Suki Media

วัฏจักรความคิด

Posted by: baramee on: วันพฤหัส, 17 พฤษภาคม, 2007

     ปลกนะฮะ ที่บางครั้งเราก็นึกอะไรไม่ออก เขียนอะไรไม่ได้ แม้ไอเดียจะพลุ่งพล่าน แต่ไม่สามารถรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายมาจัดหมวดหมู่ได้อย่างเป็นระบบระเบียบ บางครั้งเราเรียกความคิดประเภทนี้ว่า “ความฟุ้งซ่าน” แต่บางครั้งมันอาจถูกนิยามว่า “ความสับสน”

     แต่ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน แม้ “ความฟุ้งซ่าน” และ “ความสับสน” จะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ แต่หากไม่กลายสภาพเป็น “ความเพ้อเจ้อ” ก็จะน่ายินดีไม่น้อย

     สำหรับผมเอง ความคิดประเภทนี้อาจตกผลึกมานับครั้งไม่ถ้วน และอาจกลับถูกตีให้ฟุ้งกระจายอีกนับครั้งไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน มันจึงน่าสงสัยว่าความคิดเหล่านั้นจะตกผลึกอีกครั้งเมื่อใด และจะทำอย่างไรให้ความคิดต่างๆ ไม่ถูกตีให้ฟุ้งกระจายเหมือนที่ผ่านมา

     ยากนักที่จะบอกว่าสิ่งใดเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของตัวเอง จนกว่าจะได้ลองสัมผัสกับมันอย่างแท้จริง เราย่อมไม่เชื่อเพียงแค่ฟังเขาเล่ามา หรือเขาบอกกันมาว่าดีและสมควรทำ บางสิ่งบางอย่างต้องหัดเรียนรู้ด้วยตัวเอง จึงจะรู้ซึ้งถึงแก่นซึ่งดีกว่าขี่ม้าเลียบค่าย หรือแตะทุกสิ่งเพียงแค่ผิวเผิน

     ผมอาจจะเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย ดูเหมือนหาสาระอันใดมิได้ ก็อย่าว่ากันเลยครับ ถือเสียว่าเป็นบันทึกในบางช่วงเวลาเท่านั้นพอ

อย่าคิดลึก

Posted by: baramee on: วันอาทิตย์, 13 พฤษภาคม, 2007

     าดู Ad ของเมืองนอกกันหน่อยครับ เขามีไอเดียโฆษณาที่มักจะรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ “เพศ” เข้ามาผสมอยู่ด้วย สอดคล้องกับบทความชิ้นหนึ่งที่ผมได้อ่านผ่านตามาเมื่อไม่กี่วันมานี้ ที่ตั้งคำถามถึงสื่อในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นงานโฆษณา ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ หรืออินเทอร์เน็ต คือเรียกว่าทุกสื่อนั่นแหละ ว่าจะขายสินค้าไม่ออกหรืออย่างไร ถ้าไม่เอาเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

     และ Ad ที่ผมนำมาให้ดูกันนี้ ก็บอกถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและต่างชาติได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมเชื่อว่าคนในแวดวงโฆษณาบ้านเราก็น่าจะซึมซับความคิดเหล่านี้มาจากต่างชาติไม่น้อยเลยทีเดียว ทุกวันนี้ผมจึงเห็น Ad ในเมืองไทยส่อไปในแนวทางนี้บ่อยเหลือเกิน

     คำถามที่ต้องโยนกลางวงคนโฆษณาก็คือ ทำ Ad แบบนี้ก็ดูฮาและน่าดึงดูดี แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ คุณจะขายสินค้าไม่ออกหรือ?

     รูปข้างล่างนี้ ให้ดูเป็นไอเดียครับ…อย่างที่บอกแหละ…อย่าคิดลึกเกินกว่าที่ Ad มันต้องการจะขายสินค้า

     อีกทีครับ…อย่าคิดลึกเป็นอันขาด!!!

มารยาทเบื้องต้นของการเป็นสื่อไซเบอร์

Posted by: baramee on: วันเสาร์, 5 พฤษภาคม, 2007

     ตั้งแต่เขียน blog ของ wordpress มาได้ครึ่งปีกว่าๆ ผมไม่เคยแสดงความคิดเห็นส่วนตัวอย่างชัดเจนนัก ส่วนใหญ่สอดแทรกความคิดเห็นในบทความ หรืออาจจะแทรกในคอมเมนท์ที่ไปวางไว้ใน blog ของคนอื่นๆ บ้างก็เท่านั้นเอง วันนี้เลยอยากถือโอกาสใช้พื้นที่นี้เปิดใจสักนิดครับ

     …ก่อนที่อะไรๆ จะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้

     และก็ช่วยไม่ได้ครับ ที่ผมไม่ได้มีชื่อเสียงหรือโด่งดังอะไรมากมาย ก็เลยต้องสัมภาษณ์ตัวเองลงใน blog ของตัวเองอย่างนี้แหละครับ

คุณเขียน blog มานานหรือยัง?

     ประมาณ 7 ปีก่อนครับ ตั้งแต่เล่นพันทิบใหม่ๆ เข้าไปตอบกระทู้อยู่ในคลับเฉลิมไทย จนรู้จักกับคนในนั้นพอสมควร หนึ่งในคนที่เล่นคลับเหลิมมานาน ก็ชวนไปเขียนในเว็บของเขา เขียนได้สักพักก็ย้ายไปเขียนที่ diaryhub เขียนจนเว็บมาสเตอร์เขาทะเลาะกัน เว็บปิดตัวไปสักพักใหญ่ๆ ก็เลยต้องย้ายไปเขียนที่ exteen ต่อ แต่เผอิญว่าช่วงนั้นก็ยุ่งๆ ด้วยครับ เลยเขียนบ้าง ไม่เขียนบ้าง บางเดือนเขียนแค่ 2 ครั้งเอง อาจเป็นเพราะว่าเรื่องที่ผมเขียนมันไม่ถูกจริตคนในเว็บด้วยมั้งครับ คนเลยอ่านน้อย

เขียนเรื่องอย่างทุกวันนี้น่ะเหรอ?

     ใช่ครับ เขียนหนักๆ แบบนี้ล่ะครับ บางคนบอกว่าอ่านแล้วเครียด บางคนบอกว่าอ่านแล้วเข้าใจง่าย ผมก็ไม่รู้จะยึดนิยามไหนดี คิดแต่ว่าเขียนแบบที่ตัวเองชอบเท่านั้น

     พอคนอ่านน้อย เขียนก็ไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ ก็เลยหยุดไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งไปมีโอกาสทำนิตยสารอยู่พักหนึ่ง แล้วเจ๊ง ไปไม่รอด เพราะสปอนเซอร์ไม่เข้าเลย ก็เลยมาได้ความคิดว่า…เอ งั้นมาทำแม็กกาซีนออนไลน์ดีกว่า ประหยัดและปลอดภัยกว่า เลยคิดจะทำเว็บเอง

     แต่เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ทำเป็น blog เพราะมันกำลังจะเป็นที่นิยม จริงๆ blog เนี่ย มันนิยมมานานแล้วครับในเมืองนอก ส่วนเมืองไทยเองก็มีอยู่หลายเว็บ อย่างพวกเว็บไดอารี่นี่ก็ใช่ แต่ก็นิยมกันในเฉพาะกลุ่มคนชอบเขียนไดอารี่ ส่วนคนที่เขียนบทความจริงๆ มีไม่เยอะเท่าไหร่ ผมก็เลยคิดว่า…เออ ดีเหมือนกัน น่าจะลองทำดูบ้าง

แล้วทำไมถึงมาที่ wordpress และ oknation ล่ะ?

     คือทีแรกยังไม่อยากลงทุนทำเว็บเอง และตอนนั้น oknation ยังไม่เกิด ผมก็ลองหาเว็บบล็อกดีๆ ของต่างประเทศ เพราะของในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นไดอารี่ ก็ไปเจอ blogger.com กับ wordpress.com เลือกไม่ถูกครับว่าจะเอาอันไหนดี มันมีฟังก์ชั่นดีไปคนละแบบ ก็เลยเขียนมันทั้งสองแห่งเลย อัพเดทพร้อมกัน แต่เขียนไปเขียนมาก็พบว่า wordpress เจ๋งกว่า เลยหยุดอัพ blogger ไป

     ทีนี้พอเนชั่นจะเปิด oknation เขาก็ให้พนักงานลองเข้าไปสมัครใช้งานดูก่อน ผมก็เลยสมัครและก็อัพเดทไปพร้อมๆ กับที่ wordpress ด้วย และก็เขียนมาจนทุกวันนี้

เท่าที่เขียนมา ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง?

     ถ้าในแง่ของจำนวนผู้เขียน wordpress ก็ใหญ่กว่า เพราะคนใช้ทั่วโลก มีนักเขียนหลายชาติหลายภาษา แต่ oknation จะเป็นคนไทยและใช้ภาษาไทยเขียนเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงจำนวนคนอ่าน oknation ก็จะเยอะกว่า เพราะกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ขณะที่ wordpress มันเหมือนเราเขียนแล้วโยนลงไปในมหาสมุทร กว่าคนจะมาเจองานของเราก็ค่อนข้างยาก

แต่ทุกวันนี้ก็ยังเขียน 2 ที่อยู่?

     ใช่ครับ อัพเกือบจะพร้อมกันเลย ยกเว้นว่าบทความที่เขียนขึ้นสำหรับกลุ่มผู้อ่านที่ไหน ก็จะอัพเฉพาะที่นั่น อย่างเรื่อง “พฤติกรรม blogger ของ oknation” ก็อัพที่ oknation อย่างเดียว แต่เราก็ยังรักษาผู้อ่านที่ wordpress อยู่ เพราะเขียนที่นั่นมาก่อน ถึงแม้คนอ่านจะน้อยกว่า oknation ก็ตาม

มีปัจจัยอื่นอีกมั้ยที่คนอ่าน wordpress น้อยกว่า oknation?

     น่าจะเป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์ด้วยมั้ง ทั้งการประชาสัมพันธ์ของเนชั่นเอง และการประชาสัมพันธ์ของผมเองด้วย มีหลายคนบอกผมว่าเนชั่นโหมประชาสัมพันธ์ oknation เหลือเกิน ดูเว่อร์ๆ ยังไงชอบกล ทั้งๆ ที่เว็บอื่นก็ไม่เคยโปรโมทขนาดนี้ ผมว่ามันก็แล้วแต่มุมมอง รวมถึงแล้วแต่ความสำคัญของสื่อด้วยว่า ณ เวลานี้ เขาเน้นอะไรเป็นสำคัญ

     ส่วนใหญ่คนก็จะคิดว่า สื่ออินเทอร์เน็ตเป็นแค่สื่อกระแสรอง ยังไงคนก็ยังดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ มันก็ถูกครับ แต่อนาคตมันไม่ใช่ และถ้าเราไปโหมประชาสัมพันธ์กันตอนนั้น ก็คงไม่ทันแล้ว

แล้วที่คุณบอกว่าไม่ได้ประชาสัมพันธ์ตัวเองด้วย หมายความว่ายังไง?

     อ๋อ…ก็หน้าเว็บของ wordpress จะมีจัดอันดับเรื่องเด่นๆ หรือ blog เด่นๆ แค่นิดเดียว ไม่มี directory ของ blog ทั้งหมดให้ดู ก็เลยไม่รู้ว่าจะไปหาของใครอ่านได้ที่ไหนบ้าง ก็ต้องตามๆ จากลิงค์ของคนที่เข้ามาคอมเมนท์บ้าง หรือจาก blogroll ของคนอื่นบ้าง

     เพราะฉะนั้น ถ้าผมไม่ค่อยได้เข้าไปคอมเมนท์ blog ของคนอื่น คนก็จะไม่รู้ว่ามี blog ผมอยู่ในโลกนี้ด้วย และผมก็เป็นคนไม่ค่อยเข้าไปคอมเมนท์ blog คนอื่นจริงๆ นั่นแหละ

ทำไมล่ะ?

     มันไม่ค่อยมีโอกาสน่ะ จากทั้งการงาน จากพฤติกรรมของผม หรือคนเขียน blog ด้วยกันเอง อย่างการงานที่ผมทำอยู่ มันไม่ได้นั่งอยู่หน้าคอมฯ ตลอดเวลา ตื่นตั้งแต่เช้ามืด ตี 4 ไปทำงาน แล้วก็ออกไปทำข่าวตอน 8-9 โมงเช้า กลับเข้าออฟฟิสอีกทีตอนบ่ายๆ ก็นั่งเขียนข่าวไปจนถึงบ่ายสามก็กลับบ้านไปนอนพักแล้ว ตื่นอีกทีมากินข้าวเย็น อาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวอะไรไป แป๊บเดียวก็ต้องนอนอีกแล้ว ไม่งั้นตื่นไม่ไหว

     ยกเว้นว่าวันไหนฟิตมากๆ ก็ไม่นอนตอนเย็น ก็นั่งเปิดเน็ตดูนู่นดูนี่ไป เข้าไปอ่าน blog คนอื่นบ้าง แล้วทีนี้จำนวนบทความของ blog ก็เยอะมหาศาลอีก นอกจากผมจะอ่านที่ wordpress แล้ว ยังมีที่ oknation ด้วย และคิดดู…วันๆ หนึ่งเนี่ย มีคนอัพกันทีกี่บทความ อย่างของ oknation ถ้าผมจำไม่ผิด 300 กว่าเรื่องมั้ง ใครจะไปตามอ่านไหว เอาเฉพาะเรื่องที่สนใจก็เป็นสิบเรื่องแล้ว แต่อ่านจริงๆ มีแค่ 2-3 เรื่องเท่านั้น

แล้วที่บอกว่าไม่ค่อยเข้าไปคอมเมนท์ เพราะพฤติกรรมของตัวเองและ blogger คนอื่นๆ ล่ะ?

     ก็นี่แหละครับ ที่อธิบายไป คือตัวเองไม่ค่อยมีโอกาสเข้าไปเต็มที่นัก ส่วนคนอื่นก็เขียนเรื่องเยอะมาก อัพกันจนอ่านไม่ทัน แต่มีอีกเรื่องที่อาจจะเกี่ยวด้วยก็คือ ผมไม่อยากอยู่หน้าจอคอมฯ นานเกินไป เพราะถ้านับเวลากันจริงๆ แล้ว แค่ผมอยู่หน้าจอเพื่อเขียนบทความ อ่านข่าว หาข้อมูล บันเทิง ฯลฯ ก็ปาเข้าไปหลายชั่วโมง บางทีเขียนเรื่องตัวเองเสร็จก็แทบอยากจะปิดคอมฯ ไปนอนเสียให้รู้แล้วรู้รอดเลย นี่ยังไม่นับเวลานั่งหน้าจอเขียนข่าวที่ออฟฟิสด้วยนะ

เป็นอะไรล่ะ กลัวรังสีจากมอนิเตอร์เหรอ?

     เปล่าครับ อยากทำอย่างอื่นบ้าง ในชีวิตมีอะไรให้ทำตั้งเยอะตั้งแยะ อย่างอ่านหนังสือ ดูหนัง ถ่ายรูป ไปเที่ยวต่างจังหวัด โอ้ย…เยอะครับ ถ้ามัวแต่นั่งหน้าจอคอมฯ ก็อดทำอย่างอื่น การเขียน blog เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในชีวิตผมเท่านั้นเอง

หมายความว่าอะไร หมายถึงการเขียน blog ไม่สำคัญมากนักเหรอ?

     สำคัญในแง่ไหนล่ะ ทุกวันนี้ผมให้ความสำคัญกับมันก็แค่จรรโลงจิตใจ เพราะเป็นความอยากส่วนตัวเท่านั้น และผมเชื่อว่าส่วนใหญ่คนที่เขียน blog ก็คงคิดคล้ายๆ กัน คือเขียนเพื่อตอบสนองความต้องการในการแสดงความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ได้ต้องการผลตอบแทนเป็นตัวเงินอะไร เขียนฟรีกันทั้งนั้น

     แต่บางคนอาจเขียนเพราะมีวัตถุประสงค์อื่นก็ได้นะ ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามีมากน้อยแค่ไหน แต่ก็คงมีบ้างเป็นธรรมดา ทุกวงการแหละครับ มีแอบแฝงกันได้ทั้งนั้น สมัยผมเล่นที่พันทิบใหม่ๆ ก็มีเข้ามาป่วนบอร์ด เข้ามาสร้างความรำคาญ วุ่นวาย ซึ่งตรงนั้นก็เป็นหน้าที่ของเว็บมาสเตอร์ที่ต้องหาทางแก้ไข หรือบางครั้งคนในบอร์ดเองก็ช่วยๆ กัน

     จริงๆ ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับพวกนี้มากนัก เพราะแต่ละคนก็คงมีหน้าที่แตกต่างกันไป คนที่ชอบเขียนก็เขียนไป คนที่ชอบอ่านก็อ่านไป ใครชอบป่วนก็ป่วนไป ใครควบคุมดูแลก็ทำหน้าที่กันไป ก็สนุกๆ ครับ ไม่ซีเรียสมากนัก ยกเว้นถ้ามันไม่ถูกกาลเทศะจริงๆ ก็ต้องแนะกันบ้าง เพราะอย่างน้อยก็ต้องให้เกียรติเจ้าของ blog มันเป็นกติกาของสังคมน่ะ ไม่ว่าจะเป็นโลกจริงหรือโลกเสมือน

แต่ blog ก็ถือว่าดีกว่าเว็บอร์ดเยอะนะ เพราะมีฟังก์ชั่นให้ทำอะไรได้เยอะกว่า อาจมาช่วยตรงนี้ได้?

     อ่าใช่ เจ้าของ blog สามารถดูจำนวนคนเข้ามาอ่านได้ เช็คเรตติ้งได้ แม้มันจะไม่ค่อยได้ข้อมูลที่แม่นยำมากนัก แต่ก็พอถูไถครับ หรือจะดูเสียงตอบรับจากคอมเมนท์ เปลี่ยน theme ฯลฯ อย่างของ wordpress นี่ต้องถือว่าครบเครื่อง เช่น มีสถิติจำนวนคนอ่านย้อนหลังถึง 30 วัน วาดเป็นกราฟให้ดูเลย จะเห็นชัดว่าช่วงวันไหนมีคนเข้าเยอะ เข้าน้อย อาจะนำมาวิเคราะห์กลุ่มคนอ่านได้ หรือบอกด้วยว่าคนที่เข้ามาดู blog เรานั้น เขามาจากเว็บอะไร และมีใครสร้างลิงค์ blog ของเราในเว็บเขาบ้าง เรียกว่าละเอียดสุดๆ

     อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นฟังก์ชั่นที่ดีสำหรับ blog ก็คือ การกรองคอมเมนท์ ซึ่งถ้าเป็นเว็บบอร์ดจะไม่มี จะเป็นหน้าที่ของเว็บมาสเตอร์ที่ต้องคอยควบคุมเท่านั้น แต่ blog นั้น คุณสามารถควบคุมเองได้ จริงๆ blog ของ oknation ยังไม่มีฟังก์ชั่นนี้อย่างเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก เพียงแต่เจ้าของ blog สามารถลบคอมเมนท์ที่ดูไม่เหมาะสมออกไปได้ ต่างจาก wordpress ที่มีระบบกรอง spam หรือกรองคำไม่เหมาะสมออกได้ด้วย

มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ ที่ต้องมีฟังก์ชั่นกรองคอมเมนท์?

     มันไม่จำเป็นเลยถ้าทุกคนเคารพกฎกติกาของสังคมไซเบอร์ แต่หลายคนก็ทำไม่ได้ ก็มีการเข้าไปโฆษณาบ้าง ถ้าโฆษณาครั้งสองครั้ง หรือประโยคสองประโยคก็พอทำเนา แต่บางครั้งโฆษณาเป็นสิบบรรทัด แถมมาบ่อยด้วยเนี่ย เราก็คงไม่อยากให้ blog เราเป็นเว็บขายยาลดความอ้วนหรือขายยาปลุกเซ็กซ์หรอก ใช่มั้ยครับ

     หรืออย่างบางคนเข้ามาด่าคำหยาบ ที่อาจจะแอบเลี่ยงๆ ใช้ – หรือ . เซ็นเซอร์เอาไว้เพราะกลัวเราลบหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ แต่ก็อ่านออกว่าต้องการสื่อถึงคำไหน เช่น พวก f-word เป็นต้น หรือบางครั้งเข้ามาแสดงความคิดเห็นแบบ…กูเก่งมาก พ่อกูเป็นศาสตราจารย์สติเฟื่องมาก กูเลยมีดีเอ็นเอติดมาด้วย ทำให้กูรู้มากเลย อยากโชว์พาว อันนี้ผมไม่ว่านะครับ ปล่อยให้โชว์ไป แต่ถ้ามาสำแดงพลังบ้า พาดพิงผู้อื่นหรือพาดพิงใครอย่างไร้เหตุผล ผมก็ไม่ปล่อยไว้

ไม่ปล่อยไว้นี่ทำยังไง?

     โอ๊ย…ผมจะไปทำอะไรมันได้ ให้ไปตามฆ่ามันเหรอ คงเจอหรอก คนพวกนี้เก่งแต่ในเว็บครับ เพราะฉะนั้นขั้นแรกผมก็คงขอร้องให้เขาทำตามกติกาของสังคม เช่น ขออย่าใช้คำหยาบ ขออย่าพาดพิงบุคคลอื่นโดยเฉพาะสถาบันเบื้องสูง ขออย่าหมิ่นประมาทผู้อื่น ขออย่าวิจารณ์คนอื่นแบบไม่มีข้อมูลหรือไร้เหตุผล ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์แบบชุ่ยๆ ซึ่งผมว่าเรื่องพวกนี้เป็นมารยาททางสังคมนะครับ ถ้าใครมีพ่อมีแม่ก็คงรู้มาตั้งแต่เล็กแต่น้อยแล้วครับ ไม่ต้องให้ผมมาสอนอีกครั้งหรอก

โอ้ววว…ซี้ดดดด?

     เป็นไร…เผ็ดเหรอ

ป่าว…ปวดขี้ เดี๋ยวไว้มาต่อวันหลังละกันนะ

     บายๆ

TITV…กับเรื่องของคนไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

Posted by: baramee on: วันพฤหัส, 26 เมษายน, 2007

     วันนี้ไปงานแถลงข่าวของผู้ผลิตรายการให้แก่สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี มีคุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ เป็นแกนนำ พร้อมด้วยผู้ผลิตรายการอื่นๆ ดารา พิธีกร ไฮโซ และผู้บริหารของทีไอทีวีบางท่าน ไปร่วมงานด้วย

     ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่อยากไปทำข่าวนี้เลยแม้แต่นิดเดียว จะหาว่าผมไม่มีจิตวิญญาณของคนข่าว จะหาว่าผมมีอคติ หรือเลือกปฏิบัติก็ได้ทั้งนั้นครับ

     เพราะถ้าจะให้ผมไปฟังเรื่องของ “คนไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง” แบบนี้ ก็ต้องพูดแบบไม่เกรงใจครับว่า มันเสียเวลาผมจริงๆ

     มีหลายประเด็นทีเดียว ที่บรรดาผู้ไปร่วมแถลงข่าวได้บอกถึงเหตุผลการคัดค้านมติคณะรัฐมนตรี ที่ต้องการแปลงสภาพของทีไอทีวีไปเป็นทีวีสาธารณะ ซึ่งตลอดเกือบ 2 ชั่วโมงที่ผมฟังมานั้น มีเรื่องที่เห็นด้วยเพียง 2 ประเด็นท่านั้น

     ประเด็นแรกคือการที่รัฐบาลน่าจะทำทีวีเสรีและทีวีสาธารณะให้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันไปเลยทีเดียว เพราะไหนๆ จะปฏิรูปแล้วก็ยกเครื่องกันใหม่ให้หมดดีกว่า ซึ่งช่อง 11 ก็ติดร่างแหไปด้วยว่าควรถูกปฏิรูปเสียที

     ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย แต่ถ้ามองในมุมรัฐบาล ก็สามารถมองได้เช่นกันครับว่า ไม่ว่าจะเลือกทำอย่างไหนก็โดนด่าทั้งขึ้นทั้งล่อง

     หมายความว่าหากรัฐบาลเลือกทำทีละอย่าง โดยทำทีวีสาธารณะก่อนและตามด้วยทีวีเสรีในภายหลัง หรือปฏิรูปช่อง 11 ตามมา ก็ย่อมจะถูกเหน็บได้ว่านี่เป็นโอกาสในการทำงานของรัฐบาลแล้ว ไฉนจึงปล่อยโอกาสอันดีให้หลุดลอยไป หากไม่สร้างทีวีสาธารณะและทีวีเสรี หรือปฏิรูปช่อง 11 เสียตอนนี้ หากหมดวาระแล้วของรัฐบาลในอีก 6 เดือนข้างหน้า ก็คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้วเป็นแน่แท้

     แต่ถ้ารัฐบาลเลือกทำทีวีสาธารณะและทีวีเสรีไปพร้อมๆ กัน ก็จะโดนโจมตีอีกว่า เป็นแค่รัฐบาลชั่วคราว ริอ่านทำนู่นทำนี่ที่เป็นผลผูกพันระยะยาว ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ควรรอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำดีกว่า

     ก็น่าเห็นใจรัฐบาลครับ แต่นี่คือสัจธรรม เพราะไม่ว่าทำอะไร ย่อมมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมอยู่ในฝ่ายที่เห็นว่ารัฐบาลควรทำไปพร้อมๆ กันเลย เพราะถึงจะมีม็อบมาต่อต้านเพิ่มอีกสัก 1-2 ม็อบจากการปฏิรูปครั้งนี้ ผมก็คิดว่าคงไม่เป็นการเพิ่มภาระรัฐบาลสักเท่าไหร่ เพราะทุกวันนี้ก็มีม็อบแทบจะนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว

     ต้องยอมรับนะครับว่า การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม มักมีแรงเสียดทานเสมอ

     แต่ที่แน่ๆ ก็คือการทำทีวีสาธารณะให้เป็นทีวีเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการมี BBC เป็นแม่แบบนั้น ยิ่งทำให้คนตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูง

     บางคนถึงกับบอกว่า 6 เดือน ในการแปลงสภาพทีไอทีวีอาจไม่พอด้วยซ้ำ เพราะไหนจะต้องตระเตรียมองค์กรดูแล คณะผู้บริหาร บุคลากรข่าว เนื้อหารายการ ฯลฯ อาจกินเวลามากกว่าที่คิด บางทีอาจต้องใช้เวลา 1 ปี หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

     แต่ผมไม่เห็นเช่นนั้นครับ เพราะถ้าคิดกันอย่างนี้แล้ว ต่อให้มีเวลา 10 ปีก็ไม่พอเช่นกัน เนื่องจากว่าถ้าเราตั้งธงไว้แต่แรกว่า เร็วเกินไป ทำไม่ได้ ทำไม่ทัน มันก็จะไม่มีทางทันแน่นอน

     ประเด็นที่สองที่ผมเห็นด้วยก็คือ หากรัฐบาลให้ทีไอทีวีมีรายได้จากภาษีสรรพสามิต เงินอุดหนุนจากหน่อยงานของรัฐ หรือเงินพิเศษในรูปแบบใดๆ ก็ตาม โดยไม่ให้มีการหารายได้จากค่าโฆษณาเลย จะทำให้คนขาดแรงจูงใจในการทำงาน

     เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

     และพนักงานทีไอทีวี รวมถึงผู้ผลิตรายการจะทำตัวเยี่ยงข้าราชการ เช้าชามเย็นชาม ทำดีก็ได้แค่นี้ ทำแย่ก็ได้แค่นี้ แล้วจะทำให้มันเริ่ดหรูไปหาพระแสงอะไร ทุกวันนี้แม้กระทั่งรัฐมนตรีที่มาจากวงการข้าราชการ ยังถูกเหน็บแนมว่าทำงานเชื่องช้า ไม่มีแรงกระตุ้นก็ไม่เดิน หรือใส่เกียร์ว่างตลอดเวลา

     หรืออย่างดีพนักงานทีไอทีวีก็จะเหมือนพนักงานในบริษัทที่ได้สัมปทานของรัฐ นั่นหมายถึงไม่มีคู่แข่ง ไม่ต้องแข่งขันกับใคร เมื่อได้เงินอุดหนุนจากรัฐแล้วก็ใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อให้เหลือกำไรมากที่สุด แล้วรายการต่างๆ รวมถึงข่าวที่มาจากต้นทุนต่ำๆ บวกกับแรงใจ แรงกายต่ำๆ จะดีได้แค่ไหนกันเชียว

     ทีนี้มาถึงเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยกับผู้ผลิตรายการและผู้บริหารของทีไอทีวี ที่ออกมาคัดค้านมติ ครม. เสียทีครับ เอาแค่ 2-3 ตัวอย่างก็พอ เพราะถ้ามากกว่านั้น ผู้อ่านทั้งหลายอาจเสียเวลากับเรื่องไร้สาระมากเกินไป

     อย่างแรกคือ ผู้ผลิตรายการอย่าง คุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ บอกว่า ถ้าทำทีไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะแล้ว จะทำให้คนจำนวนมากเดือดร้อน หมายถึงแรงงานนับหมื่นชีวิต จากทั้งหมด 120 บริษัทที่ผลิตรายการให้ทีไอทีวีต้องตกงาน

     หากมองในมุมของคุณไตรภพแล้ว ก็อาจเออออห่อหมดไปได้เหมือนกัน แต่ถ้ามองในมุมของประชาชนแล้ว หากทีไอทีวียังคงผลิตรายการต่างๆ รวมถึงรายการข่าวแบบที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะช่วงที่ยังเป็น “ไอทีวี” อยู่ด้วยแล้วละก็ ต้องถามครับว่าประชาชนนับแสนนับล้าน ยิ่งไม่ต้องเสียประโยชน์จากการดูทีวีช่องนี้เข้าไปใหญ่หรือ

     จำความฟูมฟายตลอด 2 วันที่พนักงานไอทีวีต่างลุ้นกันว่าจอจะมืดหรือไม่มืดได้ไหมครับ ช่วงนั้นประชาชนที่เปลี่ยนช่องไปไอทีวี ไม่ต้องดูอะไรหรอกครับ ดูแต่รายการจำอวด ผลัดกันปลอบประโลมกันเอง ทั้งคนใน คนนอก คนเก่า คนแก่ และคนที่อยากดูรายการอื่นๆ ก็ต้องมานั่งทนดูกับเรื่องที่น่าเศร้าจนน้ำตาแทบจะไหลเป็นสายเลือดไปด้วย

     จำความดีอกดีใจหลังจากที่จอไม่มืดได้ไหมครับ สิ่งที่พนักงานรวมถึงผู้บริหารไอทีวีพูดก่อนหน้านั้นไม่นานว่า ขอเพียงไม่ให้จอมืดเท่านั้น ขอให้ไอทีวีสามารถออกอากาศต่อไปได้เท่านั้น รัฐบาลจะนำนโยบายอะไรใหม่มาปรับปรุงไอทีวี ก็จะปฏิบัติตาม เพราะเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาเป็นความผิดพลาดของผู้บริหาร ซึ่งฝ่ายข่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแต่ทำไปตามหน้าที่และจรรยาบรรณของสื่อเท่านั้น

     แล้วเป็นยังไงครับ เมื่อมติ ครม. ออกมาว่าทีไอทีวีต้องเป็นทีวีสาธารณะ คุณกิตติ สิงหาปัด และ คุณจอม เพชรประดับ ออกมาพูดทันทีว่า พวกเขาไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญ การเป็นทีวีสาธารณะจริงๆ นั้น มันอุดมคติเกินไป เพราะในที่สุดแล้ว ทีไอทีวีก็จะกลายเป็นเหมือนช่อง 11 ไป

     ซึ้งครับ…ซึ้ง

     ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมว่าผมให้โอกาสทีไอทีวีแล้ว แต่ความปลิ้นปล้อนพลิกลิ้นได้ภายในไม่ถึง 2 เดือน มันทำให้ผมสะอิดสะเอียนกับการไม่รับผิดชอบคำพูดของคนเหล่านี้เหลือเกิน

     คนเหล่านี้ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ยอมคิดอะไรที่มันอยู่เหนือความคาดหมายทั้งของตัวเองและของผู้อื่นเลย คิดแต่ว่าทำไม่ได้ ไม่พร้อม ไม่มีทาง

     ใช่ครับ…ไม่มีทาง ไม่มีทางที่คนเหล่านี้จะพัฒนาไปได้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้แล้ว

     เพราะถ้าหากว่ากันแบบแฟร์ๆ แล้ว นี่ย่อมถือเป็นโอกาสอันดีที่ยากจะมีได้อีกแล้ว เพราะถ้าการเป็นทีวีสาธารณะเป็นเรื่องอุดมคติจริง เหล่าพนักงานทีไอทีวีก็ควรจะมุ่งเดินไปให้ถึง เพราะทุกคนจะยืนข้างหลังคุณคอยให้กำลังใจ เพราะทุกคนก็อยากเห็นว่าเมืองไทยมีทีวีเพื่อประชาชนจริงๆ สักช่องหนึ่งบ้าง

     ที่ผ่านมา บรรดาพนักงานองค์กรนี้ถูกค่อนขอดจากเพื่อนสื่อมวลชนและประชาชน ว่า พวกเขาไม่มีจริยธรรมของการเป็นสื่อ นี่เป็นโอกาสอันดีที่พนักงานเหล่านี้จะได้แก้ตัว แก้ข้อครหา แก้ต่างให้กับตัวเองว่าที่ผ่านมา ได้ทำข่าวด้วยจิตสำนึกของความเป็นสื่ออย่างแท้จริง มิได้ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลใดๆ

     ที่สำคัญ การทำงานอย่างอิสระเสรี โดยไม่ต้องแคร์ว่าจะมีคนมาสั่ง ว่าห้ามทำข่าวนั้นนะ ห้ามถามคำถามนี้นะ มันสนุกกว่าเป็นไหนๆ ไม่ต้องมากังวลว่าจะโดนเพ่งเล็งไหม ไม่ต้องมากลัวว่าจะถูกหาว่าเป็นกบฏไหม แล้วนี่ยังไม่เรียกว่าเป็นโอกาสอีกหรือ

     ถ้าถามย้อนกลับไปว่า การเป็นทีวีสาธารณะ มันไม่ดีตรงไหนในมุมมองของคนทีไอทีวี ก็เห็นแต่จะเป็นเรื่องค่าตอบแทนที่จะลดลงไปเท่านั้นเอง เพราะเจตนารมณ์ของทีวีสาธารณะไม่ได้แสวงกำไรสูงสุด

     แต่ คุณกิตติ สิงหาปัด ไม่ได้พูดเรื่องนี้ครับ เขาบอกว่า ถ้าเจ้าของทีวีสาธารณะ ซึ่งหมายถึงประชาชน ต้องการให้ทีไอทีวีนำเสนอรายการหรือข่าวอะไรก็ตาม พนักงานก็ไม่อาจปฏิเสธได้เพราะประชาชนเป็นเจ้าของ ถ้ามีกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ มาเสนอ ก็จะวุ่นวายไปหมด ถ้าไม่นำเสนอของกลุ่มไหนก็จะถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติ และจะมีปัญหาไม่หยุดหย่อนแน่นอน

     พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าคุณกิตติ ไม่รู้จักทีวีสาธารณะจริงๆ ครับ

     อยากให้คุณกิตติ ลองไปศึกษานะครับว่า BBC หรือ NHK เขาทำงานกันอย่างไร บริหารกันอย่างไร และคุณกิตติ ดูถูกประชาชนคนไทยมากเกินไปหรือเปล่า เพราะถ้าว่ากันตามหลักการบริหารทีวีสาธารณะที่รัฐบาลวางโครงสร้างไว้คร่าวๆ แล้ว ก็จะต้องมีคณะบุคคลเฉพาะมาบริหาร ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาแล้ว เป็นผู้ตัดสินใจในการวางนโยบายของสถานีโทรทัศน์ ไม่ใช่ว่าใครก็ตามหรือคนกลุ่มไหนก็ตาม จะมาสั่งว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วพนักงานจะต้องทำตามทันทีเสียเมื่อไหร่

     ถ้าจะเปรียบเทียบให้ง่ายที่สุด ก็เหมือนกับการที่ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง เพื่อเลือกผู้แทนราษฎรเข้าไปเพื่อบริหารประเทศ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมานั่งชี้หรือสั่งให้ ส.ส. หรือรัฐมนตรีทำนู่นทำนี่ได้ตามใจชอบ แต่ผู้บริหารมีอำนาจที่ได้รับมอบจากประชาชน แล้วไปบริหารประเทศอีกต่อหนึ่ง (แต่นักการเมืองส่วนใหญ่มักคิดว่าอำนาจนั้นเป็นอำนาจเด็ดขาดและเบ็ดเสร็จ เมืองไทยจึงมีปัญหาเรื่องเผด็จการบ่อยครั้ง)

     เพราะฉะนั้น หากโครงสร้าง ระเบียบ กฎเกณฑ์ การบริหาร และความตั้งใจจริง ในการที่จะร่วมทำให้ทีวีสาธารณะเกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย ถูกวางเอาไว้อย่างเป็นแบบแผนและรัดกุม ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่พนักงานไอทีวี รวมถึงผู้บริหารและผู้ผลิตรายการ จะร่วมมือร่วมใจกันสร้างคุณประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

     แม้ผมเห็นด้วยที่ควรจะให้มีการทบทวนมติ ครม. สักเล็กน้อย เรื่องให้มีการหารายได้จากโฆษณาบ้าง อาจกำหนดไว้สัก 10-20% ของรายได้ทั้งหมด เพื่อเป็นแรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นให้การทำงานมีประสิทธิผลสูงสุด ก็จะเป็นการดีสำหรับทุกฝ่าย

     แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น ทีไอทีวีไม่มีการหารายได้จากโฆษณาเลย ก็ขออย่างเดียวครับว่า พนักงานทีไอทีวีทั้งหลาย อย่าทำงานแบบขอไปที อย่าทำงานแบบข้าราชการ หรืออย่าทำงานแบบซังกะตายเลย เพราะครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการงาน และการเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรมของชีวิต

     “เปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน”

     แม้การเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง ย่อมมีการสูญเสียบ้างเป็นธรรมดา แต่การสูญเสียบางอย่างเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ย่อมดีกว่าเสมอ และอยากให้มองว่านี่คือ “โอกาส” มากกว่า

     “โอกาส” ในการเป็นทีวีสาธารณะแห่งแรกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

     “โอกาส” ในการแก้ข้อกล่าวหาว่าไร้จรรยาบรรณของวิชาชีพสื่อมวลชน

     และ “โอกาส” ในการทำตัวไม่ให้หนักแผ่นดินเหมือนที่ผ่านมา

ไปกันใหญ่

Posted by: baramee on: วันอังคาร, 24 เมษายน, 2007

     ดูข่าวช่วงนี้แล้วเบื่อเต็มกลืน นอกจากวิธีการนำเสนอข่าวที่ไม่มีอะไรใหม่แล้ว ยังมีเนื้อหาที่ซ้ำซากจำเจอีกต่างหาก

     ความจำเจที่ว่าก็คือความคิดที่ย่ำอยู่กับที่ของสื่อบางสื่อเอง เรื่อยไปจนถึงความเน่าเฟะของเนื้อหาข่าวการเมืองทุกวันนี้

     ทุกวินาทีที่ผ่านไป ยังมีข่าวอีกมากมายที่ไม่ได้ถูกนำเสนอ เพราะถูกเบียดแทรกจากข่าวที่ “ไร้สาระ” บางจำพวก และสื่อหลายสำนักก็ดูเหมือนจะเป็นลูกไล่ของ News Maker ระดับปรมาจารย์ในแวดวงการเมืองอีกด้วย

     ประชาชนคนไทยอย่างผม จึงต้องก้มหน้ารับข่าวสารไปอย่างเสียไม่ได้ เพราะเปิดทีวีไปช่องไหน หมุนวิทยุไปคลื่นใด หรืออ่านหนังสือพิมพ์หัวที่เท่าไหร่ก็ตาม ก็มีแต่ข่าวที่ไม่ได้ประเทืองปัญญาแต่อย่างใด

     ยกตัวอย่างเช่น ข่าว “ม็อบ” ที่ขณะนี้มีอยู่นับสิบๆ ม็อบ ทั้งม็อบพีทีวี ม็อบคนไม่เอาเผด็จการ ม็อบเกษตรกร ม็อบพระ ม็อบสตรีคลุมหน้า ม็อบคนรักทักษิณ ม็อบอะไรต่อมิอะไร ไปจนถึงม็อบแมงเม่าไอทีวี

     คงไม่มีใครดูแคลน หากม็อบที่จัดตั้งขึ้นมามีรากฐานมาจากความเดือดร้อนหรืออุดมการณ์บริสุทธิ์ แต่หากม็อบใดที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เพื่อพวกพ้องตัวเอง นั่นย่อมน่าละอายเสียยิ่งกว่าการถูกชี้หน้าด่าพ่อล่อแม่

     และน่าเสียใจยิ่งกว่าที่สื่อให้เวลากับข่าวประเภทนี้ มากกว่าข่าวอันมีสาระอีกมากมาย ที่ถูกแย่งพื้นที่ไปจนไม่มีเหลือ

     ผมขอยกตัวอย่างสัก 3 ม็อบ ที่ดูท่าแล้วชักจะไปกันใหญ่ และหาสาระอันใดมิได้ในการเสียเวลาติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ

     1. ม็อบพระ

     2. ม็อบคนไม่เอาเผด็จการ (ประกอบด้วยหลายกลุ่ม)

     3. ม็อบไอทีวี

     อันดับแรก “ม็อบพระ” อาจดูมีสาระในสายตาหลายท่าน แต่โดยส่วนตัวผมแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องไร้แก่นสารและหาสาระอันใดมิได้

     พระสงฆ์ที่รวมกลุ่มกันในขณะนี้ กำลังทำให้เรื่องศาสนากลายเป็นเนื้อเดียวกับการเมือง โดยอ้างความเป็นสถาบันของศาสนาพุทธว่า ควรได้รับการรับรองเช่นเดียวกับสถาบันชาติและสถาบันกษัตริย์ แต่นั่นย่อมไม่ใช่เหตุผลที่ควรถูกระบุไว้ในกรอบคิดเดียวกัน เนื่องจากความเป็นชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีที่มาและรากฐานต่างกันอย่างสิ้นเชิง

     ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ศาสนามาจากความศรัทธาล้วนๆ ใครจะนับถือศาสนาอะไร เป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

     แต่ชาติและกษัตริย์นั้น นอกเหนือจากความศรัทธาแล้ว ยังมีระเบียบ ประเพณี และกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องในบริบทที่แตกต่างกันออกไปอีกมากมาย หากใครไม่นับถือหรือไม่ยอมรับในความเป็น “ชาติ” ของไทย หรือไม่ยอมรับนับถือความมีอยู่ของกษัตริย์ อันเป็นที่เคารพของปวงชนส่วนใหญ่ นั่นย่อมหมายถึงการละเมิดต่อกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

     ดังนั้น การที่ประชาชนชาวไทยมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา หรือการที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภกนั้น จึงไม่ได้หมายความว่าศาสนาพุทธจะต้องถูกรับรองความเป็นสถาบันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร หรือถูกตีความว่าเป็นศาสนาประจำชาติแต่อย่างใด

     สิ่งที่ม็อบพระกำลังทำอยู่ทุกวันนี้ จึงเป็นการล้ำเส้นของศรัทธาและชักจูงพุทธศาสนิกชน ให้ก้าวล่วงจากขอบเขตของศาสนาไปสู่เขตแดนของการเมืองอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

     หากจะว่ากันถึงที่สุดแล้ว คงต้องตั้งคำถามแรงๆ ต่อพระสงฆ์องคเจ้าเหล่านี้ว่า…พวกท่านกำลังบิดเบือนศาสนาหรือไม่

     ส่วนม็อบคนไม่เอาเผด็จการก็ไม่ต่างกันนัก แกนนำที่ดูมีภูมิรู้ เริ่มส่อแววขาดสติออกมาอย่างเสียมิได้

     ข่าวที่ น.พ.เหวง โตจิราการ จะยื่นฟ้องเอาผิดกับ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ที่จดทะเบียนสมรสซ้อนนั้น ผมแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง อาจเป็นเพราะผมโง่เขลาเบาปัญญาก็เป็นได้ ที่ไม่รู้จริงๆ ว่าการจดทะเบียนสมรสซ้อน มันเกี่ยวอะไรกับการไม่เอาเผด็จการ?

     ใครช่วยตอบผมทีครับ…

     ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

     “ม็อบไอทีวี”

     ม็อบกลุ่มนี้ผมขอเรียกเป็นการส่วนตัวว่า “ม็อบคนขี้แพ้ชวนตี”

     คนกลุ่มนี้ประกอบด้วยผู้บริหารไอทีวีและผู้ถือหุ้นรายย่อยของไอทีวี ที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุน แต่ไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น

     กรณีของผู้บริหารไอทีวี ผมไม่อยากพูดถึงแล้ว เนื่องจากคนกลุ่มนี้เปรียบดัง “หมาจนตรอก” นอกจากจะต้องถูกตามทวงหนี้จากธนาคารที่ไปกู้เงินมาทำธุรกิจแล้ว ยังต้องถูกตามเช็คบิลจากความผิดพลาดอีกมากมาย พวกเขาจึงต้องทำทุกวิถีทางในการเอาตัวรอด หรือเอาคืนกับรัฐ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง

     แต่กรณีของนักลงทุนรายย่อย หรือเรียกง่ายๆ ว่า “แมงเม่า”

     ไม่ใช่ว่านักลงทุนรายย่อยทุกคนเป็นแมงเม่านะครับ เพราะความแตกต่างของนักลงทุนกับแมงเม่านั้น ต่างกันลิบโลกในตรรกะของความคิดพื้นฐานในการลงทุน

     นักลงทุนที่ดี หรือที่เรียกว่า Value Investor จะศึกษาปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวที่เข้าไปลงทุน เขาจะดูแผนการดำเนินงาน กำไรขาดทุน สินทรัพย์ของบริษัท ผู้บริหาร ความเสี่ยง และอะไรต่อมิอะไรมากมาย ก่อนที่จะลงทุนในหุ้นนั้นๆ

     ต่างจากแมงเม่า ที่เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น เข้าเร็วออกเร็ว บางวันเล่นหุ้นรายวัน ปั่นรายตัว เพื่อให้ราคาสูงๆ และเทขายออกไปได้กำไรอย่างง่ายดาย

     แต่ความเสี่ยงของการลงทุนแบบนี้ก็ย่อมสูงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นแมงเม่าย่อมต้องยอมรับความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทีนี้คำถามก็คือว่า ทำไมผมถึงว่าม็อบไอทีวีเป็นแมงเม่า

     นั่นก็เพราะธุรกิจของไอทีวีส่อแววว่ามีความเสี่ยงสูงมานานมากแล้ว และมีแนวโน้มที่ประเมินได้อย่างง่ายดาย แม้แต่นักลงทุนหน้าใหม่ก็มองออกว่า หุ้นไอทีวีเป็นหุ้นที่ควร “ชะลอ” การลงทุน แต่แมงเม่าเหล่านี้กลับชะล่าใจ ยังถือหุ้นไอทีวีอยู่อย่างเชื่อมั่น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคนเหล่านี้ ต้องแบกรับภาระความเสี่ยงไปเอง…มิใช่รัฐ

     แค่นี้สั้นๆ สำหรับ 3 ม็อบที่นอกจากจะไม่สร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมแล้ว ยังทำสิ่งที่ไม่เข้าท่าให้คนเขาด่าถึงวงศ์ตระกูลเสียอีก

     …น่าสงสารและสมเพชตัวเองที่ต้องมารับรู้ข่าวแบบนี้

คนเบื่อข่าว

Posted by: baramee on: วันเสาร์, 21 เมษายน, 2007

     ายหัวจากกรุงเทพฯ ไป 2-3 วันครับ ไปพักสมองกับครอบครัวที่จันทบุรี เพิ่งกลับมาวันนี้เอง และก็เช่นเคยครับ ไม่มีเรื่องไปเที่ยวมาเล่าให้ฟัง แต่มีเรื่องที่ “คิด” ระหว่างทางมาฝากกันตามสไตล์ครับ

 

     มันเป็นความคิดที่เกิดขึ้นมาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว และยังหยุดคิดไม่ได้เสียที แม้กระทั่งเอาตัวเองไปอยู่ไกลๆ จากบรรยากาศเดิมๆ ก็ยังคงคิดอยู่ไม่ยอมปล่อย

     บอกตามตรง ผมมีอาการเบื่อข่าวมาระยะหนึ่งแล้วครับ ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร รู้แต่เพียงว่ามันไม่อยากรับรู้ข่าวสารความเป็นไปของอะไรเลย

     บางวันไม่อยากเปิดทีวีดูข่าว ไม่อยากอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่อยากฟังข่าววิทยุ

     ผมเข้าใจเอาเองว่า อุปมาเหมือนคนกินข้าว กินเข้าไปมากๆ มันก็ต้องอิ่มเข้าสักวัน แต่เดี๋ยวสักพักก็คงหิวขึ้นมาใหม่ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้เป็นวัฏจักร

     ตอนนี้ผมชักเริ่มอิ่ม แม้จะรู้ว่าอีกหน่อยคงหิว แต่ตอนนี้กินไม่ค่อยลงจริงๆ

     น่าเสียดายที่คนเราไม่รู้จักวิธีการทำให้ตัวเองหิวหรืออิ่มได้ตลอดเวลา

     น่าเสียดายจริงๆ

     ผมเพิ่งได้รับอีเมลฉบับหนึ่ง บอกเล่าถึงเรื่องราวการหาความสุขอย่างง่ายๆ ที่ไม่ต้องไปไขว่คว้าจากที่ไหนไกล…

     …แต่หาได้ใกล้ๆ จากใจเรานี่เอง

     เป็นเรื่องเล่าของคุณปู่วัย 90 ปีคนหนึ่ง ที่เพิ่งสูญเสียภรรยาอันเป็นที่รักไปไม่นานมานี้ ด้วยความที่เขาไม่อยากอยู่ตัวคนเดียวในบ้านหลังโต เขาจึงตัดสินใจย้ายตัวเองไปอยู่บ้านพักคนชราแทน

     ระหว่างที่คุณปู่กำลังนั่งรอพนักงานจัดห้องให้เรียบร้อย เพื่อต้อนรับการเข้ามาอยู่ในวันแรก คุณปู่ก็มองไปรอบตัวบ้านด้วยรอยยิ้มบางๆ

     ทันทีที่พนักงานจัดห้องเสร็จ ก็พาคุณปู่เข้าไปชม

     “เป็นยังไงบ้างครับคุณปู่ พออยู่ได้นะครับ ผ้าม่านตรงนั้น…ผมใช้ผ้าปูที่นอนมาติดแทน คงไม่เป็นอะไรนะครับ”

     “ห้องสวยมาก พ่อหนุ่ม สวยจริงๆ” บนใบหน้าของคุณปู่เต็มไปด้วยรอยยิ้มราวกับเด็ก 8 ขวบ ได้ของเล่นชิ้นใหม่

     “เอ่อ…เรายังดูไม่ทั่วเลยนะครับ ยังมีอีกหลายจุดที่ผมกำลังจะพาคุณปู่ไปดู เผื่อมีอะไรต้องปรับแก้ ผมจะได้บอกช่างให้แก้ทันที” พนักงานรีบอธิบาย

     “ไม่ต้องแล้วล่ะ” คุณปู่ยกมือห้าม

     “อ้าว…”

     “แค่นี้ฉันก็มีความสุขแล้ว ห้องมันจะสวยหรือไม่ มันไม่ได้อยู่ที่เฟอร์นิเจอร์ การตกแต่ง หรืออะไรเลย มันอยู่ที่ใจต่างหาก ที่ตัดสินว่าจะมีความสุขกับมันหรือไม่”

     พนักงานมองหน้าชายวัย 90 ปี ด้วยความฉงน พร้อมกับถามว่า

     “แต่คุณปู่เพิ่งจะเสียภรรยาไป ถ้าอยู่ในห้องที่ไม่ถูกใจ ก็จะยิ่งทำให้ชีวิตหดหู่เข้าไปใหญ่นะครับ”

     “เธอรู้อะไรไหม พ่อหนุ่ม”

     “ครับ”

     “ทุกวันที่ฉันตื่นขึ้นมา ฉันเลือกได้ว่าจะนอนอยู่บนเตียงแบบหมดอาลัยตายอยาก ที่สุขภาพร่างการไม่แข็งแรง หรือจะลุกขึ้นมาพร้อมกับคิดเสียว่า…ดีเหลือเกินที่อวัยวะต่างๆ ยังพอทำงานได้จนทุกวันนี้”

     “อยากให้เธอจำเอาไว้นะว่า…ทุกๆ วันที่ผ่านไป เหมือนเป็นของขวัญในชีวิต ทุกๆ วันที่ฉันลืมตาตื่นขึ้นมา ฉันจะให้ความสำคัญกับวันใหม่เสมอ ให้ความสำคัญกับการเก็บเกี่ยวความสุขและความทรงจำดีๆ ใส่ชีวิตเอาไว้ทุกๆ วัน”

     “เพราะชีวิตคนเราก็เหมือนบัญชีธนาคาร ที่สามารถถอนความสุขในวันเก่าๆ มาใช้ได้ในบั้นปลายของชีวิต เพราะฉะนั้น…อย่าปล่อยให้เวลาหลุดลอยไปโดยไม่มีความสุขกับมันนะ”

     “เราเลือกได้ด้วยตัวของเราเอง ว่าจะมีความสุขกับสิ่งใดหรือไม่…จำเอาไว้นะ”

     “ครับ”

     ผมรับคำของคุณปู่ เกือบจะพร้อมๆ กับพนักงานบ้านพักคนชราคนนั้นเลยทีเดียว

ประชาธิปไตยคือเผด็จการอย่างหนึ่ง

Posted by: baramee on: วันพฤหัส, 19 เมษายน, 2007

     ชักจะไปกันใหญ่แล้วครับ เหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ใครลองได้อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ ดูทีวีช่วงนี้ ไม่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ผมว่าคนผู้นั้นคงจะไร้หัวจิตหัวใจพอดูทีเดียว

     ปัญหาสารพัดที่รุมเร้าจนคนรับข่าวสารอย่างเราๆ ท่านๆ ยังอ่อนใจ นับประสาอะไรกับรัฐบาลที่ต้องคอยแก้ปัญหาบานตะไทไม่เว้นแต่ละวัน เห็นสภาพแล้วดูไม่จืดจริงๆ ครับ

พุทธทาส     วันที่ดูจะน่าหนักใจแบบนี้ ผมเหลือบไปเห็นหนังสือของท่านพุทธทาสเล่มหนึ่งบนตู้หนังสือ จึงอดไม่ได้ที่จะหยิบมาเปิดอ่านเสริมสร้างปัญญาเสียหน่อย

     “บันทึก นึกได้เอง : ว่าด้วยชีวิต สังคม การเมือง สันติภาพ และหลักคิดสำคัญๆ”

     หนังสือที่รวบรวมข้อเขียนของท่านพุทธทาส ที่จดบันทึกรายวันตามแต่ท่านจะจับประเด็นเรื่องใดได้ โดยท่านพุทธทาสจะจดความคิดนั้นไว้ตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมุด เศษกระดาษ ซองจดหมาย ถุงใส่ของ ปฏิทินเก่า หรืออะไรก็ตามที่หยิบฉวยได้ในขณะนั้น และได้เก็บรวบรวมไว้ทุกวันในรอบปี พ.ศ. 2495

     ผมพลิกไปที่วันเสาร์ที่  16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 หัวข้อที่ท่านเขียนถึงในวันนั้นคือ…

     “การเมืองคืออะไร?”

     ผมขอคัดบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ

     “การเมือง คือสิ่งที่ตั้งรากฐานอยู่บนความทะเยอทะยาน ในการอยู่เติบกินเติบ หรือความมัวเมาในความสุขทางเนื้อหนัง โดยปราศจากการนึกถึงโลกหน้า พระเป็นเจ้า และความตาย และมีอำนาจเป็นความถูกต้อง และประโยชน์ของตนเป็นความยุติธรรม…”

     “…สำหรับการเมืองภายในประเทศนั้น ลัทธิฝ่ายอภิชนาธิปไตย นับตั้งแต่ราชาธิปไตยลงมา ก็คือ การสงวนการอยู่เติบกินเติบไว้สำหรับคนบางชั้นบางพวก และลัทธิฝ่ายประชาธิปไตยก็คือ การยื้อแย่งเอาการอยู่เติบกินเติบนั้น มาเฉลี่ยกันให้ทั่วถึง…”

     “…เผด็จการกับประชาธิปไตยจึงไม่มีความหมายอันแตกต่างอะไรกัน เพราะเป็นการจัดเพื่อให้ฝ่ายของตน ได้มาซึ่งการอยู่เติบกินเติบนั่นเอง และประชาธิปไตยนั้น เมื่อถึงคราวที่จะแสดงบทบาทอันจริงจังขึ้นมา ก็ได้มอบกำลังและอำนาจให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจเด็ดขาด และนั่นก็คือเผด็จการนั่นเอง แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามอำนาจกิเลสของผู้มีอำนาจ จึงเห็นได้ว่า ที่แท้นั้นก็คือ กิเลสาธิปไตย ต่างหาก ที่บังคับกลุ่มชนให้เป็นไป…”

     “…ในวงประชาธิปไตยนั้นเล่า ถ้าเป็นการปฏิวัติที่แย่งการอยู่เติบกินเติบมาจากอภิชนาธิปไตย ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง แต่ถ้าใครเกิดปฏิวัติเพื่อยื้อแย่งการอยู่เติบกินเติบ ไปจากชนชั้นที่ครองอำนาจนั้น ไปแยกกระจายให้ทั่วถึงคนชั้นต่ำโดยทั่วไป โลกสมัยนี้ยังถือว่าเป็นการกระทำผิดหรืออาชญากรรมทีเดียว (เช่นที่พวกเสรีประชาธิไตยกำลังกล่าวหาพวกคอมมิวนิสต์อยู่) จึงเห็นได้ว่าอำนาจยังเป็นความยุติธรรมอยู่…”

     “…กรณีเช่นนี้ เผด็จการหรือประชาธิปไตยย่อมสูญสิ้นความหมายไปด้วยกัน คงอยู่แต่ว่าวิธีใดให้สำเร็จความประสงค์ของตนแล้ว ย่อมใช้วิธีนั้น…”

     “…ฉะนั้น การเมืองจึงมิใช่สิ่งที่สามารถจัดโลกให้มีสันติภาพ ซึ่งหมายถึงความบริสุทธิ์สะอาด ความสว่างไสวแจ่มแจ้ง และความสงบเยือกเย็นอันแท้จริง”

     ได้ทราบกันเช่นนี้แล้ว คิดเห็นอย่างไร โปรดตรึกตรองกันเอาเอง

นิมนต์กลับวัดโดยด่วน

Posted by: baramee on: วันพฤหัส, 19 เมษายน, 2007

     ห็นข่าวพระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้ว ก็อดถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้

     คงรู้นะครับว่าหมายถึงอะไร

                            (รูปจาก www.manager.co.th)    

     เรื่องนี้ผมต้องบอกตามตรงว่า เป็นเรื่องนานาจิตตังอย่างแท้จริง ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมีเหตุผลที่ฟังขึ้นและฟังไม่ขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ขออธิบายหรือพูดถึงเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็นำมากล่าวอ้างได้อยู่แล้ว เนื่องจากเรื่องศาสนาเป็นเรื่อง “นามธรรม”

     นอกจากจะเป็นนามธรรมแล้ว ยังเป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน” ซึ่งหลายคนอาจฟังคำนี้จนเอียน พร้อมถามว่าทำไมจึงว่าละเอียดอ่อน และมันละเอียดอ่อนตรงไหน

     ตีความง่ายๆ เลยก็คือ เรื่องใดก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับ “ศรัทธา” ของคน สิ่งนั้นเป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน”

     อย่างที่เขาว่ากันว่า เรื่องที่ไม่ควรนำมาพูดคุยกันในวงสนทนาบ่อยๆ คือ เรื่องการเมือง ฟุตบอล และศาสนา เพราะแต่ละคนก็มีความเชื่อหรือมีศรัทธาตามแต่ใจตัวเอง บางครั้งก็อยู่นอกเหนือจากเหตุผล

     คนที่นำ 3 เรื่องนี้มาคุยกันบ่อยๆ จึงปากแตกกันมาเยอะแล้ว

     เพราะฉะนั้น เหตุผลของการบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือนั้น เป็นสิ่งที่ควรละไว้ในฐานที่เข้าใจ (ของแต่ละคน) เพราะทุกคนย่อมเชื่อเหตุผลของตัวเองเป็นสำคัญ ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะไปเรียกร้องหรือไม่เรียกร้อง จะไปกดดันใครหรือไม่กดดันใคร ก็เป็นเรื่องของปัจเจกล้วนๆ

     แต่ฐานะของ “บุคคล” ที่จะไปดำเนินการอย่างที่ว่านั้นต่างหาก ที่ไม่ควรเป็น “พระสงฆ์”

     ไม่มีใครจะตั้งท่ารังเกียจรังงอนอันใด หรือกล่าวหาว่าเพิกเฉยต่อพุทธศาสนา หากผู้ครองเพศบรรชิตเหล่านี้จะเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่

     ถ้าจะพูดกันตามพระธรรมวินัยดั้งเดิม ก็ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่กิจของสงฆ์

     พระสงฆ์เป็นผู้สละแล้วในทางโลก หน้าที่หลักคือปฏิบัติธรรม เพื่อลด ละ เลิก กิเลสทั้งปวง รวมทั้งมีหน้าที่เผยแผ่พุทธศาสนาตามวัตถุประสงค์หลักของการเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย

     แต่ผมไม่อยากนำพระธรรมวินัย กรณี “กิจของสงฆ์” มากล่าวอ้างกันอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ รวมทั้งยังเชื่อว่าพระสงฆ์เหล่านี้ย่อมรู้ถึงวินัยข้อนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

     ที่สำคัญ การประพฤติปฏิบัติของสงฆ์ในทุกวันนี้ ก็ละเมิดพระธรรมวินัยข้อดังกล่าวจนเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่เรื่องที่กระทำนั้น หากถือเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็อาจพออนุโลมกันได้ อย่างเช่นการพัฒนาชุมชนในส่วนที่รัฐให้ความช่วยเหลือไม่ถึง หรือการสร้างวัตถุมงคลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

     ซึ่งถ้าหากว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์ และบางเรื่องเป็นชนวนเหตุให้เกิดความวุ่นวายหรือกิเลสต่อประชาชนมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ ที่เห็นชัดๆ คือการสร้างวัตถุมงคลจนเป็นพุทธพาณิชย์ และผมก็สงสัยเหลือเกินว่า พระที่ปลุกเสกวัตถุมงคลจะบาปหรือไม่ หากวัตถุมงคลดังกล่าวเป็นชนวนเหตุให้คนเหยียบกันตาย

     และถ้ายิ่งเรื่องใดที่นอกเหนือจากการพัฒนาชุมชนและสร้างวัตถุมงคลแล้ว พระสงฆ์ยังต้องออกมาจากวัด เพื่อยุ่งเกี่ยวในทางโลกอีก ผมก็เห็นว่ามันเกินควรไปหน่อย

     เพราะการได้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ…

     มันช่วยให้พระสงฆ์ลด ละ เลิก กิเลสได้เร็วขึ้นหรืออย่างไร

     มันช่วยให้พระสงฆ์มีศีลบริสุทธิ์มากขึ้น จนบังเกิดเป็นสมาธิ และปัญญาต่อไปหรืออย่างไร

     มันช่วยให้พระสงฆ์บรรลุมรรค ผล นิพพาน เร็วขึ้นหรืออย่างไร

     มันช่วยให้ประชาชนไทยหันมานับถือศาสนาพุทธมากขึ้นหรืออย่างไร

     หรือมันช่วยให้พระสงฆ์มีฐานันดรที่สูงขึ้นหรืออย่างไร

     ท่านพุทธทาสเคยกล่าวถึงพุทธศาสนาในสายตาของแต่ละบุคคลที่มองเข้ามา ซึ่งอาจจะมองแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นเพหรือภูมิหลังของคนๆ นั้น

     อย่างนักศีลธรรมก็จะมองพุทธศาสนาในฐานะที่เป็น “ศีลธรรม”

     บางคนมองว่าพุทธศาสนาเป็น “สัจธรรม”

     บางคนมองพุทธศาสนาเป็น “ศาสนา”

     บางคนมองพุทธศาสนาเป็น “จิตวิทยา”

     บางคนมองพุทธศาสนาเป็น “ปรัชญาและวิทยาศาสตร์”

     และบางคนมองพุทธศาสนาว่าเป็น “ศิลปะ”

     แต่มุมมองที่ท่านพุทธทาสยืนยันว่า เป็นเหลี่ยมมุมที่ต้องสนใจมากที่สุดก็คือ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็น “ศาสนา” เพราะเป็นมุมมองที่พูดถึงวิธีปฏิบัติอันจะก่อให้เกิดศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อนำไปสู่การมองโลกในแง่จริง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนันตา

     นั่นหมายถึง ไม่มีอะไรในโลกนี้เที่ยงแท้ (อนิจจัง) ไม่มีอะไรที่เราเข้าไปยึดถือแล้วไม่เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และไม่มีอะไรเป็นของของเรา แม้กระทั่งตัวเราเอง (อนัตตา)

     เฉกเช่นเดียวกัน การยึดมั่นถือมั่นว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นสิ่งที่ชาติควรตราเอาไว้ในกฎหมายว่าต้องมีประจำประเทศ จึงเป็นการเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง

     และน่าเสียใจมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้ออกมาเรียกร้องกลับกลายเป็นผู้ถือครองสมณเพศ อันได้ปวารณาตัวไว้แล้วว่าจะเลิกยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเป็นสรณะ

     แต่นี่กลับมองพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็น “อัตตา” ไปอย่างไม่น่าให้อภัย

     ผมจึงอยากนิมนต์พระสงฆ์องคเจ้าทั้งหลายให้กลับวัดเสียเถิด กลับไปปฏิบัติธรรมอย่างแข็งขันและให้ปัญญาแก่พุทธศาสนิกชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อเป็นการต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยาวนานยิ่งๆ ขึ้นไป

     และความยั่งยืนจะบังเกิดผลโดยไม่ต้องมีใครมาเขียนลงในกระดาษหรือจารลงในใบลานเลยแม้แต่นิดเดียวว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทย”

     เพราะนั่น…มันไร้สาระสิ้นดี

พันธมิตรประชาชนเพื่ประชาธิปไตย

     ารออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ที่เป็นข่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ยังสร้างความเคลือบแคลงให้ใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่เคยขับไล่ระบอบทักษิณให้หมดไปจากประเทศไทย

     กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างว่าเหตุผลที่ออกมาเรียกร้อง ไม่ได้ต้องการไล่รัฐบาล เพียงแต่ต้องการ “เร่ง” ให้รัฐบาลและ คมช. สะสางปัญหาให้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมาทำงานช้าเกินไป ไม่ทันใจ

     ที่สำคัญ…ปัญหา 4 ข้อที่เป็นข้ออ้างในการรัฐประหาร ยังไม่เห็นผลสักข้อเดียว เพราะฉะนั้น 6 เดือนผ่านมาแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ จึงต้องการหานายกรัฐมนตรีคนใหม่มาทำหน้าที่แทน

     ฟังแล้วก็ยอมรับว่า “ดูดี” เสียเต็มประดา ที่ออกมาขันน็อตรัฐบาลหลังจากที่ทำงานช้าในสายตาของคนส่วนใหญ่ แต่วิธีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีนั้น คงไม่ใช่ทางออกที่สมเหตุสมผลมากนักในเวลานี้

     …เพียงเพราะรัฐบาลและ คมช. ต้องผ่านกระบวนการทำงานมากมาย

     …เพียงเพราะกระบวนการทำงานเหล่านั้น ยังอยู่ในขั้นตอนต่างๆ เพื่อหวังผลสูงสุด

     …เพียงเพราะรัฐบาลและ คมช. บอกว่า ขอเวลาแค่ปีเดียวก็จะไป

     นั่นคงยังไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มก้อนทางการเมืองกลุ่มนี้เท่าไรนัก

     คำถามที่ประชาชนคนที่เคยศรัทธากลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อสมัยชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณ อยากจะถามนักถามหนาคือ จะสมเหตุสมผลกว่าหรือไม่ ที่การไล่นายกรัฐมนตรีน่าจะเกิดขึ้นหลังจากครบวาระของรัฐบาลไปแล้ว

     หากถึงเวลาแล้วเขาไม่ไป จะยกพวกออกมาไล่ ออกมากดดัน ออกมาเรียกร้อง ออกมาเล่นงิ้ว ออกมาแต่งเพลง ออกมาทำอะไรต่อมิอะไรเหมือนที่ผ่านมา ก็คงไม่สายเกินไป ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความเคลือบแคลงสงสัยอย่างที่เป็นอยู่ และกลุ่มพันธมิตรก็จะดูโปร่งใสมากกว่านี้

     คำถามคือรัฐบาล หรือ คมช. ได้สัญญากับประชาชนหรืออย่างไร ว่าจะสะสางปัญหาให้ได้ภายใน 6 เดือน?

     ถ้าจำไม่ผิด ผมว่าไม่ใช่

     แล้วใครไปบอกกลุ่มพันธมิตรอย่างนั้นหรือ ว่านายกรัฐมนตรี “หมดความชอบธรรม” ในการทำหน้าที่นี้แล้ว เพราะตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ผลงานไม่เข้าตากรรมการกลุ่มพันธมิตรฯ

     “อย่าตีตนไปก่อนไข้” น่าจะเป็นสำนวนที่เหมาะกับพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในกรณีนี้ ถ้าไม่นับรวมถึงข้อสังสัยเกี่ยวกับผลประโยชน์แอบแฝงในการออกมาเรียกร้องครั้งนี้

     ประชาชนที่ศรัทธาจนออกไปชุมชุนขับไล่ทักษิณด้วยกัน มีมายมายนับแสนคน เขาออกไปร่วมรบกับพวกท่าน

     เพราะเห็นจริงดังพวกท่านว่าระบอบทักษิณนั้นเป็นอันตรายกับประเทศชาติ

     เพราะอยากให้คนดีเข้ามาบริหารประเทศ

     และเพราะศรัทธาในตัวพวกท่าน เชื่อว่าพวกท่านเป็นคนดีเช่นกัน

     แต่หากเขารู้ว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ มีผลประโยชน์แอบแฝง ผลที่ออกมาคงดูไม่จืดเอามากๆ เพราะพวกท่านทำลายความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวประชาชนลง

     มวลชนที่ออกไปร่วมรบด้วยกัน ไม่ใช่ควาย

     อย่าดูถูกว่าพวกเขาเป็นเช่นนั้น

     พวกท่านไม่มีอำนาจ แต่มีพลังมวลชนอยู่ในมือ

     จงสำเหนียกไว้ให้ดีว่า พลังนั้นไม่ใช่นำมาเพื่อประหัตประหารใครตามชอบใจ

     หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน

     ไม่เช่นนั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็จะไม่ต่างอะไรกับเศษสวะที่กำลังป่าวร้องโหวกเหวกอยู่อีกหลายกลุ่มขณะนี้เช่นเดียวกัน

เราทำอะไรเพื่อประเทศชาติบ้างหรือยัง

Posted by: baramee on: วันเสาร์, 14 เมษายน, 2007

John F. Kennedy

“Ask not what your country can do for you, ask you can do for your country.”

     ประโยคอันโด่งดังข้างบนนี้ เป็นของ John F. Kennedy ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา เขาพูดประโยคนี้เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว และยังคงเป็นประโยคอมตะที่ผู้นำหลายประเทศอยากจะพูดบ้าง

     เมื่อคืนผมดูรายการ “THE ICON ปรากฏการณ์คน” ซึ่งแขกที่มาร่วมรายการ เป็นบุคคลที่ผมอยากรู้จักมาตั้งนานแล้วว่า เขาเป็นคนอย่างไร มีแนวคิดและวิถีชีวิตอย่างไร

     “ไชย ไชยวรรณ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด

     หากใครเคยดูโฆษณาของไทยประกันชีวิต ย่อมรู้ดีว่าบริษัทนี้มีหนังโฆษณาที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือตัวหนังไม่พูดถึงสินค้าและบริการของตัวเอง แต่จะพูดถึงจิตสำนึกของการเป็นมนุษย์ และสะท้อนถึงปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างพ่อกับลูกชาย หรือลูกสาวท้องก่อนแต่ง

     ที่เด่นชัดก็คือ หนังโฆษณาของไทยประกันชีวิต มักจะเรียกน้ำตาคนดูเสมอ

     ไชย บอกว่า เขาไม่ได้มีจุดประสงค์จะทำหนังโฆษณาเศร้าๆ หรือให้ดูเหมือนละครน้ำเน่า แต่ต้องการให้คนดูตระหนักถึงความเป็นจริงในสังคม ที่ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอาจพบเจอเข้าก็ได้ในชีวิตจริง และต้องการสื่อว่าการตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ควรจะเป็นไปในแนวทางไหน

     จะเรียกว่าชี้นำก็ได้ครับ แต่ถือว่าเป็นการชี้นำในทางที่ถูกที่ควร

     “มนุษย์นิยม” คำนี้เป็นสิ่งที่ ไชย บอกว่าเขายึดมั่นมาตลอด เพราะเขาเคารพในความเป็นมนุษย์ของทุกคน และเชื่อว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีตำแหน่งสูงส่งหรือต่ำต้อย เขาก็ให้ความเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

     และนี่คือเหตุผลหลักของการทำหนังโฆษณา ที่ไม่ต้องการ “ขายประกัน” แต่ต้องการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่สังคมไทย เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อสังคมโดยรวมดีขึ้น แรงสะท้อนนั้นก็จะส่งผลดีต่อบริษัทต่างๆ องค์กรทุกภาคส่วน ไปจนถึงประเทศในท้ายที่สุดนั่นเอง

     ไชย บอกครับว่า นี่แหละคือการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

     ยังไม่หมดครับ ไชย บอกว่า ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตเพียงแห่งเดียว ที่รับทำประกันให้ “ทหาร” เพราะไม่มีบริษัทประกันที่ไหนคิดอยากทำประกันให้กับอาชีพที่เสี่ยงภัยเช่นนี้

     แต่ไทยประกันชีวิตทำไชย ไชยวรรณ

     นั่นก็เพราะเขาเทิดทูนในความเสียสละของทหาร ที่ยอมเสี่ยงอันตรายในการปฏิบัติหน้าที่ แม้จะเป็นการรับประกันที่ไม่คุ้มทุนเลยก็ตาม และไทยประกันชีวิตก็รับทำประกันประเภทนี้มานานถึง 20 ปีแล้ว

     ไชย พูดถึงแนวคิดการทำธุรกิจของเขามาข้อหนึ่งครับ ซึ่งฟังแล้วผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ยังมีนักธุรกิจที่คิดแบบนี้เหลืออยู่อีกสักกี่คน 

     เขาบอกว่า เขาทำธุรกิจโดยไม่ได้หวังกำไรสูงสุด เพราะการหวังกำไรสูงสุดนั้น บางครั้งจะทำให้เราลืมนึกถึงสังคมไป ที่สำคัญอาจเป็นบ่อเกิดของการไม่มีธรรมาภิบาลได้ เขาอยากทำกำไรแบบพอเหมาะพอเพียง

     คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในใจผมก็คือ “เขาสร้างภาพหรือเปล่า?”

     ที่คิดอย่างนี้ก็เพราะ ไชย เป็นนักธุรกิจที่ “ดีเกินไป” ในสังคมปัจจุบัน และผมไม่นึกว่าจะมีอยู่อีกแล้วในยุคนี้

     คำถามหนึ่งที่ สัญญา คุณากร หยิบยื่นกลับไปคือ “ไม่คิดบ้างหรือว่า หน้าที่ในการสร้างจิตสำนึกของสังคม หรือหน้าที่ในการทำประกันให้กับทหาร เป็นหน้าที่ของรัฐบาล?”

     ไชย ตอบอย่างนี้ครับ

     “เราคงไปพึ่งรัฐบาลทุกอย่างไม่ได้ และจริงๆ แล้ว หน้าที่ในการสร้างจิตสำนึกควรเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน”

     ผมประทับใจในคำตอบของเขาครับ แม้จะยืนยันไม่ได้ว่าสิ่งที่พูดนั้นเป็นการสร้างภาพหรือไม่ แต่การกระทำที่ปรากฎออกมานั้น ก็พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่งว่า ผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตสัญชาติไทยแท้ผู้นี้ มีแนวคิดและปรัชญาชีวิตที่น่ายกย่องทีเดียว

     ที่เล่ามานี้ ไม่ได้ต้องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทแห่งนี้ แต่ผมกลับเห็นความเชื่อมโยงถึงประโยคที่กล่าวข้างต้นของ John F. Kennedy

     “อย่าถามว่าประเทศชาติให้อะไรแก่คุณ แต่จงถามว่าคุณได้ให้อะไรแก่ประเทศชาติบ้าง”

     ทุกวันนี้เราก็มักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเรียกร้องของประชาชน ให้รัฐดำเนินการช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องปากท้อง ความยากจน ความปลอดภัย ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการศึกษา ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ

     ไม่ว่าจะเป็นดินถล่ม ฝนแล้ง เงินบาทแข็ง แรงงานประท้วง ม็อบป่วนกรุง หุ้นตก บริษัทถูกโกง โรงเรียนรับแป๊ะเจี๊ยะ เสียพนัน คอร์รัปชั่นพุ่ง ยุงลายระบาด ขาดธรรมาภิบาล บ้านรั่ว กลัวจอมืด เศรษฐกิจฝืดเคือง การเมืองน้ำเน่า เข้าเว็บไม่ได้ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายร้อยแปดพันเก้า เราก็ขอให้รัฐช่วย

     ถูกครับ ที่รัฐมีหน้าที่บริหารจัดการปัญหาต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย แต่ไม่มีรัฐใดในโลกนี้หรอกครับ ที่จะช่วยเหลือเราได้ทุกอย่าง เพราะรัฐบาลไม่ใช่เทวดา ขอสิ่งใด ได้สิ่งนั้น

     ประชาชนต่างหากที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง และหันมามองตัวเองด้วยเช่นกันว่า นอกจากการเรียกร้องอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว เราได้ให้อะไรกลับคืนประเทศชาติบ้างหรือไม่

     การรณรงค์ให้ประชาชนออกไปเลือกตั้ง การหาเสียงของ ส.ส. หรือการเบี่ยงเบนประเด็นของบรรดานักการเมือง ทำให้ประชาชนหลงผิด เป็นการตามใจ หรือ spoil ประชาชนเกินไปหรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่ประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อให้ถูกเลือกเข้ามาในสภา พวกท่านพูดอย่างไร จำได้ไหม

     “โปรดเลือกเรา แล้วเราจะรับใช้ประชาชน”

     “ประชาชนเป็นนายของเรา”

     “เราจะทำทุกอย่างเพื่อประชาชน”

     “ประชาชนคือผู้มีอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง”

     ไม่บอกไปเลยล่ะครับว่า “ประชาชนคือพระเจ้า”

     ขอเรียนตรงนี้นะครับว่า ประชาชนไม่ใช่เจ้าขุนมูลนาย ไม่ใช่เทวดา และไม่ใช่ผู้มีอำนาจล้นฟ้า นึกอยากได้อะไรก็ต้องได้ นักการเมืองเองก็ไม่ต้องมากราบไหว้ แล้วเบี่ยงเบนประเด็นว่าถ้าประชาชนอยากได้ เราจะทำให้ แค่กาหมายเลขนี้เท่านั้น

     ไม่ต้องครับ เพราะถึงเวลาที่คุณเป็น ส.ส. แล้ว คุณทำให้เราไม่ได้ทุกอย่างอยู่แล้ว และนั่นทำให้ประชาชนผิดหวัง และสำคัญผิดไปว่าพวกคุณโกหก และออกมาเรียกร้องกดดันให้คุณลาออก ซึ่งปัญหานี้มันวนเวียนซ้ำซากไม่รู้จักจบจักสิ้น และมันน่าเบื่อมากกับความน้ำเน่า ฟอนเฟะเช่นนี้

     หากผมจะเรียกร้องนักการเมืองให้มีจิตสำนึก เลิกโกหกและเบี่ยงเบนประเด็นเสียที ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกอะไร เพราะหลายต่อหลายคน หรือสื่อต่างๆ ก็เรียกร้องกันมาตลอดอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ประชาธิปไตยเกิดขึ้นมาในสังคมไทย

     แต่ผมอยากเรียกร้องประชาชนบ้างครับว่า เลิกคิดได้แล้วว่านักการเมือง หรือรัฐบาล หรือแม้กระทั่งประเทศชาติ ทำให้คุณได้ทุกอย่าง

     ถามตัวเราเองเสียก่อนครับว่า เราได้ช่วยตัวเราเองแล้วหรือยัง และเมื่อช่วยตัวเองเต็มที่แล้ว ช่วยเหลือผู้อื่นบ้างตามกำลัง และถ้าเป็นไปได้…ก็ช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติกลับคืนไปบ้าง

     แล้วคุณจะได้รับการยกย่องจากจิตสำนึกของคุณเองครับว่า…

     “คุณคือประชาชนคนไทยเต็มขั้นอย่างแท้จริง”

Blog Visits

  • 60,671 hits