่วไปมีอยู่ประมาณ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน ย่อมกินเวลาเราไปค่อนชีวิต แต่หลายคนก็จมปลักกับสิ่งที่หลอกตัวเองและทนทุกข์อยู่กับมันงานล้นมื

      บางคนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ บางคนก็คร่ำเคร่งกับงานจนไม่ลืมหูลืมตา บางคนก็เห็นงานสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดจนลืมมองไปรอบตัวว่า ได้ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลังจนหมดสิ้น

      หัวหน้าบอกผมว่างานมาเป็นอันดับหนึ่ง และลูกน้องก็ควรคิดเช่นนั้น

      ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง ผมเห็นด้วยในสิ่งที่หัวหน้าพูดหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ผมยืนยันว่าไม่เห็นด้วย

      นั่นก็เพราะความต้องการในชีวิตของคนเรานั้นแตกต่างกัน พูดเพียงเท่านี้ก็น่าจะเดาออกนะครับว่าความต้องการในชีวิตของผมนั้น งานไม่ได้มาเป็นอันดับหนึ่ง ความต้องการในชีวิตของคุณละครับคืออะไร จะเป็นงาน เงิน ความรัก ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน หรืออะไรก็ตามที่พอจะคิดกันได้

      ไม่ว่าจะเป็นความต้องการอะไรก็แล้วแต่ สิ่งนั้นย่อมต้องนำความสุขมาให้ผมได้อย่างยั่งยืน และไม่ทำให้คนรอบข้างโดยเฉพาะคนที่ผมรักต้องหล่นหายไประหว่างทาง ใช่ครับ ผมแนะนำคนใกล้ชิดเช่นนั้นเสมอ

      ประธานาธิบดี Ronald Reagan ของสหรัฐ เคยพูดไว้ว่า “It’s ture hard work never killed anybody, but I figure, why take the chance?” งานหนักไม่เคยฆ่าใคร แต่ผมคิดว่าทำไมเราต้องเสี่ยงด้วยล่ะ

      มาถึงบังเอิญแรก ที่เพื่อนผมคนหนึ่งต้องทุกข์กับงานมาอย่างยาวนาน และบัดนี้เขาได้เลือกเดินทางใหม่ที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร แน่นอนว่าทุกย่างก้าวในชีวิตคือความเสี่ยง แต่นั่นก็เพราะว่าเขาทนทุกข์กับสิ่งตรงหน้าไม่ได้อีกต่อไป

      ผมนับถือในความกล้าเสี่ยงของเขา แม้ก่อนหน้านี้เขาได้ล้มเลิกความตั้งใจนั้นมาถึงสองครั้งก็ตาม ผมนับถือที่เขาเสี่ยงเลือกเดินทางใหม่มากกว่าที่จะเสี่ยงให้ความทุกข์จากงานฆ่าเขาทั้งเป็น

      เพราะจริงๆ ในโลกนี้มีอะไรมากกว่าคำว่า “งาน”

      ทุกคนย่อมมีวิธีคลายความทุกข์จากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวไม่เหมือนกัน บางคนก็หาวิธีที่เหมาะกับตัวเองได้ แต่บางคนก็ยังคงค้นหาต่อไป และอีกบางคนที่ไม่แม้แต่จะลืมตามามองโลกแห่งความเป็นจริง

      หากใครที่กำลังทุกข์และยังหาทางออกไม่ได้ ผมแนะนำให้รีบหาเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อไรก็ตามที่คุณชินกับความทุกข์ คุณอาจจะลืมรสชาติและความรู้สึกของความสุขไปตลอดกาล และแม้ว่าคุณจะมีความสุขอยู่ ก็ต้องตระหนักไว้ด้วยว่าชีวิตนี้หนีไม่พ้นความทุกข์เช่นกัน

แหวนโซโลม��น      หาให้พบ วิธีที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างรู้เท่าทันความสุขและความทุกข์ แต่อย่างน้อยให้รู้ตัวตลอดเวลาว่าความเปลี่ยนแปลงเดินทางไปพร้อมกับคุณเสมอ แม้งานใหม่หรือทางเดินใหม่จะสุข แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วคราว เพราะชีวิตเราหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลง

      กษัตริย์โซโลมอน ทรงหยิบแหวนขึ้นทอดพระเนตร แหวนที่สลักคำกล่าวไว้บทหนึ่ง ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่พระองค์กริ้ว อ่านแล้วจะหายกริ้ว เมื่อใดที่พระองค์ทรงมีความทุกข์ อ่านแล้วจะหายทุกข์ เมื่อใดที่พระองค์ทรงมีความสุข อ่านแล้วจะละความสุขนั้นได้ เพราะแหวนวงนั้นสลักไว้ว่า

      “After time, this too shall pass.” และสิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน

Advertisements

4 Responses to "เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้น"

สาหวัดดีครับ เดี่ยวจาติดตามต่อนะครับ

ไม่รู้ทำไมถึงใส่คอมเม้นท์ข้างบนไม่ได้ น่าจะมีปัญหาทางเทคนิค แต่ก็อ่านจนจบแล้ว

———————————————————
* เราว่า มันขึ้นอยู่กับแต่ช่วงจังหวะชีวิตนะ ในบางกรณี สำหรับบางคน ในจังหวะที่รู้สึกย่ำแย่ ยามที่ได้สัมผัสกับคมดาบของความรัก (ไม่ว่าจะเป็นความรักในรูปแบบใด ๆ ก็ตาม กับคนรัก กับเพื่อน กับสัตว์เลี้ยง ฯลฯ) “งาน” ก็มีข้อดีอย่างหนึ่งตรงที่ว่า เป็นสิ่งที่พอจะยึดเหนี่ยวชีวิตไว้ได้ ไม่ให้รู้สึกเคว้งคว้างว่างเปล่าได้ พอจะช่วยทำให้ลืม และผ่านพ้นวันคืนแห่งความขมขื่นได้อย่างไม่เลวทีเดียว

อีกแง่หนึ่ง “งาน”ก็ช่วยดึงรั้งไม่ให้เราหลงระเริง ลืมตัวไปกับกลิ่นหอมหวานของความรักมากจนเกินไป

ยังไงเสีย สุดท้ายจริง ๆ คนเราก็เลือกตามเสียงหัวใจตัวเองอยู่ดี

งาน ความรัก เพื่อน สุขภาพ ฯลฯ ล้วนแต่ต้องจัดสมดุลไม่ให้มากไป หรือน้อยไป นั่นจึงจะดีที่สุด แต่ก็นั่นแหละ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เหมือนแกะห่อขนมกิน

** อ่านเรื่องการตัดสินใจของเพื่อนคุณแล้ว ทำให้นึกถึง เมื่อครั้งที่เคยมีคนเล่าให้ฟังถึงประโยคหนึ่งจากหนังเรื่อง Jurassic Park จำได้คร่าว ๆ ประมาณว่า “เมื่อถึงเวลา ทุกชีวิตย่อมมีทางของมันเอง”

*** แต่ที่แน่แท้ และตระหนักได้ คือ “เงิน” ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ดังนั้น “เงิน” จึงไม่ควรถูกจัดอยู่ในลำดับแรกของชีวิต

**** คนเราถ้าเข้าใจคำว่า “ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน” “ไม่มีคำว่าความมั่นคงของชีวิต” หลายคนบนโลกนี้คงรู้จักทำอะไรเพื่อคนอื่นมากกว่าเพื่อตัวเองได้อีกมากมาย และนายกฯของประเทศไทยบางคนคงไม่ต้องทำตัวเป็น “บักหำน้อย ตุหรัดตุเหร่” อยู่รอบ ๆ ประเทศไทย ณ เวลานี้

ขอบคุณค่ะ ที่มอบสะพานมาให้ เอ๋อึดอัดมานาแล้ว เนี่ยความในใจเลย

อ่านแล้วนึกถึงเนื้อเพลง Live and Learn ของคุณบอย โกสิยพงษ์
คงจะเคยฟังกันแล้ว เป็นเพลงที่ความหมายดีมากๆ

“เมื่อวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน
จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ
ความสุข ความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่
จะยอมรับความจริงที่เจอได้แค่ไหน
เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป
มีสุขสม มีผิดหวัง หัวเราะ หรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน
อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน
อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝันและทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Blog Visits

  • 153,172 hits
%d bloggers like this: