Suki Media

ด้วยความปรารถนาดี

Posted on: วันอาทิตย์, 12 พฤศจิกายน, 2006

      ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบสังคมและเปิดเผยความจริงให้ปรากฏ นี่คงเป็นบทบาทหน้าที่แบบสรุปรวมความสั้นๆ ให้มองเห็นภาพชัดที่สุด แต่หน้าที่ดังกล่าวอาจเป็นเครื่องมือของสื่อบางประเภทและบางสำนักด้วยเช่นกัน ที่จะนำไปใช้ในทางที่ไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อสังคมโดยรวม

      ไม่ว่าสังคมจะเดินไปทางไหน ผู้นำประเทศจะบริหารประเทศอย่างไร สื่อก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไปแบบสุนัขเฝ้าบ้าน คอยดมกลิ่น คอยตรวจสอบความผิดปกติ แต่สุนัขบางประเภทก็กัดได้แม้กระทั่งเด็กทารกหรือคนปรกติดี

      อาจไม่ต้องย้อนไปไกลนัก รัฐบาลชุดที่แล้วมีการบริหารงานที่หวือหวา และดูเหมือนเป็นความหวังของประเทศชาติในช่วงแรกของการเข้ามากุมอำนาจ สื่อและประชาชนส่วนใหญ่ต่างเห็นดีเห็นงาม เชียร์กันอย่างบ้าคลั่ง แต่สื่อก็คือสื่อ ต้องมองเหตุการณ์และปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างรอบด้าน เมื่อมองสิ่งดีแล้ว ต้องมองสิ่งเลวด้วยว่ามีหรือไม่ มองให้ต่างมุม มองให้ครอบคลุมที่สุด เมื่อมีสิ่งเลว ก็ต้องมองหาสิ่งดีด้วยเช่นกัน

      และแล้วก็ถึงจุดจบของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่สื่อต่างๆ ได้ตรวจสอบอย่างหนักหน่วงแล้วว่ามีการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส และก่อให้เกิดโทษต่อสังคมโดยรวม เมื่อการตีแผ่ของสื่อหนักเข้า ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นชนวนเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การรัฐประหารของ คปค. หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

      มาถึงรัฐบาลนี้ ในหนแรกสื่อและประชาชนส่วนใหญ่อีกเช่นกัน ก็ดำเนินรอยตามกระบวนการเดิมคือ แซ่ซ้องสรรเสริญการเข้ามาของผู้บริหารชุดใหม่ ทั้งเห็นดีเห็นงามและสาปแช่งของเดิมๆ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่สื่อก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป เมื่อเห็น “สิ่งดี” แล้ว ก็ต้องมองให้รอบด้าน พยายามเห็น “สิ่งไม่ดี” ด้วย

สังคมประชาธิปไตย      ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้ามารัฐประหาร เกิดความเห็นต่างกันว่าควรหรือไม่ควร คนที่บอกว่าควรก็เพราะปัญหาของรัฐบาลเก่าถึงทางตันแล้ว คนที่เห็นว่าไม่ควรก็บอกว่าเป็นการทำลายประชาธิปไตย แต่กลับไม่ได้มองว่ารัฐบาลชุดที่แล้วก็ทำลายประชาธิปไตยไปนานแล้วเช่นกัน ทั้งฝ่ายค้านที่ได้บอกว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรมการเลือกตั้ง ก็เป็นการปฏิเสธวิถีทางประชาธิปไตยไม่แพ้กัน พูดง่ายๆ คือ ทักษิณก็ไม่เอา รัฐประหารก็ไม่เอา แล้วจะเอาอะไร (อย่าเอาแต่ประท้วงไปวันๆ แต่ควรช่วยหาทางออกให้ด้วย)

      หรือการเลือกประธานสภานิติบัญญัติ ก็ตั้งคำถามว่าเหมาะแล้วหรือกับการนำคนที่รับใช้ระบอบทักษิณมาทำหน้าที่นี้ คำถามก็คือทำไมไม่ไล่เขาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วเล่า ออกมาประท้วงเลยสิว่าคนเก่งคนมีความสามารถทั้งหลายมารับใช้ระบอบทักษิณทำไม โดยเฉพาะสื่อฟรีทีวีทั้งหลายที่สงบปากสงบคำ ก้มหน้าก้มตาทำงานเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่เมื่อถึงรัฐบาลนี้ก็ออกมาป่าวร้องราวกับว่าที่ผ่านมาตัวเองทำหน้าที่สื่อเสียเต็มภาคภูมิ

      หรือเรื่องการแต่งตั้งทหารให้เข้าไปทำหน้าที่ในบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ หลายคนค้านและพยายามชี้ประเด็นว่าเป็นการกุมอำนาจและสืบทอดอำนาจ อาจเป็นไปได้ว่าทุกคนกลัวว่าจะซ้ำรอยสิ่งที่รัฐบาลทักษิณเคยทำมา คือการนำพวกพ้องและเครือญาติของตัวเองเข้าไปบริหารงาน แต่การที่สื่อจะมาตั้งแง่หรือตีกันเอาไว้ก่อน เป็นเรื่องที่มีแต่ทำให้ประเทศไม่เดินหน้าไปไหนและไม่มีประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

      อย่าลืมว่าสื่อมีหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ใช่ตั้งแง่ การตรวจสอบคนกับการตั้งแง่คน มันต่างกันลิบโลก หากจะปล่อยให้คนทำหน้าที่ของตัวเองไป ทำงานกันไป และสื่อคอยตรวจสอบสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล นั่นคือการทำหน้าที่ที่ตรงประเด็น แต่การตั้งแง่ไว้ก่อนและตรวจสอบในแง่ที่สงสัย รังแต่จะทำให้คนดีมีความสามารถที่อยากเข้ามาช่วยเหลือประเทศ หมดกำลังใจไปเปล่าๆ เพราะการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็เปลืองตัวพออยู่แล้ว ยังมาถูกตั้งแง่ตรวจสอบตั้งแต่เริ่มต้น ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าการทำงานของสื่อแบบนี้ไม่ใช่การทำงานเชิงรุก แต่เป็นการทำงานเกินหน้าที่ไปหน่อย

      เพราะไม่มีใครเป็นคนดี 100% หากคิดจะตรวจสอบกันให้ถึงกึ๋นกันแล้ว ย่อมเจอสิ่งผิด สิ่งที่ผิดพลาด หรือสิ่งที่น่าสงสัย อย่างแน่นอน ไม่ว่าคนนั้นจะดีแค่ไหนก็ตาม สื่อจะตรวจสอบป๋าเปรม, พล.อ.สุรยุทธ์, หม่อมอุ๋ย, บิ๊กจิ๋ว, พล.ต.จำลอง, สุริยะใส, อภิสิทธิ์, หรือใครหน้าไหนก็ตาม คนๆ นั้นจะเลวได้ทันที หากสื่อตีแผ่และทำให้สิ่งผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้าสื่อจะทำเช่นนั้นย่อมทำได้ไม่ยาก

      แม้แต่ทักษิณก็ไม่ใช่คนเลว 100% ต้องยอมรับว่าทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมไม่น้อย นโยบายหลายอย่างก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกับประชาชน อย่างนโยบายสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่รู้จักกันดีในนาม 30 บาทรักษาทุกโรค และการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ไปจนถึงการทำให้ประเทศไทยหลุดจากการเป็นหนี้ของไอเอ็มเอฟอย่างรวดเร็ว และโงหัวจากเศรษฐกิจที่ซบเซามาเนิ่นนาน ด้วยการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบ dual track อัดฉีดเงินในโครงการประชานิยมต่างๆ ขณะเดียวกันก็เน้นการส่งออกและท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กัน ส่วนนโยบายการเงินก็ปรับเปลี่ยน โดยขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นให้เท่ากับดอกเบี้ยเงินดอลลาร์สหรัฐ

ประธาน คมช.      เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่ของสื่อ หากตรวจสอบกันอย่างหน้ามืดตามัว นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว บางครั้งอาจเกิดโทษด้วยซ้ำ แม้กระทั่งเรื่องที่ คมช. หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่แปลงตัวมาจาก คปค. เพื่อทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงของประเทศ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อีกเช่นกันว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ คมช. ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง บางสื่อมองถึงขั้นที่ว่า คมช. รัฐประหารเพื่อหาผลประโยชน์จากจุดนี้ แม้ คมช. บางคนบอกว่าจะไม่รับเงินเดือน แต่จะนำไปทำบุญ บางคนก็บอกว่าไม่พอ ต้องยกเลิกกฤษฎีกาการตั้งเงินเดือนนั้นไปเลย

      ถึงตรงนี้ต้องขอวิพากษ์วิจารณ์สื่อกันเองบ้าง ที่จิตใจคับแคบและมองคนแบบหาเรื่องมากเกินไป หากจะว่ากันจริงๆ แล้ว มองย้อนกลับไปเพียงแค่สองเดือน ประชาชนคนไทยยังร้อนๆ หนาวๆ กับเหตุการณ์ที่กำลังงวดเข้าทุกที นั่นก็คือการขับไล่ทักษิณออกจากตำแหน่ง และยอมรับว่าทุกฝ่ายยังไม่เห็นทางออกที่ควรจะเป็น ถึงกับมีหลายเสียงเรียกร้องให้ทหารลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยซ้ำ และเมื่อมาถึงขั้นนี้ ทหารเข้ามาจริงๆ เพราะทนเห็นสภาพที่เป็นอยู่ไม่ได้แล้ว กลับกลายเป็นชนวนเหตุให้สื่อมองว่าทหารรัฐประหารเพื่อตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง ด้วยจำนวนเงินแสนกว่าบาทกระนั้นหรือ

      พล.อ.สุรยุทธ์ บอกถึงเรื่องตั้งทหารเข้ามาดูแลรัฐวิสาหกิจว่า “ต้องดูฝีไม้ลายมือก่อน การจะวิพากษ์วิจารณ์โดยที่ยังไม่เห็นผลงาน ค่อนข้างจะเอาเปรียบผู้ทำงานมากไปหน่อย ถ้าไม่ให้เวลาทำงานกันเลย มาถึงก็วิพากษ์วิจารณ์กันแล้ว คิดว่าไม่เป็นธรรม เมื่อเทียบกับรัฐบาลเก่า จะเห็นว่าพรรคการเมืองเอาคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารงานด้วยซ้ำ” นายกรัฐมนตรี

      หรืออีกกรณีที่ คมช. ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง พล.อ.สุรยุทธ์ บอกว่า “ต้องคำนึงถึงปริมาณงานที่จะทำว่าเหมาะสมหรือคุ้มที่จะทำหรือไม่ คมช.มีแค่ 6 คน เรื่องไม่จ่ายมันง่าย แต่ถ้าจ่ายน้อยก็ลำบาก ถ้าพูดถึงที่ผ่านมาการคอร์รัปชั่นที่หมดไปเป็นพันๆ ล้านบาท เราจะเอาตรงไหน ค่าตอบแทนเพียงคนละแสนกว่าบาทสำหรับ 6 คน กับการที่ต้องเสียไปเป็นพันๆ ล้าน โดยที่ท่านบอกว่าท่านทำดีแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะเลือกทางไหนเดินกันดี ถ้าเราเลือกในทางที่ถูก เราก็บอกว่านี่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วมันจะไม่ดีกว่าหรือ”

       จริงอยู่ สื่อมีหน้าที่ “ตรวจสอบ” ทุกคน ทุกสังคม และทุกรัฐบาล แต่ตราบใดก็ตามที่สื่อ “ตั้งแง่” กับคนทุกคนจนไม่เว้นทางให้เขาเดิน สุดท้ายเขาก็จะไป และเมื่อนั้นก็จะมีแต่พวกเขี้ยวลากดินและหน้าด้านเท่านั้น ที่ทนต่อการตั้งแง่และตรวจสอบของสื่อกลับเข้ามากุมอำนาจในประเทศอีกครั้ง เพราะคนดีๆ เขาไม่หน้าด้าน ไม่ค่อยทนกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง และไม่ค่อยอยากยุ่งกับการเมืองอยู่แล้ว

      ณ เวลานี้ จึงอยากให้ตระหนักสักนิดครับว่า ประเทศกำลังอยู่ในช่วงลูกผีลูกคน อย่าลืมว่าเราสมประสงค์ในการขับไล่ความทุจริตคอร์รัปชั่นอันใหญ่หลวงออกนอกประเทศไปแล้ว ทุกคนควรจะร่วมมือร่วมใจพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้ ไม่ใช่พอใครขึ้นมาเป็นใหญ่ก็มองแล้วว่าเขาจะมาสืบทอดอำนาจ จะมาหาผลประโยชน์ หรือเห็นประเทศเป็นสมบัติผลัดกันชม แต่พอเขาไม่มา ก็เรียกร้องให้เขามา เมื่อมาแล้วก็ฉุดขา ขัดขา จนไม่ให้เขาเป็นอันทำงานพิสูจน์ตัวเอง

     ขอร้องเถอะครับ อย่าให้เขาว่าสื่อเลยว่าเป็นพวก “มือไม่พาย แต่เอาเท้าราน้ำ” ด้วยความปรารถนาดีจากสื่อด้วยกันเอง

Advertisements

1 Response to "ด้วยความปรารถนาดี"

เมื่อหลายปีก่อน เราเคยเจอประสบการณ์เกือบจะโดยตรงกับตัวเองจากสื่อ ทำให้รู้ว่า บางทีสื่อเองก็อาจจะถูกบิดเบือนข้อมูลจากแหล่งข่าวได้เหมือนกัน ถ้าหากสื่อไม่ตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนนำเสนอ ไว้มีโอกาสเหมาะจะเล่าสู่กันฟัง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Blog Visits

  • 153,172 hits
%d bloggers like this: