Suki Media

ยิ่งกว่าเจ็บตัว

Posted on: วันพฤหัส, 9 พฤศจิกายน, 2006

พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร       เพียงแค่สัปดาห์เดียวเท่านั้นที่คุณ พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจในการบริหาร อสมท. พนักงานองค์กรสื่อแห่งนี้นับร้อยๆ คน ก็ลุกขึ้นมาต่อต้านและถามหาความชอบธรรมในกระแสข่าวที่จะมีการปรับผังรายการ และแนวทางการบริหารงานที่จะมีการเปลี่ยนจาก “สังคมอุดมปัญญา” เป็น “สัมมาปัญญา”

      หลายคนคงจะติดตามข่าวทางทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์มาพอสมควรแล้ว ผมคงไม่จำเป็นต้องเล่าซ้ำซากอีก แต่ผมมีบรรยากาศเบื้องหลังมาเล่าสู่กันฟังสนุกๆ ให้พอทราบถึงที่มาที่ไป และให้ผู้อ่านตัดสินใจเองว่าเรื่องนี้ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อใคร และคาดเดาว่าเหตุการณ์นี้น่าจะจบแบบใด

      เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสไปนั่งฟังคำให้การ เอ้อ ไม่ใช่สิ คำแถลงการณ์ของบรรดาผู้บริหารในบอร์ด อสมท. รวมทั้งคุณพงษ์ศักดิ์ด้วย พนักงานหลายร้อยคนนั่งฟังในหอประชุมจนล้นออกมานอกห้อง บ้างก็ปรบมือ ส่งเสียงเชียร์ บ้างก็ตะโกนและโห่ร้องต่างๆ นานา พอที่จะจับ “ใจความแห่งบรรยากาศ” ได้ว่าพนักงานทั้งหลายคงไม่ถูกใจผู้บริหารอย่างคุณพงษ์ศักดิ์อยู่มาก

      สาเหตุก็คงรู้ๆ กันอยู่ในเรื่องที่มีข่าวว่าคุณพงษ์ศักดิ์ หรือ อ.ป๋อง ของนักศึกษาสื่อมวลชนในหลายสถาบันนั้น จะปรับผังรายการในช่องโมเดิร์นไนน์ โดยมีหลายรายการที่โด่งดังถูกปรับออก เช่น กบนอกกะลา และคุยคุ้ยข่าว รวมทั้งจะมีการดึงผู้จัดรายการหลายคนเข้าไปทำรายการใหม่แทน

      ในสายตาของพนักงาน อสมท. นั้น พุ่งเป้าไปที่ค่ายผู้จัดการเป็นหลัก ที่มีความไม่ชอบมาพากลในเรื่องของผลประโยชน์ และความสัมพันธ์อันดีกับ อ.ป๋อง เพราะในระหว่างที่อยู่ในหอประชุม พนักงาน อสมท. หลายท่านก็ตั้งคำถาม อ.ป๋อง ถึงความสัมพันธ์กับ สนธิ ลิ้มทองกุล หัวเรือใหญ่ค่ายท่าพระอาทิตย์ และข่าวที่มีผู้บริหารใน อสมท. ไปขายโฆษณาล่วงหน้าให้กับรายการใหม่ในช่องโมเดิร์นไนน์แล้ว

      คำถามที่ยิงไปที่ อ.ป๋อง นั้น ตรงประเด็นและไม่อ้อมค้อม แต่เท่าที่ฟัง อ.ป๋อง ตอบนั้น ด้วยความพยายามที่จะวางใจเป็นกลางและปราศจากอคติใดๆ ทั้งสิ้น ผมต้องยอมรับว่า อ.ป๋อง ตอบได้วกวนและไม่ชัดเจนจริงๆ แม้แต่ตัว อ.ป๋อง เองยังยอมรับว่าตัวเองคงพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง และสงสัยว่าเป็นอาจารย์ได้อย่างไร ที่ผ่านมาคงจะอธิบายให้ศิษย์ฟังไม่รู้เรื่องเป็นแน่ จึงไม่สามารถอธิบายให้พนักงานหลายร้อยคนเข้าใจได้

      แน่ละครับ การอธิบายให้คนฟังเป็นร้อยๆ คน เข้าใจไปอีกทางหนึ่งจากเจตนารมณ์เดิมนั้น ย่อมผิดปกติแน่ มีสองเหตุผลเท่านั้นแหละครับที่เป็นไปได้ คือ หนึ่ง อ.ป๋องมีความผิดปกติเรื่องการสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลให้คนฟังเข้าใจ หรือ อ.ป๋องมีอะไรผิดปกติอยู่เบื้องหลัง

      พนักงาน อสมท. สงสัยเอามากๆ เรื่องผลประโยชน์ที่ค่ายผู้จัดการจะมาช่วงชิงเอาไปจากองค์กรสื่อแห่งนี้ และ อ.ป๋อง ก็ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์นั้นอย่างสะดวกโยธิน หลายคนสงสัยแม้กระทั่งเรื่องที่ อ.ป๋อง มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือเป็นเสียง “ท้ากกกกกกกษิณ ออกไป!” และคำแก้ต่างก็คือ ลูกสาวเอามาลงในมือถือให้เอง อ.ป๋องไม่รู้เรื่อง (ซะงั้น)โมเดิร์นไนน์

      ถ้าให้ถามความรู้สึกส่วนตัว ก็ต้องบอกว่าพนักงาน อสมท. เสียความรู้สึกไปแล้วกับข้อสงสัยหลากหลายประการนี้ ถึงแม้ อ.ป๋อง จะมีเจตนาดีอะไรก็ตาม ก็คงยากที่จะเรียกความมั่นใจของพนักงานหลายร้อยคนกลับคืนมาได้

      แม้ว่าโดยส่วนตัวผมเองจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่พนักงานยกเรื่องหุ้นของ อสมท. มาเกี่ยวข้อง โดยอ้างว่าการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานของโมเดิร์นไนน์นั้นทำให้หุ้นตก เนื่องจากการขึ้นลงของหุ้นและความผันผวนระยะสั้นนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร นโยบาย หรือแนวทางปฏิบัติภายในองค์กรนั้นๆ เพราะหลายคนก็ทราบกันอยู่ว่านักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น sensitive มากๆ โดยเฉพาะกับข่าวที่กระทบกับธุรกิจที่ตัวเองถือหุ้นอยู่ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

      หุ้นจะตก กำไรจะหด การบริหารงานจะผิดพลาด ก็ควรให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ หากจะมาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทั้งที่รู้ว่านี่เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ดูจะจิตใจคับแคบเกินไป ขณะเดียวกัน ถ้าแนวทางการบริหารงานเป็นไปอย่างที่ผู้บริหารกล่าวไว้จริง ก็จะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่น หุ้นขึ้น กำไรเด้ง และโมเดิร์นไนน์ก็เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งเอง

      อย่างไรก็ตาม การเข้ามาดำรงตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้อำนวยการ อสมท. นั้น อ.ป๋อง ควรตระหนักว่าตำแหน่งนี้เป็นเพียง “รักษาการ” มีระยะเวลาในตำแหน่งเพียงสั้นๆ เท่านั้น การเข้ามาวางแนวทางและปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ถือว่าไม่สมควร และแน่นอนว่าย่อมหลีกหนีไม่พ้นแรงเสียดทานอันมหาศาลเป็นธรรมดา โดยเฉพาะกับสิ่งที่คนเขาเห็นว่าดีอยู่แล้ว และยิ่งเป็นปัญหาหนักเข้าไปใหญ่ ถ้า อ.ป๋อง อธิบายให้คนเข้าใจไม่ได้ และจะเป็นปัญหาหนักสุดๆ ถ้า อ.ป๋อง มีลับลมคมในจริง

      การอยู่ในตำแหน่งนี้ อ.ป๋อง เพียงแค่อยู่รักษาผลประโยชน์ของ อสมท. และคอยปกป้ององค์การสื่อแห่งนี้ มิให้พวกแร้งเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ในช่วงสูญญากาศนี้ก็น่าจะพอแล้ว หรือจะปรับแก้อะไรเล็กๆ น้อยๆ เพื่อส่งผ่านงานให้แก่กรรมการผู้อำนวยการคนใหม่ ดูจะเข้าท่ากว่า

      ให้ตายเถอะ จนถึงขณะนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า อ.ป๋อง อธิบายบทเรียนให้นักศึกษาในห้องเรียนเข้าใจได้ยังไง เพราะพนักงาน อสมท. หลายร้อยคนมีการศึกษาดีทั้งนั้น แต่ไม่เห็นมีใครเข้าใจ อ.ป๋อง สักคนเดียว

      สงสัยคงต้องกลับไปสอนหนังสือ หรือจะเลือก “เปิดเผยความจริง” ดีกว่าละครับ…อาจารย์

Advertisements

1 Response to "ยิ่งกว่าเจ็บตัว"

เราเห็นด้วยในประเด็นที่ว่า คุณพงษ์ศักดิ์ ขาดทักษะในการสื่อสาร หลายคำถามยังตอบได้ไม่ดีนัก เสียดายที่ คุณพงษ์ศักดิ์ไม่สามารถสื่อสารเจตนาบริสุทธิ์ของตนเองที่ต้องการปฏิรูปสื่อให้เปลี่ยนไปในทิศทางกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้

และข้อเสียอีกอย่างคือ คุณพงษ์ศํกดิ์ก็มีอีโก้เยอะอยู่พอสมควร ออกแนวยอมหักไม่ยอมงอ

จะว่าไปคุณพงษศักดิ์ก็เหมือนฆาตกรรมตัวเองกลางเวทีในวันนั้น แต่อย่างน้อยก็นับถือในสปิริตของ คุณพงษ์ศักดิ์ ที่กล้ามาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่ต่อต้านตัวเองอย่างซึ่ง ๆ หน้า

ส่วนกิริยาอาการโห่ฮาป่า ตลอดเวลาในห้องประชุม เมื่อได้คำตอบที่ไม่ตรงกับใจตัวเองของ กลุ่ม อสมท เสื้อดำ ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาดี

จำได้ว่าคำกล่าวของคุณอรวรรณ ในห้องประชุม มีช่วงหนึ่งที่คำพูดของเธอก็ดูเหมือนจะยอมรับว่าที่ผ่านมา 5 ปีใน อสมท ก็ถูกแทรกแซงจากนักการเมือง แต่ ณ ตอนนั้นก็ได้แต่พยายามทำข่าวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ได้ฟังอย่างนี้ เราก็เลยอยากถามเธอว่า ในฐานะที่เธอเป็นสื่อมวลชนที่อิสระ มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ แล้วทำไมตอนนั้นเธอไม่ลุกขึ้นมาแสดงปฏิกิริยาต่อต้านการแทรกแซงสื่อ เหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้ ถ้าทำซะตั้งแต่ตอนนั้น ประเทศชาติคงไม่เสียหายจนถึงวันนี้

ในฐานะที่เราอยู่ในสถานะของผู้รับสื่อมาโดยตลอด และเราอาจจะมองโลกแบบอินโนเซนต์ เท่าที่รู้มาในสังคมประชาธิปไตย การแทรกแซงสื่อ ก็เหมือนการปิดหูปิดตาประชาชน แม้เพียงนิดเดียวก็ยอมให้แทรกแซงไม่ได้ ถามว่า 5 ปีที่ผ่านมา อสมท ดำเนินงานภายใต้รัฐบาลที่มาจาก “การเลือกตั้ง” อันเป็นบรรทัดฐานหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยหรือเปล่า ?

เธอบอกกว่าบอร์ดชุดนี้เข้าแทรกแซงมากกว่าชุดที่แล้ว เนวินยังทำตัวดีกว่า อ.ธีรภัทธ์ ซะอีก เราได้ฟังแล้วก็ได้แต่ปวดใจ ถ้านี่เป็นความคิดที่ผ่านการกลั่นกรองจากสมองคนทำงานสื่อมายาวนานของเธอจริง ๆ

เรื่องนี้คงไม่จบด้วยดี หาทางรอมชอมยาก เราคิดว่าคงต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายเดินจากไป

เราเคยให้โอกาส ทักษิณ ทำงาน ทั้งที่เราเองไม่เคยลงคะแนนให้พรรคของเขาเลย แล้วเราก็ได้บทเรียนจากรัฐบาลชุดทักษิณที่ผ่านมาว่า “การกระทำ สำคัญกว่าคำพูด”

ดังนั้น ขอให้พิสูจน์กันที่การกระทำ พิสูจน์กันที่ผลงาน และช่วยกันตรวจสอบอย่างจริงจังด้วยใจที่ “เป็นธรรม”

ปล. ขออภัยอย่างยิ่งที่คอมเม้นท์ แถมด้วยระบายความในใจซะยาวเหยียด 🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Blog Visits

  • 153,717 hits
%d bloggers like this: